ฟื้น ‘บ้านพระพิทักษ์’ : สุดยอดกลยุทธ์ BAM ‘พัฒนาเมือง + สร้างคุณค่า’

BAM เดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุก! พลิกฟื้น “ทรัพย์รอขาย” สู่คุณค่าที่ยั่งยืน ผนึกกำลังอาศรมศิลป์ คืนชีวิต “บ้านพระพิทักษ์” บ้านไม้สองชั้นอายุ 88 ปี พ่วงจัดสร้างที่พักรองรับนักท่องเที่ยว และสวนสาธารณะขนาดย่อมที่อยู่ติดกัน หวังฟื้นคืนชีวิตให้กับย่านเมืองเก่า ตรอกตึกดิน ถนนดินสอ อัพสู่ “ต้นแบบ” การพัฒนาสินทรัพย์ ด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไปยังพื้นที่ที่มีความพร้อมอื่นๆ ทั่วไทย พร้อมมอบโอกาสใหม่ที่ยั่งยืนให้ชุมชนและเมือง ผ่านกลยุทธ์ CSR in Process
พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง…บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ทำไว้กับ สถาบันอาศรมศิลป์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เมื่อวานนี้ (9 เมษายน 2569)

ด้วยหวังจะ “คืนชีวิต” ให้กับ…“บ้านพระพิทักษ์” บ้านเก่าแก่อายุ 88 ปี บนเนื้อที่ 135.1 ตารางวา มูลค่ากว่า 36.78 ล้านบาท ย่านเมืองเก่า ตรอกตึกดิน ถนนดินสอ แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
ภายใต้ “โครงการทรัพย์แผ่นดิน ต้นแบบการฟื้นฟูสินทรัพย์เพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์”
ไม่เพียงแค่นั้น…BAM ภายใต้การนำของ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฯ ยังจะขยายผล ด้วยการฟื้นชีวิตของชุมชนย่านเมืองเก่าตรอกตึกดินแห่งนี้ ให้กลายเป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์
จัดสร้างให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์เชื่อมโยงผู้คนทุกระดับและทุกช่วงวัย อีกทั้ง ยังจะมอบโอกาสใหม่ สร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับชุมชนย่านดังกล่าว
พร้อมกับปั้นให้เป็น “โมเดลต้นแบบ” ในการพัฒนาสินทรัพย์ของ BAM ขยายไปยังพื้นที่ที่มีศักยภาพคล้ายๆ กันในอีกหลายแห่งทั่วประเทศ

“โครงการทรัพย์แผ่นดินฯ ภายใต้วิสัยทัศน์ “พลิกฟื้นสินทรัพย์เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน” เริ่มต้นจากการพัฒนา “บ้านพระพิทักษ์” ให้กลายเป็น “โมเดลต้นแบบ” ของการนำ NPA มาคืนชีวิตและต่อยอดให้เกิดประโยชน์ เพื่อมอบโอกาสใหม่ สร้างรายได้ให้กับชุมชน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์คุณค่าทางประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์ของพื้นที่ ซึ่งสะท้อนความตั้งใจของ BAM ในการยกระดับการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้เป็น “เครื่องมือแห่งการสร้างมูลค่าใหม่” ที่เชื่อมโยงทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย” ซีอีโอ BAM ย้ำ พร้อมกับระบุว่า…
โครงการทรัพย์แผ่นดินฯ “บ้านพระพิทักษ์” และย่านเมืองเก่าตรอกตึกดิน ได้ตอกย้ำ กลยุทธ์ CSR in Process (หมายถึง…การดำเนินกิจกรรมรับผิดชอบต่อสังคมที่บูรณาการอยู่ในกระบวนการทำงานหลักของธุรกิจ) ที่ฝังอยู่ในทุกขั้นตอนการพัฒนาขององค์กร และความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามกรอบ ESG มุ่งตอบโจทย์และสร้างประโยชน์ต่อชุมชนเป็นสำคัญ
ด้วยการผสมผสานแนวคิด พื้นที่สุขภาวะ (Well-being) เข้ากับย่านศิลปะและการออกแบบอย่างลงตัว
“เราตั้งใจให้พื้นที่แห่งนี้เป็น “ย่านศิลปะและ การออกแบบที่มีชีวิต” คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 8 เดือน โดยระยะแรกจะใช้พื้นที่บริเวณบ้านพระพิทักษ์จัดกิจกรรมแสดงผลงานด้านศิลปะในช่วงปลายปี 2569 พร้อมผลักดันเป็น แลนด์มาร์ก การท่องเที่ยวแห่งใหม่ เชื่อมต่อเศรษฐกิจกับย่านเมืองเก่าโดยรอบ” ดร.รักษ์ กล่าว

