EXIM BANK ดันธุรกิจไทยสู่ Green Economy

(เปิดสินเชื่อ-บริการ ESG หนุนผู้ประกอบการรับกติกาการค้าโลกยุคใหม่)
EXIM BANK เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์การเงินและบริการด้านความยั่งยืน เสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้พร้อมรับมาตรการการค้าโลกด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมเปิดทางเข้าถึงสินเชื่อสีเขียวและตลาดส่งออกในอนาคต
เร่งติดอาวุธ ESG ปั้น ผปก.ไทยสู้กติกาโลกใหม่ :
ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เดินหน้ายกระดับบทบาทการเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินและบริการด้านความยั่งยืน เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ปรับตัวให้ทันต่อกติกาการค้าโลกยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)

ในโอกาสนี้ EXIM BANK จัดงานเสวนา “เมื่อโลกเปลี่ยน ธุรกิจต้องปรับ : ความยั่งยืนกับโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการไทย” เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการการค้าด้านสิ่งแวดล้อมและแนวทางเตรียมความพร้อมของภาคธุรกิจ โดยมี นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK พร้อม นพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) นางสาววรมน สินสุวรรณ ผู้อำนวยการกองสหภาพยุโรป กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ และนายอิทธิพล เลิศศักดิ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ณ สำนักงานใหญ่ EXIM BANK เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569
กติกาโลกใหม่ กำลังเปลี่ยนสนามการแข่งขัน :
นายชลัช กล่าวว่า ประเทศคู่ค้าหลักของไทย ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน และสหภาพยุโรป ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40% ของมูลค่าการส่งออกไทย ต่างทยอยบังคับใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนอย่างเข้มข้น
โดยเฉพาะ สหภาพยุโรป (EU) ที่ประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์ European Green Deal พร้อมออกกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมแล้วกว่า 3,400 มาตรการ อาทิ กฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (PPWR) มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) กฎหมายว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) และ ข้อกำหนดการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนของภาคธุรกิจ (CSRD)
ขณะที่ สหรัฐฯ กำลังผลักดันกฎหมายด้านการจัดเก็บค่าธรรมเนียมสินค้านำเข้าที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง ส่วนจีนเองก็เร่งพัฒนามาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนระดับประเทศ เพื่อยกระดับการรายงาน ESG ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ESG ไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นแต้มต่อการแข่งขัน :
EXIM BANK มองว่า กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นกำลังเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันของการค้าโลก ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องปรับตัวตั้งแต่กระบวนการออกแบบสินค้า การเลือกใช้วัตถุดิบ การบริหารจัดการพลังงาน การจัดเก็บข้อมูล ESG ไปจนถึงการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน
แม้การปรับตัวจะเป็นความท้าทาย แต่ก็ถือเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทยในการสร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ค้า เพิ่มโอกาสทางการค้า และเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของตลาดโลก
เปิดบริการใหม่ หนุน SMEs เข้าถึงสินเชื่อสีเขียว :
กรรมการนผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวว่า เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว EXIM BANK จึงได้เตรียมพัฒนาบริการช่วยจัดทำข้อมูลและรายงานด้านความยั่งยืนสำหรับผู้ประกอบการ SMEs และผู้ส่งออก เพื่อให้สามารถจัดเตรียมข้อมูล ESG ได้อย่างถูกต้อง ตอบโจทย์ข้อกำหนดของผู้นำเข้าและบริษัทข้ามชาติในห่วงโซ่อุปทานโลก ลดความเสี่ยงจากการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ และต่อยอดสู่การเข้าถึงสินเชื่อสีเขียวในอนาคต
พร้อมกันนี้ ธนาคารยังเร่งสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร เพื่อสนับสนุนองค์ความรู้ เงินทุน และกลไกช่วยเหลือที่ช่วยลดต้นทุนในการปรับตัวของผู้ประกอบการ
อัดแพ็กเกจสินเชื่อสีเขียว เสริมศักยภาพแข่งขัน :
นอกจากนี้ EXIM BANK ยังขยายการสนับสนุนผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว ด้วยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.75% ต่อปี ในช่วง 2 ปีแรก วงเงินสูงสุด 100 ล้านบาท สำหรับ SMEs ผ่อนชำระได้นานถึง 10 ปี ผ่านสินเชื่อ EXIM Solar D-Carbon สำหรับการลงทุนระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และ Green X Transformation สำหรับการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเปลี่ยนเทคโนโลยี และการนำยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในภาคธุรกิจ
อีกทั้งยังมี สินเชื่อหมุนเวียนอัตราพิเศษ พร้อมส่วนลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม รวมถึงมาตรการสนับสนุนการขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตภายใต้มาตรฐาน T-VER และการใช้ระบบ SET Carbon เพื่อจัดทำรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับสิทธิประโยชน์ด้านอัตราดอกเบี้ยอีกด้วย
นายชลัช กล่าวอีกว่า การยกระดับศักยภาพด้าน ESG ของผู้ประกอบการไทยจะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทย ท่ามกลางกติกาการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ในมุมของ “คนนอก ”ต่อประเด็นปัญหาและโอกาสจากงานเสวนาข้างต้น เชื่อว่า…ทิศทางและแนวโน้มของกระแส ESG จะสร้างทั้งปัญหาและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย อย่างที่สุด
ภาครัฐ-สถาบันการเงินเริ่มเดินเกมเชิงรุก :
การที่ EXIM BANK พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินควบคู่กับบริการจัดทำข้อมูล ESG ถือเป็นการยกระดับบทบาทจากผู้ให้สินเชื่อไปสู่ “พันธมิตรการเปลี่ยนผ่าน” ของภาคธุรกิจ ช่วยลดอุปสรรคสำคัญของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่ยังขาดองค์ความรู้ เงินทุน และเครื่องมือในการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล ส่งผลให้การเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียวมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น
SMEs ยังเผชิญข้อจำกัดด้านต้นทุนและบุคลากร :
แม้ภาครัฐและสถาบันการเงินจะมีมาตรการสนับสนุน แต่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังขาดบุคลากรที่มีความรู้ด้าน ESG ระบบฐานข้อมูล และเทคโนโลยีที่จำเป็น การจัดทำรายงานความยั่งยืนและการวัดคาร์บอนฟุตพรินต์ยังเป็นภาระต้นทุนที่ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนไม่น้อยยังไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง ทำให้ความพร้อมของแต่ละธุรกิจยังแตกต่างกันอย่างมาก
เปลี่ยน “มาตรฐานโลก” ให้เป็นแต้มต่อการแข่งขัน :
มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่หลายประเทศนำมาใช้ แม้จะเพิ่มเงื่อนไขทางการค้า แต่ก็เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยที่ปรับตัวได้เร็ว สามารถสร้างความแตกต่าง เพิ่มความน่าเชื่อถือ และเข้าถึงตลาดระดับพรีเมียม รวมถึงแหล่งเงินทุนสีเขียวจากทั้งในและต่างประเทศได้มากขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของภาคส่งออกไทยในระยะยาว
หากปรับตัวไม่ทัน ไทยอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน :
มาตรการอย่าง CBAM, EUDR, PPWR และข้อกำหนดด้านการเปิดเผยข้อมูล ESG มีแนวโน้มขยายขอบเขตครอบคลุมสินค้าและอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากผู้ประกอบการไทยไม่สามารถยกระดับมาตรฐานการผลิตและการเปิดเผยข้อมูลได้ทันเวลา อาจเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น สูญเสียคำสั่งซื้อ หรือถูกลดบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลก ดังนั้น การลงทุนด้าน ESG ในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่เป็นการลงทุนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว.






