ครม.รับทราบภารกิจ WEF 2026 – ‘อนุทิน’ ชี้ Team Thailand แข็งแกร่ง! พลิกวิกฤตโลกเป็นโอกาสเศรษฐกิจไทย – ‘เอกนิติ’ ปักหมุดบทบาทเศรษฐกิจไทยบนเวทีโลก

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการเข้าร่วม WEF 2026 ณ เมืองดาวอส ของคณะผู้แทนไทย นายกฯอนุทิน ย้ำ! บทบาทไทยในโลกหลายขั้ว ไม่เป็นคู่ขัดแย้งใคร พร้อมใช้เวทีโลกสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการลงทุน ขณะที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นำ Team Thailand เดินเกมเชิงรุก ปูทางลงทุนคุณภาพ–เทคโนโลยี–AI และต่อยอดสู่การเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank Annual Meetings 2026 อย่างต่อเนื่อง

เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 27 มกราคม 2569 ทำเนียบรัฐบาล, นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ร่วมกันแถลงข่าวสรุปผลการประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก World Economic Forum Annual Meeting 2026 (WEF 2026) ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 19 – 23 มกราคม 2569

นายอนุทิน ย้ำว่า เวที WEF เป็นพื้นที่สำคัญของผู้นำโลกจากทุกภาคส่วนในการแลกเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนา ท่ามกลางบริบทโลกที่เผชิญความตึงเครียดและความไม่ไว้วางใจกันสูงขึ้น ภายใต้ธีม “Spirit of Dialogue” ซึ่งสะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนของการฟื้นฟูความร่วมมือระหว่างประเทศในยุคความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์รุนแรง

โดยประเทศไทยจำเป็นต้องติดตามและประเมินสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดบทบาทและจุดยืนของประเทศในโลกที่แบ่งออกเป็นหลายขั้ว พร้อมตอบคำถามสำคัญด้านเศรษฐกิจที่ภาคธุรกิจและประชาชนกังวล ทั้งผลกระทบต่อค่าเงินบาท การลงทุน การส่งออก และห่วงโซ่อุปทาน โดยย้ำความเชื่อมั่นว่า…ไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้งของใคร และสามารถใช้สถานการณ์วิกฤตระหว่างประเทศเป็นโอกาสในการเสริมบทบาททางเศรษฐกิจและสร้างความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ได้

ช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีให้ความมั่นใจกับประชาชน ว่า แม้อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง รัฐบาลยังคงเดินหน้าทำงานเต็มที่ พร้อมเตรียมข้อมูลและแนวทางเชิงนโยบายให้รัฐบาลชุดถัดไปสามารถสานต่อได้ทันที โดยย้ำว่า “ทีมไทยแลนด์” ยังคงทำงานอย่างแข็งแกร่ง เพื่อปักหมุดประเทศไทยบนเวทีโลกในฐานะประเทศที่มีเสถียรภาพ เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เชื่อถือได้ และมีศักยภาพด้านความมั่นคงทางอาหารและซัพพลายเชน ที่พร้อมรองรับโลกยามเผชิญวิกฤต

โดยก่อนหน้านี้ นายเอกนิติ ได้รายงานต่อ คณะรัฐมนตรีถึงผลสรุปการเดินทางเข้าร่วมการประชุม  WEF  2026 ที่มีตัวเขาเป็น “หัวหน้าคณะผู้แทนไทย” (Team Thailand) พร้อมด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์  นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ และ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

1.การเตรียมความพร้อมก่อนการเดินทาง

ก่อนการเดินทางเข้าร่วมการประชุม นายเอกนิติ ได้ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมเชิงนโยบายและการสื่อสาร โดยได้จัดประชุมคณะผู้แทนไทย (Team Thailand) เพื่อประสานจุดยืนร่วมกันในการกำหนดสาระสำคัญเชิงนโยบาย ข้อความหลัก (Key Messages) และ แนวทางการสื่อสารที่สอดคล้องกันในทุกเวที ทั้งการเข้าร่วมเวทีเสวนาหลัก การประชุมทวิภาคี รวมทั้ง การให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างประเทศ

นอกจากนี้ ได้มีการจัดทำเอกสาร “ Team Thailand” Pitch Deck เพื่อใช้เป็นกรอบการนำเสนอของประเทศไทย โดยเชื่อมโยงกับแนวคิดหลักในการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ของไทย ภายใต้แนวคิดหลัก “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 เพื่อสะท้อนทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

2. ภาพรวมการเข้าร่วมการประชุม

ภายใต้กรอบการประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 รองนายกฯเอกนิติ ได้เข้าร่วมหารือกับผู้นำภาครัฐและผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจจากหลายประเทศ ภายใต้ธีม Spirit of Dialogue” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจโลก อาทิ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล บทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ การพัฒนาอย่างยั่งยืน

ในโอกาสดังกล่าว รองนายกฯเอกนิติ และคณะฯ ได้เข้าร่วมเวทีเสวนา การหารือเชิงนโยบาย และกิจกรรมต่าง ๆ อย่างครอบคลุม ทั้งการ พบปะผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมชั้นนำระดับโลก การหารือกับผู้นำภาครัฐและองค์กรระหว่างประเทศ ตลอดจน การให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนระดับนานาชาติ เพื่อสื่อสารบทบาท จุดยืน และศักยภาพของประเทศไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ ภารกิจการเข้าร่วมการประชุม WEF 2026 สามารถสรุปออกเป็น 4 แนวทางการดำเนินงานตามเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะต่อไป ดังนี้

1) การยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยบนเวทีผู้นำโลก

ในการเข้าร่วมการประชุม WEF 2026 รองนายกฯเอกนิติ ได้ใช้เวทีดังกล่าวในการยกระดับภาพลักษณ์และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลกอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเข้าร่วมเวทีเสวนาและการประชุมภายใต้กรอบของ WEF รวมทั้งสิ้น 4 เวทีสำคัญ ได้แก่ 1) เวที World Economic Leaders (IGWEL) ในหัวข้อ What’s Ahead for the Global Economy – Boom, Bust or In-between?  2) เวทีเสวนา Is ASEAN Moving Fast Enough? 3) การประชุมเชิงยุทธศาสตร์ในหัวข้อ New Pathways for ASEAN Growth and Productivity และ 4) เวทีเสวนา Wealth of Health: The Economics of Better Health

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้รับเชิญให้ทำหน้าที่เป็น ผู้ร่วมอภิปรายหลัก (Lead Panelist) ในเวทีเสวนา Is ASEAN Moving Fast Enough? ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการ แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของอาเซียน ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก และเป็นโอกาสในการสะท้อนบทบาท ศักยภาพ และความพร้อมของประเทศไทยในฐานะประเทศสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ และคณะยังได้เข้าร่วมการประชุมและการหารือย่อยรวมทั้งสิ้น 28 ครั้ง ครอบคลุมการพบปะกับผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก (Big Tech) จำนวน 10 ครั้ง การหารือกับหน่วยงานภาครัฐ 4 ครั้ง และการหารือในกรอบอื่น ๆ อีก 10 ครั้ง รวมถึง การให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน 4 ครั้ง

ในโอกาสดังกล่าว รองนายกฯเอกนิติ ได้สื่อสารบทบาทและจุดยืนของประเทศไทย ต่อ…ผู้นำรัฐบาล นักลงทุน และองค์กรระหว่างประเทศ ผ่านการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนต่างประเทศ โดยเฉพาะสำนักข่าว Bloomberg เพื่อสื่อสารกับนักลงทุนและตลาดโลก ควบคู่กับการหารือทวิภาคีกับประเทศคู่เจรจาที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย สาธารณรัฐฟินแลนด์ และเขตบริหารพิเศษฮ่องกง อันเป็นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นและขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะต่อไป

รองนายกฯเอกนิติ ได้เน้นย้ำว่า ประเทศไทยและอาเซียนมีศักยภาพในการเป็นฐานการลงทุนที่มีความเป็นกลางและยึดมั่นในกติกา ซึ่งสามารถรองรับการกระจายความเสี่ยงของการลงทุนระหว่างประเทศในระยะยาว พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่มีคุณภาพ จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างงานทักษะสูง การเชื่อมโยงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ เขายังได้กล่าวถึง ความสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Digital and AI) ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและการยกระดับทักษะแรงงาน โดยเฉพาะ การผลักดันกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (Digital Economy Framework Agreement: DEFA) เพื่อให้การเติบโตทางเทคโนโลยีของภูมิภาคเป็นไปอย่างครอบคลุมและยั่งยืน

ในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้ย้ำว่า การลงทุนสีเขียวและการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือความเสี่ยง (Green and Resilience) ได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการลงทุนระยะยาวในยุคปัจจุบัน และเป็นปัจจัยหลักในการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป

2) Road to Thailand 2026 – การเตรียมความพร้อมสู่การเป็นเจ้าภาพการประชุม  IMF–World Bank

การเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 มีบทบาทสำคัญในการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยสำหรับการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ณ กรุงเทพมหานคร โดย รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้เข้าร่วมหารือกับ Mr. Ajay Banga ประธานธนาคารโลก (World Bank) และ Ms. Kristalina Georgieva กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก แนวโน้มเชิงนโยบายของสองสถาบันหลัก และแนวทางการออกแบบรูปแบบการประชุมและกิจกรรมประกอบการประชุมให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยการหารือครั้งนี้ ช่วยให้ประเทศไทยสามารถประสานความร่วมมือกับ IMF และ World Bank ล่วงหน้า ทั้งในด้านกรอบแนวคิดของการประชุม รูปแบบกิจกรรมคู่ขนาน (Side Events) และ กิจกรรมก่อนการประชุมภายใต้แนวคิด “Road to Thailand” ซึ่งจะช่วยสร้างการรับรู้และความต่อเนื่องของเนื้อหาในระดับนานาชาติก่อนการประชุมจริง