สำหรับ “บ้านพระพิทักษ์” ถือเป็นทำเลศักยภาพย่านเมืองเก่า ใกล้เสาชิงช้า และศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร โดดเด่นรายล้อมด้วย…ร้านอาหารชื่อดัง และจุดเช็กอินสำคัญ จำนวนมาก
โดยเมื่อ โครงการเสร็จสมบูรณ์ จะทำให้ย่านนี้…กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในวงกว้าง ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ ได้กว่า 600 คนให้ดีขึ้น ผ่านการดึงดูดกลุ่มคนใหม่ ๆ ให้เข้ามาสัมผัสเสน่ห์ของย่านนี้อย่างมีนัยสำคัญ
จากเดิมที่มีผู้สัญจรและนักท่องเที่ยวเข้ามาราว 3,000 คน และเม็ดเงินจับจ่ายใช้สอยเพิ่มสูงขึ้น สร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ ช่วยกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมระดับชุมชนทั้งในเชิงสังคมและเศรษฐกิจ
“นี่คือ หัวใจสำคัญของแนวคิด “Transforming Non-Performing Assets into Enduring Value” การพลิกสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้กลายเป็นคุณค่าที่ยั่งยืน ไม่เพียงในเชิงธุรกิจ แต่รวมถึงคุณค่าที่เกิดขึ้นทั้ง 5 ดี ไม่ว่าจะเป็น ดีต่อพนักงาน ดีต่อผู้ถือหุ้น ดีต่อลูกค้าและลูกหนี้ ดีต่อสังคม และ ดีต่อประเทศ ซึ่งถือเป็นหลักการดำเนินงานของ BAM” ดร.รักษ์ กล่าวและว่า…
นอกจากพื้นที่ที่เป็นที่ตั้งของ “บ้านพระพิทักษ์” แล้ว BAM ยังจะมอบที่อาคารด้านข้างที่อยู่ติดกัน เพื่อให้วิสาหกิจชุมชนย่านเมืองเก่า ตรอกตึกดิน ถนนดินสอ ได้จัดทำเป็นโรงแรมที่พักรองรับนักท่องเที่ยวที่สนใจ อยากสัมผัสกับบรรยากาศวิถีชีวิตของชุมชนแห่งนี้ รวมถึงพื้นที่ด้านหลัง เพื่อจัดสร้างเป็นสวนสาธารณะขนาดย่อยของชุมชนย่านดังกล่าว

“ทั้ง “บ้านพระพิทักษ์” อาคารด้านข้างสำหรับจัดสร้างเป็นโรงแรมที่พักอาศัย และ พื้นที่ที่จะจัดทำเป็นสวนสาธารณะ นั้น BAM จะให้วิสาหกิจชุมชนย่านเมืองเก่าเช่าในราคาถูก โดยค่าเช่าทั้งหมดนี้ BAM จะมอบคืนให้กับชาวชุมชนแห่งนี้ เพื่อนำกลับไปพัฒนาชุมชนเพื่อความยั่งยืนต่อไป” ซีอีโอ BAM ระบุ
ก่อนหน้านี้ ในช่วงของการเปิดงานฯ นายวสันต์ เทียนหอม กรรมการอิสระ ประธานกรรมการตรวจสอบ และประธานคณะกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทน BAM กล่าวว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา BAM มีบทบาทดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย ผ่านการบริหาร “สินทรัพย์รอการขาย” หรือ NPA มุ่งเปลี่ยนสินทรัพย์ที่เคยทิ้งร้างหรือหยุดนิ่งให้กลับมาสร้างคุณค่าได้อีกครั้ง ขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้หลักการเติบโตควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมที่เรียกว่า CSR in Process ผสานมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการทำงานหลักขององค์กร
ทั้งนี้ BAM มองว่า NPA เป็น “ทรัพย์ของแผ่นดิน” ที่มีศักยภาพในการต่อยอด เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคมและชุมชน ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ แต่การพัฒนาจะเกิดคุณค่าได้อย่างแท้จริง ต้องตั้งอยู่บนความเข้าใจของบริบทพื้นที่ ประวัติศาสตร์ และผู้คน

