กรมศุลฯจ่อเอาผิด! แก๊งลอบนำเข้าสินค้า Made in Thailand สวมตอแบรนด์ไทยส่งออก – ผนึก MOU 6 หน่วยงานผุด ATIGA e-Form D

ผนึก 6 หน่วยงาน เซ็น MOU เชื่อมโยงข้อมูลหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบอิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (ATIGA e-Form D) ผ่านแพลตฟอร์มกลาง THAI NSW ด้าน “อธิบดีฯพันธุ์ทอง” เผย! พบแก๊งสวมสิทธิ์สินค้าไทยระบาดหนัก แอบนำเข้าสินค้า ตีตรา Made in Thailand หวังสวมตอส่งออกตลาดโลก จ่อออกระเบียบกรมฯเอาผิดขั้นรุนแรง

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวภายหลังพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบอิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (ATIGA e-Form D) ผ่านแพลตฟอร์มกลางการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียว (Thailand National Single Window: THAI NSW) ว่า ตามที่ ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังได้มอบหมายให้กรมศุลกากรบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และพัฒนาแพลตฟอร์มกลาง THAI NSW เพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ กรมศุลกากรจึงได้ขานรับนโยบายรัฐบาลดังกล่าว
โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมการค้าต่างประเทศ กรมการค้าภายใน กรมปศุสัตว์ กรมประมง และ บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ ทั้งนี้ เพื่อยกระดับการพัฒนาแพลตฟอร์มกลาง THAI NSW และระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นรูปธรรม และมีประสิทธิภาพ พร้อมรองรับการเติบโตทางการค้าทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศในอนาคต

การพัฒนาให้ THAI NSW เป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าอาเซียน แบบอิเล็กทรอนิกส์ (ATIGA e-Form D) ที่ส่งจากประเทศผู้ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าและมีการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานอื่นของรัฐที่เกี่ยวข้อง มีวัตถุประสงค์ในการนำข้อมูล ATIGA e-Form D ที่ประเทศสมาชิกอาเซียนได้แลกเปลี่ยนกันแบบ 100 % ตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 มาใช้ประโยชน์ในทางราชการ เพื่อประกอบการพิจารณาออกใบอนุญาตหรือใบรับรองตามภารกิจงานของหน่วยงาน
โดยปัจจุบัน ทั้ง 6 หน่วยงาน มีความพร้อมในการเปิดใช้งานการเชื่อมโยงข้อมูล ATIGA e-Form D ผ่านแพลตฟอร์มกลาง THAI NSW แล้ว

อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวอีกว่า การบูรณาการดังกล่าว แสดงถึงความร่วมมือระหว่างภาคส่วนในการให้บริการและการใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มกลาง THAI NSW สามารถยกระดับการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ สู่มาตรฐานสากล เพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจของชาติได้ อีกทั้งยังสามารถต่อยอดการเชื่อมโยงข้อมูลไปยังเอกสารการค้าอื่น ๆ ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ผ่านแพลตฟอร์มกลาง THAI NSW เพื่อการพัฒนาด้านการค้าและพิธีการของภาครัฐในรูปแบบไร้กระดาษ โดยสมบูรณ์ต่อไป
“ปัจจุบัน มีรายการนำเข้ามากถึงปีละ 2.4 แสนรายการ แต่ยังน้อยกว่าการส่งออกหลายเท่าตัว ซึ่งการลงนามในวันนี้เป็นการนำเข้า ไม่มีปัญหาในเรื่องการสวมสิทธิ์เหมือนกับการส่งออก” นายพันธ์ทอง ระบุและย้ำว่า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ กลับมีปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่า หลังจากที่กรมศุลกากรเข้มงวดในเขตฟรีเทรดโซน (Free Zone) โดยมีผู้ประกอบการบางรายได้นำสินค้าเข้ามา และพิมพ์คำว่า Made in Thailand โดยมีเป้าหมายจะนำส่งออกและขอคืนภาษีมูลเพิ่ม (Vat) กับทางกรมฯ

ทั้งนี้ พบว่า การนำเข้าสินค้า Made in Thailand โดยทำเป็นว่า บริษัทผู้นำเข้าได้ขายสินค้าดังกล่าให้กับอีกบริษัทที่สมรู้ร่วมคิดกันมา เพื่อทำการส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยเป็นการสวมสิทธิ์ว่าเป็นสินค้าไทย เริ่มมีเป็นจำนวนมาก ซึ่งกรมฯได้ประสานไปยัง กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้เข้มงวดกับผู้ส่งออกกลุ่มนี้แล้ว
พร้อมกันนี้ กรมฯอยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อออกระเบียบของกรมฯ สำหรับการเอาผิดกับคนกลุ่มนี้ เพิ่มเติมจากการสำแดงเท็จ โดยหากพบเป็นการจงใจ “สวมสิทธิ์เป็นสินค้าไทย” ก็จะมีความผิดที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น เพียงแต่อาจต้องใช้เวลาในการดำเนินการ เนื่องจากเรื่องนี้มันเกี่ยวพันกับผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ที่ไม่ได้มีเจตนาจะ “สวมสิทธิ์เป็นสินค้าไทย” และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ด้าน นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า นอกจาก ATIGA e-Form D เชื่อมโยงข้อมูลหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบอิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน แล้ว กรมฯก็มีแผนจะขยายเพิ่มไปยัง e-Form ซึ่งปัจจุบัน ก็มี Form AJ (อาเซียน–ญี่ปุ่น) ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว






