‘UBE’ เปิดยุทธศาสตร์ ‘ผู้นำนวัตกรรมเกษตรแปรรูปครบวงจร’ โชว์รายได้ปี’67 กำไรพุ่ง 362%

‘บมจ. อุบล ไบโอ เอทานอล’ หรือ UBE ผู้ผลิตและแปรรูปมันสำปะหลังแบบครบวงจร โชว์ผลงานปี 2567 มีกำไรสุทธิ 253 ล้านบาท เติบโต 362% และมีรายได้รวม 6,466 ล้านบาท เติบโต 11% YoY หลังธุรกิจทั้งในและต่างประเทศเติบโตแกร่ง เดินหน้าเปิดยุทธศาสตร์ ผู้นำนวัตกรรมเกษตรแปรรูปครบวงจร สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง มุ่งขับเคลื่อน 3 กลยุทธ์หลัก วางเป้าหมายปี 2568 รายได้โต 10-20%
นางสาวสุรียส โควสุรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน) (บริษัทฯ) หรือ UBE ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมันสำปะหลังรายใหญ่ของประเทศไทย เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในปี 2567 บริษัทฯ ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น โดยมีรายได้รวม 6,466 ล้านบาท เติบโต 11% และทำกำไรสุทธิ 253 ล้านบาท เติบโต 362% YoY จากปัจจัยที่ใช้นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ โดยธุรกิจแป้งมันสำปะหลังและฟลาวสัดส่วน 32% มีอัตราการเติบโต 14% และสัดส่วนธุรกิจผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ 7% มีอัตราการเติบโต 28% YoY
ขณะที่ธุรกิจเอทานอลมีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 60% มีอัตราการเติบโต 6% YoY จากการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การควบคุมต้นทุน และการจัดการวัตถุดิบอย่างเหมาะสม ส่งผลให้มีปริมาณขายเอทานอล 131.2 ล้านลิตร เติบโต 4.2% สอดคล้องกับการวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจที่ตั้งเป้าหมายไว้
โดยเฉพาะดีมานด์แป้งมันสำปะหลังและฟลาวมันสำปะหลังจากลูกค้าต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น มีสัดส่วน 75% เติบโต 10% YoY เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานสากล มีการจัดการที่ยั่งยืน และปลอดภัยตอบโจทย์ด้านสุขภาพ ทำให้บริษัทฯ มุ่งการทำตลาดแป้งมันสำปะหลังออร์แกนิกและแป้งมันสำปะหลังที่มีคุณภาพสูง (High Value Native Starch) ซึ่งมีศักยภาพที่จะเติบโตทั้งในด้านคู่แข่งขันที่มีน้อย
รวมทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความน่าเชื่อถือของแบรนด์มากกว่าราคา ในส่วนของฟลาวมันสำปะหลังโฟกัสไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก เนื่องจากความต้องการ Gluten Free ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมากกว่าคนเอเชีย ตลอดจนมุ่งพัฒนาคุณภาพสินค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างสูงสุด ขณะที่รายได้ในประเทศ มีสัดส่วน 25% เติบโต 13% YoY
สำหรับยุทธศาสตร์ปี 2568 นางสาวสุรียส กล่าวว่า บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นจะขับเคลื่อนธุรกิจก้าวสู่ “ผู้นำนวัตกรรมเกษตรแปรรูปครบวงจร สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง”ภายใต้การขับเคลื่อนผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1) การเพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงานและห่วงโซ่อุปทาน (Automation & Digital Transformation) บริษัทฯ นำโปรแกรมมาปรับปรุงพัฒนาให้การบริการห่วงโซ่อุปทานสนับสนุนการดำเนินธุรกิจให้เกิดความรวดเร็วและโปร่งใสในการทำงาน 2) การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง บริษัทฯ จะพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมในกลุ่มแป้งมันสำปะหลังออร์แกนิก และฟลาวมันสำปะหลังออร์นิก Gluten Free ที่ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคด้านความสะดวกสบายและมีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น แป้งมันสำปะหลังที่มีความละเอียดสูง (High Fineness) เพื่อใช้ผลิตเป็นสินค้าพร้อมรับประทาน 3) ขยายการลงทุนไปในธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพในหมวดร้านอาหาร เพื่อลดความผันผวนและกระจายความเสี่ยงในการพึ่งพาวัตถุดิบทางการเกษตรเพียงอย่างเดียวรวมถึงเน้นการลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิตทั้งเอทานอลและแป้งเพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืนร่วมกับพนักงาน พันธมิตรทางธุรกิจ และสังคม ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้ดีขึ้น โดยวางเป้าหมายปี 2568 เติบโต 10-20%
ด้านภาพรวมอุตสาหกรรมเอทานอลของประเทศไทยปี 2568 คาดว่ามีแนวโน้มทรงตัวจากปีก่อน โดยปริมาณการใช้น้ำมัน คาดว่าเติบโตโดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยว ส่งผลให้ความต้องการเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องมีการติดตามนโยบายจากภาครัฐในประเด็นร่างแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2567-2580 (Oil Plan 2024) โดยเฉพาะการกำหนดน้ำมันพื้นฐานของประเทศอย่างใกล้ชิด สำหรับตลาดแป้งมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะมีการขยายตัวจากความต้องการอุตสาหกรรมขั้นปลายของจีน แต่ยังคงเผชิญกับความผันผวนของราคา ด้วยข้อจำกัดจากการค้าระหว่างประเทศ ด้านคุณภาพของผลผลิตและความต้องการของผู้ประกอบการ ส่วนสถานการณ์ราคามันสำปะหลัง มีแนวโน้มลดลงจากการเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูกาล และคาดการณ์ปริมาณผลผลิตมากกว่าฤดูกาลก่อน
พร้อมกันนี้บริษัทฯ จะขับเคลื่อนกลยุทธ์ธุรกิจควบคู่กับกลยุทธ์ความยั่งยืน ครอบคลุมมิติด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม และด้านการกำกับกิจการที่ดี (Environmental, Social, Governance: ESG) โดยมีการดำเนินการในปี 2568 ได้แก่
1) ด้านสิ่งแวดล้อม บริษัทฯ มุ่งเป้าหมายการเป็นองค์กรที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 ปัจจุบันบริษัทฯ ได้จัดทำรายงานการปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกตามหลักเกณฑ์มาตรฐาน ISO 14064-1 ซึ่งอยู่ในระหว่างการทวนสอบและยังคงบริหารจัดการผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 จะมีการขยายการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ลอยน้ำ (Floating Solar) จากกำลังการผลิต 2.83 เมกะวัตต์ในปัจจุบัน เพิ่มเป็น 6.82 เมกะวัตต์เพื่อนำมาหมุนเวียนใช้ภายในโรงงาน
2) ด้านสังคม บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับพนักงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก โดยจัดทำการประเมินแนวทางการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence : HRDD) เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินธุรกิจไม่ส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
3) ด้านการกำกับกิจการที่ดี นับว่าเป็นความภาคภูมิใจที่บริษัทฯ ได้รับรางวัล CGR ระดับ 5 ดาว ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ผ่านการประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ระดับ A และผ่านการรับรองเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านการคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) มุ่งเน้นด้านการเคารพสิทธิมนุษยชน ปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเท่าเทียม รวมถึงไม่มีการใช้แรงงานเด็ก ซึ่งตอกย้ำถึงเจตนารมณ์ของบริษัทฯ มุ่งสู่การเติบโตที่ยั่งยืนในทุกมิติ.