เปิด…แต่อย่าปล่อย!

(ข้อกังขา…ต่างด้าวเข้ายึดครองแผ่นดินไทย! รัฐไทยทำอะไรอยู่???)

คนไทยในโลกโซเชียลเม้นท์สนั่นเมือง! ต่างชาติกำลัง “ยึดพื้นที่” ในเมืองท่องเที่ยวไทย? แม้รัฐบาลจะออกมาปฏิเสธว่า..ไม่เป็นความจริง! แต่กลับยอมรับว่า มีแก๊งต่างด้าวสร้างปัญหา “ธุรกิจผิดกฎหมาย – นอมินี” จำนวนมาก สถานการณ์นี้ ที่น่าเป็นห่วง…ไม่ใช่ใครกำลังยึดไทย แต่รัฐไทยควบคุมการเปลี่ยนแปลงนี้…ได้จริงกี่โมง?

นาทีนี้…กระแสบนโลกออนไลน์ ได้จุดประเด็นร้อน? เกี่ยวกับการเข้ามาของชาวต่างชาติในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของไทย ไม่ว่าจะเป็น…อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เกาะสมุย หรือเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำอื่น ๆ

 โดยมี  การใช้ถ้อยคำรุนแรงถึงขั้น “ยึดพื้นที่” หรือ “ครอบงำชุมชน” จนสร้าง…ความกังวลในวงกว้างของสังคมไทย

ข้อความเหล่านี้ ถูกแชร์ต่ออย่างรวดเร็ว พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายที่เข้มข้น ตั้งแต่…การยกเลิกฟรีวีซ่า ไปจนถึง…การจำกัดการพำนักของชาวต่างชาติในระยะยาว

แต่เมื่อพิจารณา“ข้อเท็จจริง” จากภาครัฐ จะพบว่า…ภาพที่เกิดขึ้นมีความซับซ้อนมากกว่านั้น???

รัฐบาลได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า…กระแสข่าวเรื่องการ “ยึดดินแดน” ในพื้นที่อย่างอำเภอปาย เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากการที่มีนักท่องเที่ยวและผู้พำนักระยะยาวจำนวนมาก ไม่ได้มีหลักฐานของการครอบครองพื้นที่ในลักษณะดังกล่าว

ในกรณีของเ กาะพะงัน หน่วยงานด้านความมั่นคงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อร้องเรียนเรื่องการถือครองที่ดินป่า 

พร้อมยืนยันหนักแน่นว่า…ไม่พบการครอบครองโดยชาวต่างชาติอย่างที่เป็นข่าว แม้จะยังคงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลเองก็ยอมรับว่า…มีปัญหาที่ต้องเร่งจัดการ

โดยเฉพาะการใช้คนไทยเป็น “นอมินี” เพื่อถือครองธุรกิจแทนชาวต่างชาติ!!!

ในพื้นที่เกาะสมุยและพะงันเพียงแห่งเดียว พบกลุ่มเสี่ยงมากกว่า 7,000 ราย

ข้อเท็จจริงชุดนี้ สะท้อนภาพที่ชัดเจนขึ้น ว่า…

ประเทศไทยอาจไม่ได้เผชิญกับ “การสูญเสียดินแดน” แต่กำลังเผชิญกับ “ความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมายภายในดินแดนของตนเอง”

เมื่อ มองในภาพใหญ่ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องเฉพาะของไทย แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระแสโลกในยุคที่ผู้คนและทุนสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างรวดเร็ว 

ประเทศที่มีเสถียรภาพและค่าครองชีพเหมาะสมอย่างไทย จึงกลายเป็นจุดหมายของทั้งนักท่องเที่ยว ผู้พำนักระยะยาว และผู้ประกอบการจากหลากหลายประเทศ

การเพิ่มขึ้นของกลุ่มคนเหล่านี้ โดยเฉพาะในลักษณะ “พำนักกึ่งถาวร” ได้ส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ!!??

ค่าเช่าที่อยู่อาศัยปรับตัวสูงขึ้น!

ธุรกิจบางประเภทถูกครอบครองโดยทุนที่มีศักยภาพสูงกว่า!

และ คนในพื้นที่เริ่มรู้สึกว่าตนเองกำลังเสียเปรียบในระบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป!

คำถามสำคัญ…จึงไม่ใช่เรื่องเชื้อชาติ หรือศาสนาของผู้ที่เข้ามา แต่คือ…กติกาที่ใช้ควบคุมพฤติกรรมเหล่านั้น

ในอีกด้านหนึ่ง ปัญหาการลักลอบเข้าเมืองและเครือข่ายนายหน้าข้ามชาติ ยังคงเป็นโจทย์ด้านความมั่นคงที่รัฐต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะ…ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งเกี่ยวข้องกับแรงงานผิดกฎหมายและอาชญากรรมข้ามชาติ

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า…ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ “การไหลเข้าหลายมิติ” ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง

ทว่า กลไกของรัฐในการบริหารจัดการ กลับยังไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น!

หากรัฐยังคงวัดความสำเร็จจากจำนวนผู้เดินทางเข้าประเทศ โดยไม่วัดว่า…ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์จากการเติบโตนั้น

ประเทศไทยอาจกำลังประสบความสำเร็จในเชิงตัวเลขแต่กำลังสูญเสียสมดุลในเชิงโครงสร้าง!!!

สิ่งที่ประเทศไทยต้องการในวันนี้ ไม่ใช่การปิดประเทศ หรือการสร้างความหวาดระแวงต่อคนต่างชาติ แต่คือ…การยกระดับขีดความสามารถของรัฐในการกำหนดกติกาและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

การตรวจสอบธุรกิจนอมินี…ต้องมีความต่อเนื่องและโปร่งใส

ระบบข้อมูลของหน่วยงานรัฐต้องเชื่อมโยงกัน

นโยบายพื้นที่ต้องคำนึงถึงความสามารถในการแข่งขันของคนไทย

และ ที่สำคัญ ต้องมีความชัดเจน ว่า…การเติบโตทางเศรษฐกิจนั้น คนไทยต้องไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ขณะเดียวกัน สังคมไทยเอง ก็ต้องตั้งสติและแยกแยะระหว่าง “ข้อเท็จจริง” กับ “ความกลัว”

เพราะหากปล่อยให้กระแสความหวาดระแวงนำทาง อาจทำให้เรามองปัญหาผิดจุด และเปิดช่องให้ความขัดแย้งภายในประเทศขยายตัว!!??

ท้ายที่สุด! ประเทศที่เข้มแข็ง ไม่ใช่ประเทศที่ปิดกั้นโลก แต่คือ…ประเทศที่สามารถเปิดรับโอกาส พร้อมกับรักษาอำนาจในการกำหนดกติกาของตนเอง

ประเทศไทยจึงต้องเลือกให้ชัด ว่า…จะเป็นเพียงปลายทางของโลก หรือเป็นประเทศที่ “เปิดอย่างมีอธิปไตย” จริง ๆ!!??.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password