รัฐวาง ‘5 ฮับ’ เร่งเครื่องเศรษฐกิจไทย

(จับตา Quick Big Win จาก ‘ปลดล็อก’ กฎหมาย สู่การเลือกเครื่องยนต์ใหม่ของประเทศ)

รัฐบาลตั้ง 5 คณะทำงานร่วมรัฐ–เอกชน ดันลงทุนแตะ 30% ของจีดีพี เศรษฐกิจโตเกิน 3% และไทยติด Top 20 โลกภายในปี 2572 ขณะที่แผนเร่งรื้อกฎหมายกว่า 100 ฉบับ ยังต้องพิสูจน์ว่า “ความเร็ว” จะเดินคู่กับ “ความโปร่งใส” ได้เพียงใด?

รื้อกฎหมาย – เร่งลงทุน “แผนเดียวกัน?” :

วันเดียวกับที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้นำประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ (31 กรกฎาคม 2569) ภายใต้ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)

ก่อนนำไปสู่การเห็นชอบจัดตั้ง “คณะทำงานร่วมภาครัฐและเอกชน” รวม 5 ชุด เพื่อจัดทำ…แผน “Quick Big Win” และขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในช่วง 4 ปีข้างหน้า

เป็น “ยุทธศาสตร์ออนไลน์” ที่ได้นำเสนอบทความเรื่อง เร่งรื้อกฎหมายกว่า 100 ฉบับ ‘ปลดล็อกประเทศ’ หรือ ‘เปิดช่องผลประโยชน์?’ – ถึงเวลาเปิดบัญชี…ให้คนไทยร่วมตรวจสอบ!(https://yutthasartonline.com/political/172827) คู่ขนานกันไป

บทความชิ้นนั้น ได้สะท้อนข้อกังวลต่อแนวทางของรัฐบาลที่เตรียมปรับปรุงกฎหมายตามข้อเสนอของภาคเอกชน หวังลดต้นทุนการประกอบธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยตั้งเป้าให้เห็นผลภายใน 1–2 เดือน

สาระสำคัญที่นำเสนอ มิได้ “คัดค้าน” การปฏิรูปกฎหมาย เพราะประเทศไทยมีกฎหมาย กฎกระทรวง ระเบียบ และขั้นตอนอนุญาตจำนวนไม่น้อยที่ซ้ำซ้อน ล้าสมัย และสร้างต้นทุนโดยไม่จำเป็น หากแต่ตั้งคำถามว่า…

เมื่อสังคมไทยยังไม่เห็นรายชื่อกฎหมาย ผู้เสนอ เหตุผลในการแก้ไข ตลอดจน ผลได้และผลเสีย แล้วใครจะรับประกันว่า “Quick Win” จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและประชาชนส่วนใหญ่ มิใช่เพียงการเปิดทางให้ธุรกิจหรือกลุ่มทุนบางราย???

เมื่อพิจารณา 2 เหตุการณ์ร่วมกัน ย่อมเห็นทิศทางที่เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน! กล่าวคือ ฝ่ายหนึ่งกำลังรวบรวมกฎหมายและกฎระเบียบที่ภาคเอกชนเห็นว่าเป็นอุปสรรค ขณะที่ อีกฝ่ายกำลังกำหนดอุตสาหกรรม โครงการ และเครื่องมือส่งเสริมการลงทุนที่จะได้รับการผลักดันเป็นลำดับแรก

จึงอาจกล่าวได้ว่า…“การรื้อกฎหมายกว่า 100 ฉบับ” ก็คือ…การรื้อสิ่งกีดขวาง ส่วน “5 คณะทำงาน” คือการเลือกเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่จะเร่งให้เดินหน้า

ปักธง 4 ปี “โตเกิน 3%” :

ผลจากการประชุม กรอ.ครั้งนี้ รัฐบาลกำหนดเป้าหมายสำคัญไว้ 4 ประการ ประกอบด้วย…

หนึ่ง ผลักดันศักยภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตเกินระดับ 3%

สอง เพิ่มสัดส่วนการลงทุนรวมของภาครัฐและเอกชน จากปัจจุบันประมาณ 22–23% ให้เข้าใกล้ 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี

สาม ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยให้เข้าสู่ 20 อันดับแรกของโลกภายในปี 2572

และ สี่ วางรากฐานเพื่อผลักดันประเทศไทยเข้าสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี หรือภายในปี 2581

โดย รัฐบาลกำหนดกรอบการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

Quick Win” ภายใน 6 เดือน เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน

Big Win” ภายใน 2 ปี เพื่อปรับโครงสร้าง กฎระเบียบ และระบบนิเวศการลงทุน

และ Long Win” ภายใน 4 ปี เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ประธานคณะทำงานทั้ง 5 ชุดได้รับมอบหมายให้จัดลำดับความสำคัญ กำหนดโครงการ เจ้าภาพ กรอบเวลา และตัวชี้วัด ก่อนนำแผนปฏิบัติการกลับเข้าสู่การประชุมคณะอนุกรรมการอีกครั้งในช่วงสิ้นเดือนสิงหาคม 2569

5 ฮับ – 5 เครื่องยนต์ใหม่ :

คณะทำงานชุดแรก คือ Investment & Industry Transformation Hub มี เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นประธาน ทำหน้าที่เร่งการลงทุนควบคู่กับการยกระดับอุตสาหกรรมเดิม สนับสนุน Made in Thailand และ Local Content เปิดทางให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงผลักดัน Thailand FastPass และ Investment Enablement เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาการอนุมัติโครงการ

แนวทางดังกล่าวยังครอบคลุมการแก้ปัญหาเรื่องไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน พื้นที่อุตสาหกรรม สาธารณูปโภค วีซ่าและใบอนุญาตทำงาน ตลอดจนการพัฒนาทักษะแรงงานให้รองรับอุตสาหกรรมอนาคต

คณะทำงานชุดที่สอง คือ AI & Digital Hub มี เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นประธาน มุ่งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรม AI เซมิคอนดักเตอร์ และการออกแบบชิป พร้อมพัฒนาระบบนิเวศด้านข้อมูล บุคลากร การวิจัยและพัฒนา และทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงนำ AI ไปเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุนทั้งในภาครัฐและภาคธุรกิจ

คณะทำงานชุดที่สาม คือ Green Economy มี นายกุลิศ สมบัติศิริ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน มีภารกิจเร่งพัฒนาพลังงานสะอาด ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและระบบขนส่งสีเขียว พร้อมพัฒนา Carbon Accounting ตลาดคาร์บอน ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ ETS และเครื่องมือทางการเงินสีเขียว

คณะทำงานชุดที่สี่ คือ Financial Hub มี ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ตั้งเป้าพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านธนาคาร ตลาดทุน ประกันภัย และการบริหารความมั่งคั่ง เพิ่มบทบาทตลาดทุนในการระดมเงินสำหรับธุรกิจนวัตกรรม เทคโนโลยี สตาร์ทอัป และโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงสนับสนุนธุรกิจไทยที่มีศักยภาพก้าวออกไปแข่งขันในตลาดโลก

ส่วน คณะทำงานชุดที่ห้า คือ Medical Investment Hub มี ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน มุ่งสร้างระบบนิเวศทางการแพทย์ครบวงจร ตั้งแต่บริการรักษาพยาบาล การวิจัยและพัฒนายา เครื่องมือแพทย์ บริการสุขภาพมูลค่าสูง ไปจนถึงการเพิ่มสัดส่วนการผลิตชิ้นส่วนและนวัตกรรมทางการแพทย์ภายในประเทศ

รวมเครื่องมือ – เจาะจงเป้าหมาย :