นอกจากนี้ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ประเทศไทยรับทราบแนวคิดและประเด็นสำคัญที่สถาบันการเงินระหว่างประเทศให้ความสำคัญ อาทิ การสร้างงานคุณภาพ การพัฒนาทุนมนุษย์ การใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม และการเติบโตอย่างทั่วถึง ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการ ออกแบบกิจกรรมและสาระของการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับวาระโลก

3) การพบหารือกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก

รองนายกฯเอกนิติ ได้พบหารือกับผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกจำนวน 10 ราย ได้แก่ 1) Amazon Web Services 2) Microsoft 3) TikTok 4) NVIDIA 5) Hesai Technology 6) HCL Technologies 7) Novonesis 8) DAMAC Group 9) Nestlé และ 10) Archer Aviation เพื่อส่งเสริมการลงทุนคุณภาพในประเทศไทย โดยบริษัทต่าง ๆ ได้แสดงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพและทิศทางนโยบายของไทย พร้อมยืนยัน แผนการลงทุนในโครงการด้านศูนย์ข้อมูล คลาวด์ และปัญญาประดิษฐ์ รวมมูลค่าประมาณ 500,000 ล้านบาท ควบคู่กับ ความร่วมมือด้านการพัฒนาทักษะแรงงานไทย ตั้งเป้าการยกระดับทักษะ (Upskill/Reskill) แรงงานกว่า 100,000 คน เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

4) การขยายความร่วมมือและเครือข่ายกับพันธมิตรระหว่างประเทศ

ในการเข้าร่วม การประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้ให้ความสำคัญกับการขยายความร่วมมือและเครือข่ายกับองค์กรระหว่างประเทศและพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ โดยใช้เวทีการประชุม ณ เมืองดาวอส เป็น “จุดเริ่มต้น” ในการเปิดประตูความร่วมมือ และมุ่งต่อยอดการดำเนินงานเชิงรูปธรรมในประเทศไทย

โดยเขาได้หารือกับ Mr. Mirek Dušek กรรมการผู้จัดการ World Economic Forum (WEF) เพื่อจัดตั้งกลไกความร่วมมือระหว่าง WEF กับประเทศไทยอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งดึงเครือข่ายบริษัทชั้นนำระดับโลกเข้ามามีส่วนร่วมในการจัด Executive Dialogues ในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการพัฒนาด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ รวมถึงการยกระดับทักษะแรงงานไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจโลกในอนาคต

นอกจากนี้ นายเอกนิติ ยังได้หารือกับ Mr. Christopher J. Elias ประธานฝ่าย Global Development มูลนิธิ Gates Foundation เกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือด้านสาธารณสุขและการพัฒนา โดยเชื่อมโยงประเด็นด้านสุขภาพ การพัฒนาทุนมนุษย์ และความยั่งยืน เข้ากับการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดการประชุมดังกล่าวสามารถสะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะประเทศที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างทั่วถึง ยั่งยืน และคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ในส่วนของ ความร่วมมือกับองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) นั้น รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้หารือกับ Mr. Mathias Cormann เลขาธิการ OECD เพื่อติดตามความคืบหน้าการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย โดยย้ำถึง ความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการผลักดันเรื่องดังกล่าวให้เป็นวาระแห่งชาติ และใช้การเข้าเป็นสมาชิก OECD เป็นกลไกในการยกระดับมาตรฐานนโยบายเศรษฐกิจ การกำกับดูแล และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ยังได้หารือกับ Mr. John Dutton หัวหน้าโครงการ UpLink และ สมาชิกคณะกรรมการบริหาร WEF เพื่อสร้าง pipeline ด้านนวัตกรรม เชื่อมโยงผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพของไทยเข้าสู่ระบบนิเวศนวัตกรรมระดับโลก โดยมุ่งส่งเสริมการเข้าถึงเครือข่าย แหล่งทุน และองค์ความรู้จากพันธมิตรระหว่างประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการไทยและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศ

3. แนวทางการดำเนินงานในระยะต่อไป

ภายหลังการเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum (WEF) รัฐบาลไทยจะเดินหน้าผลักดันความร่วมมือกับ WEF ควบคู่กับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมและสนับสนุนความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 โดยมุ่งผลักดันประเด็นนโยบายสำคัญของภูมิภาคให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เสริมสร้างบทบาทของประเทศไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพและความพร้อมด้านการจัดการประชุมระดับนานาชาติอย่างรอบด้าน

ในด้านการลงทุน รัฐบาลได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ติดตามและเร่งรัดแผนการลงทุนของบริษัทที่ได้มีการหารือหรือแสดงความสนใจลงทุนในประเทศไทย เพื่อให้การเจรจาและการตัดสินใจลงทุนสามารถเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในระยะต่อไป

ขณะเดียวกัน จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามและต่อยอดความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจา ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศที่ได้มีการหารือในเวที WEF เพื่อแปลงความร่วมมือเชิงนโยบายไปสู่การดำเนินงานจริง สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทยในระยะยาว.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password