นั่นจึงเป็นที่มาของ “โครงการทรัพย์แผ่นดิน ต้นแบบการฟื้นฟูสินทรัพย์เพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์” เพื่อยกระดับการพัฒนา NPA ให้ก้าวไปไกลกว่าการบริหารสินทรัพย์ทั่วไป สู่การสร้างคุณค่าร่วมที่ยั่งยืน โดย BAM ให้ความสำคัญ กับ…การมีส่วนร่วมของชุมชน ผสานความเชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมเชิงวัฒนธรรมจากสถาบันอาศรมศิลป์
ซึ่งตอบโจทย์ทั้ง…การอนุรักษ์คุณค่าของพื้นที่ และการใช้งานในปัจจุบัน รวมถึงอนาคตได้อย่างเหมาะสม
“โครงการทรัพย์แผ่นดินฯ จะกลายเป็นอีกหนึ่งโมเดลของ BAM ในการสร้างมูลค่าของสินทรัพย์ รอการขายที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสังคมและด้านธุรกิจแบบยั่งยืน และเชื่อมั่นว่า โครงการนี้จะเป็นต้นแบบของการพัฒนาสินทรัพย์รอการขายที่จะนำไปต่อยอดในพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาเมืองอย่างมีคุณภาพ” นายวสันต์ กล่าว
ด้าน อาจารย์ธีรพล นิยม ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันอาศรมศิลป์ และประธานกรรมการบริหาร บริษัท สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์ จำกัด สถาบันอาศรมศิลป์ กล่าวเสริมว่า โครงการทรัพย์แผ่นดินฯ เป็นหนึ่งโอกาสสำคัญที่สถาบันอาศรมศิลป์จะได้ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับย่านเมืองเก่าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของกรุงเทพมหานคร โดยมี “บ้านพระพิทักษ์” เป็นคานงัดสำคัญในการริเริ่มขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงและการบริหารจัดการย่านแบบบูรณาการในอนาคต ผ่านการพัฒนาที่ผสานมุมมองหลากหลายและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งชุมชน ผู้ประกอบการ หน่วยงานรัฐและเอกชน ตลอดจน ภาควิชาการและวิชาชีพในด้านต่าง ๆ เช่น ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม การออกแบบเมือง และการบริหารจัดการ เพื่อร่วมกันฟื้นฟูย่านให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งอย่างยั่งยืน

“เราคาดหวังว่า “บ้านพระพิทักษ์” จะเป็น “จุดเริ่มต้น” ของการพัฒนาเมืองรูปใหม่ที่เชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งในวันนี้…ไม่ใช่แค่การลงนาม แต่คือ…การเริ่มต้นออกแบบอนาคตของย่านเมืองเก่าให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ในโอกาสนี้ ขอขอบคุณ BAM ที่เล็งเห็นคุณค่าของสินทรัพย์ ไม่ใช่เพียงในมิติของมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่รวมถึงคุณค่าทางสังคม วัฒนธรรม และศักยภาพในการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน และเชื่อมั่นว่าความร่วมมือนี้จะสร้างคุณค่าระยะยาวต่อชุมชน เมือง และสังคม” อาจารย์ธีรพล กล่าว
สำหรับ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ที่มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมข้างต้น เชื่อว่า…สิ่งที่ BAM ได้จุดประกายการ “ฟื้นคืนชีวิตบ้านเก่า” และชุมชนดั้งเดิมที่มี Story น่าสนใจ ผูกโยงได้กับ…ประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม วิถีชีวิตของผู้คน และชุมชน รวมถึง การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ฯลฯ
ด้วยการนำ “บ้านพระพิทักษ์” เป็น Pilot Project ขยายไปยังชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะกับ ทรัพย์ที่มีคุณค่าในความดูแลของ BAM
สิ่งนี้…จะเป็นการต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มในทุกมิติ ทั้งต่อวิถีชีวิตของชาวชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง อีกทั้ง ยังจะประโยชน์ต่อเศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจในระดับที่สูงยิ่งขึ้น รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนต่อไป

อีกมุมที่หลายคนอาจยังไม่ทันสังเกต แต่มีผู้บริหารหลายคน โดยเฉพาะ ดร.รักษ์ ที่แอบสังเกตเห็น นั่นคือ…รายชื่อของ “อดีตผู้บริหารระดับสูง (กรรมการผู้จัดการใหญ่) ของ BAM” ที่ตอบรับคำเชิญเข้าร่วมงานนี้ ไม่ว่าจะเป็น…
นายบรรยง วิเศษมงคลชัย
นายสุเมธ มณีวัฒนา
นายกฤษณ์ เสสะเวช
ไล่เรียงตามลำดับ การเข้าบริหารงานในองค์กรแห่งนี้ โดยหากนำ “อักษรย่อ” ของชื่อ “อดีตผู้บริหารระดับสูง” แต่ละท่าน มาวางเรียงกันแล้ว ก็จะได้ชื่อตามนี้… “บรรยง – บ” “สุเมธ – ส” และ “กฤษณ์ – ก”
กลายเป็น…บ + ส + ก ตรงตาม “ชื่อย่อ…ภาษาไทย” ของ BAM หรือ บสก.
บางคน…มองปรากฏการณ์ความบังเอิญเช่นนี้ ว่าเป็น…บารมีของ “พระพิทักษ์” โดยแท้ ที่ทำให้ เรื่องเล็กๆ เรื่องนี้ ได้มี Story ให้ต้องถูกพูดถึงวันเปิดตัวที่จะ “อัพเกรด – บ้านพระพิทักษ์” ที่มีอายุเก่าแก่มากถึง 88 ปี…ไปอีกยาวนาน

สำหรับประวัติความเป็นมาของ พันเอก พระพิทักษ์ยุทธภัณฑ์ เจ้าของบ้านดั้งเดิม (บ้านพระพิทักษ์) นั้น
- เกิด พ.ศ. 2422 อ.เมือง จ.นครราชสีมา
- เริ่มรับราชการใน พ.ศ. 2437 เสมียนกรมทหารบก มณฑลนครราชสีมา
- หลัง พ.ศ. 2457 ย้ายไปกรมยกบัตรทหารบก สมุห์บัญชี รพ. สภากาชาด, กรมแพทย์สุขาภิบาล
- อดีตปลัดกรมบัญชีทหารบก
- ออกจากประจำการหลัง พ.ศ. 2475
- ถึงแก่อนิจกรรม พ.ศ. 2500 อายุ 78 ปี
สำหรับข้อมูล บ้านพระพิทักษ์ยุทธภัณฑ์ พบว่า…บ้านพระพิทักษ์ยุทธภัณฑ์ตั้งอยู่ในตรอกตึกดิน ถนนดินสอ แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตเมืองเก่ารัตนโกสินทร์ใกล้กับเสาชิงช้า และวัดสุทัศน์เทพวรารามราชวรมหาวิหาร
ปลูกสร้างประมาณ 88 ปี (พ.ศ. 2480) ซึ่ง ขณะนั้น (16 เม.ย. 2468 – 20 ก.พ. 2484) ผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ คือ นางพิทักษ์ ยุทธภัณฑ์ (มณี สุวรรณเหม) พิทักษ์ยุทธกิจ ผู้เป็น…ภริยาของ พันเอก พระพิทักษ์ยุทธภัณฑ์ (ทอง สุวรรณเหม) “อดีตปลัดกรมบัญชีทหารบก” นั่นเอง.