“จุดต่าง!” ของคณะอนุกรรมการชุดนี้ คือ…การนำเครื่องมือของหลายหน่วยงานมาบูรณาการ ไม่ว่าจะเป็น…มาตรการภาษีของกระทรวงการคลัง สิทธิส่งเสริมการลงทุนของ BOI งบประมาณภาครัฐ การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFF) ตลอดจน กลไกระดมทุนผ่านตลาดทุน

กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัฐบาลไม่ได้ต้องการเพียงเพิ่มจำนวนโครงการลงทุน แต่กำลังพยายามสร้างระบบเร่งรัดตั้งแต่การแก้กฎหมาย ออกใบอนุญาต จัดหาพื้นที่และสาธารณูปโภค พัฒนาคน ให้สิทธิประโยชน์ ไปจนถึงการหาแหล่งเงินทุน

ผลในระยะใกล้ ที่น่าจะเริ่มปรากฏ นั่นก็คือ…การจัดทำรายชื่ออุตสาหกรรมและโครงการเป้าหมาย การระบุปัญหาหรือกฎหมายที่ต้องแก้ การคัดเลือกโครงการเข้าสู่กลไก Thailand FastPass รวมถึงการกำหนดแผนลงทุนด้านไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน และบุคลากร

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ควรสรุปว่ามาตรการทั้งหมดได้รับอนุมัติและพร้อมบังคับใช้แล้ว เพราะ Smart Grid, ETS, Carbon Market, IPO Facilitation และมาตรการอื่นอีกหลายรายการ ยังอยู่ในฐานะ “กรอบภารกิจ” ที่คณะทำงานต้องนำไปจัดทำรายละเอียดและเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาอีกครั้ง

เช่นเดียวกับ จำนวนโครงการที่จะเข้าสู่ Thailand FastPass ซึ่งการประชุมครั้งนี้ ยังไม่ได้เปิดเผยรายชื่อ เกณฑ์คัดเลือก และมูลค่าการลงทุนรอบใหม่อย่างชัดเจน

30% ของจีดีพี “เป้าหมายใหญ่” :

การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนจาก 22–23% เป็นใกล้ 30% ของจีดีพีภายใน 4 ปี ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทายอย่างยิ่ง เพราะเท่ากับต้อง เพิ่มสัดส่วนการลงทุนอีกประมาณ 7–8 จุดของจีดีพี หรือเพิ่มจากฐานเดิมราว 1 ใน 3

การประเมินความสำเร็จ จึงไม่อาจดูเพียงยอดคำขอรับส่งเสริมการลงทุน หรือมูลค่าโครงการที่ได้รับอนุมัติ แต่ต้องวัดจากเงินลงทุนที่เกิดขึ้นจริง จำนวนและคุณภาพของงานที่เกิดขึ้น การใช้วัตถุดิบและบริการจากผู้ประกอบการไทย ตลอดจนระดับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้เข้าสู่ประเทศ

ส่วนเป้าหมาย ยกระดับไทยเข้าสู่ 20 อันดับแรกของโลก นั้น ปัจจุบัน ไทยอยู่ในอันดับ 26 จาก 70 เขตเศรษฐกิจ ตามการจัดอันดับ IMD World Competitiveness Ranking 2026 แม้จะดีขึ้นจาก อันดับ 30 ในปีก่อน แต่ไทยยังมีจุดอ่อนด้านผลิตภาพ การศึกษา เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และประสิทธิภาพภาครัฐ

ดังนั้น การขยับขึ้นอีกอย่างน้อย 6 อันดับ ไม่อาจเกิดจากการลดขั้นตอนอนุญาตเพียงอย่างเดียว หากต้องยกระดับคุณภาพของคน ระบบราชการ โครงสร้างพื้นฐาน ธรรมาภิบาล และความแน่นอนของกติกาไปพร้อมกัน

รัฐหันเน้นเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ :

ในมุมของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” มองว่า…การตั้ง 5 คณะทำงาน ครั้งนี้สะท้อนว่า…รัฐบาลเริ่มมองเห็นความจำเป็นในการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ มากกว่าพึ่งพามาตรการกระตุ้นระยะสั้นเพียงด้านเดียว และการรวมเครื่องมือด้านภาษี การเงิน การลงทุน ตลาดทุน และโครงสร้างพื้นฐานไว้ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน

ถือเป็น…“จุดเริ่มต้น!” ที่มีความสำคัญอย่างมาก!!!

เนื่องจาก “จุดแข็ง” ของแผน อยู่ที่การ…กำหนดเจ้าภาพและกรอบเวลา แต่ก็ยังมี “จุดอ่อน” ซึ่งอยู่ที่ การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ โดยเฉพาะ รายชื่อโครงการที่จะได้รับการเร่งรัด รายชื่อกฎหมายที่จะถูกปรับแก้ มูลค่าสิทธิประโยชน์ทางภาษี ต้นทุนที่รัฐต้องรับ และ ตัวชี้วัดประโยชน์ที่จะตกแก่ผู้ประกอบการไทย แรงงาน ชุมชน และประชาชนทั่วไป

เพราะหาก ภาคเอกชนเป็นทั้งผู้เสนอปัญหา ผู้ร่วมออกแบบมาตรการ และผู้รับประโยชน์จากมาตรการ รัฐบาลจำเป็นต้องสร้างกลไกตรวจสอบที่เปิดกว้างกว่าการหารือระหว่างรัฐกับองค์กรธุรกิจ เท่านั้น

“ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เชื่อว่า…Thailand FastPass จะมีประโยชน์ หากใช้เป็นเครื่องมือประสานงานและลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงาน แต่ต้องไม่กลายเป็น “ช่องทางพิเศษ” ที่ทำให้โครงการขนาดใหญ่ได้รับการผ่อนปรน

ขณะที่ SMEs และประชาชนคนไทย ยังต้องเผชิญระบบปกติที่ล่าช้า หรือทำให้ขั้นตอนคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ชุมชน แรงงาน และผู้บริโภคถูกลดทอนลงไปพร้อมกับการลดขั้นตอนทางธุรกิจ

ปลดล็อกดีที่สุด คือ สร้างกติกาโปร่งใส :

ดังนั้น การปลดล็อกที่ดีที่สุด! จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาให้ผู้ลงทุนเป็นรายโครงการ แต่เป็น…การทำให้กติกาทั้งระบบง่าย ชัด โปร่งใส และใช้กับทุกฝ่ายอย่างเสมอภาค

ท้ายที่สุด ทีมข่าวยุทธศาสตร์ มั่นใจว่า…ประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มการลงทุน ยกระดับเทคโนโลยี และปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัย

แต่ความรวดเร็วต้องไม่แซงความโปร่งใส และการ “ปลดล็อกธุรกิจ” ต้องไม่กลายเป็นการ “ปลดกลไก” คุ้มครองประโยชน์สาธารณะ

ก่อนการประชุมรอบใหม่ช่วงสิ้นเดือนสิงหาคม รัฐบาลควรเปิดเผยรายชื่อกฎหมาย ผู้เสนอ เหตุผล ผลได้–ผลเสีย รายชื่อโครงการ เกณฑ์ FastPass สิทธิประโยชน์ ต้นทุนทางการคลัง และตัวชี้วัดผลลัพธ์ไว้ในบัญชีเดียว เพื่อให้สังคมร่วมตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้นทาง

นั่นเพราะ…เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ อาจพาประเทศเดินหน้าได้เร็ว แต่หาก คนไทยส่วนใหญ่ กลับมองไม่เห็นว่า…ใครเป็นผู้กำหนดเส้นทาง ใครได้นั่งแถวหน้า และใครต้องเป็นผู้จ่ายค่าผ่านทาง

ความเร็วเพียงอย่างเดียว! ก็อาจไม่เพียงพอที่จะนำประเทศไปถึงเป้าหมายอย่างมั่นคงและเป็นธรรมได้ในที่สุด!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password