• พุธ 4 พฤศจิกายน 2569 เวลา 14:11 น.

คุมเสียง กมธ. คุมทางตรวจสอบรัฐบาล

BREAKING NEWS POLITICAL

(ปม ‘กติกาใหม่’ กมธ. 35 คณะ วัดใจสภา – เปิดทางตรวจสอบ หรือปล่อยเสียงข้างมากคุมเกม)

 
เมื่อการเปิดประเด็นและเรียกข้อมูล จะต้องผ่าน “มติคณะ กมธ. เสียงข้างมาก” สิ่งนี้…ย่อมสร้างอิทธิพลต่อทิศทางตรวจสอบ กติกาใหม่อาจช่วยลดงานซ้ำซ้อน แต่หากใช้สกัดเรื่องสำคัญ คนไทยก็เสี่ยงที่จะ “เสียช่องทาง” การรับรู้ข้อเท็จจริง โจทย์นี้…จึงอยู่ที่สภาจะใช้มติจัดระบบงาน หรือใช้มติปิดทางตรวจสอบรัฐบาลกันแน่?

“แนวปฏิบัติใหม่” ของ สภาผู้แทนราษฎร ที่กำหนดให้…เรื่องพิจารณาและการเรียกบุคคลหรือเอกสารของคณะกรรมาธิการต้องผ่านมติของที่ประชุม

ฝ่าย นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ยืนยันว่า…เป็นการวางมาตรฐาน ลดงานซ้ำซ้อน และทำตามกฎหมาย

แต่เมื่อ…เสียงข้างมากในหลายคณะอยู่กับฝ่ายรัฐบาล คำถามสำคัญที่มีตามมา ก็คือ…กติกานี้จะช่วยให้ตรวจสอบเป็นระบบขึ้น หรือทำให้เสียงข้างน้อยเปิดประเด็นได้ยากกว่าเดิม???

มติร่วม หรือประตูที่แคบลง :

ความขัดแย้ง! เรื่อง…คณะกรรมาธิการ หรือ กมธ. สามัญ 35 คณะ กำลังกลายเป็น “ศึกสำคัญ” ก่อนถึงวันรอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพราะไม่ได้ถกกันเพียงว่า…ใครมีอำนาจบรรจุวาระหรือเชิญบุคคลมาชี้แจง?

แต่กำลังตั้งคำถามถึง “หลักประกัน” ที่ว่า…สภาจะตรวจสอบฝ่ายบริหารได้มากน้อยเพียงใด???

แนวปฏิบัติที่ประธานสภาฯ เห็นชอบ ระบุว่า…การบรรจุเรื่องเพื่อพิจารณาและการเรียกบุคคลหรือเอกสารต้องอาศัยมติของ กมธ. ขณะที่ประธาน กมธ. ยังมีอำนาจนัดประชุมพิเศษได้เมื่อจำเป็น

ด้าน สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ชี้แจงเสริมว่า…แนวทางนี้ ต้องการให้ทุกคณะทำงานเป็นมาตรฐานเดียวกัน ลดความซ้ำซ้อน และทำให้การใช้อำนาจเป็นไปตามข้อบังคับ!

เหตุผลด้านประสิทธิภาพ มีน้ำหนักอยู่ไม่น้อย? หากหลายคณะเรียกหน่วยงานเดียวกันมาชี้แจงเรื่องซ้ำกัน ข้าราชการย่อมเสียเวลา และการตรวจสอบอาจกระจัดกระจาย

ดังนั้น การกำหนดให้คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาก่อนลงมติ จึงอาจช่วยจัดลำดับงานให้ชัดขึ้น ทั้งยังทำให้การเรียกบุคคลหรือเอกสารเป็นการตัดสินใจของคณะ ไม่ขึ้นกับประธานเพียงคนเดียว

แต่ กติกาเดียวกันนี้ ก็มีอีกด้านหนึ่งให้ต้องคิด? นั่นคือ…เมื่อการตัดสินใจอยู่ที่มติของคณะ ผลย่อมขึ้นกับเสียงของกรรมาธิการในคณะนั้น หากฝ่ายรัฐบาลครองเสียงข้างมาก ก็มีโอกาสกำหนดได้ ว่า…

เรื่องใดจะเดินหน้า?

เรื่องใดจะถูกเลื่อน?

หรือ เรื่องใดจะไม่ได้รับการพิจารณา?

ความกังวลของฝ่ายค้าน จึงอยู่ที่…ผลทางการเมืองของขั้นตอน ไม่ใช่เพียงถ้อยคำในระเบียบ

ประสิทธิภาพต้องไม่กลายเป็นการปิดกั้น :

หันมาดูทางด้าน ฝ่ายค้าน แกนนำฝั่งนี้ ชี้ว่า…การบังคับให้ทุกเรื่องต้องผ่านมติอาจทำให้การตรวจสอบขาดความคล่องตัว โดยเฉพาะ เรื่องที่เกี่ยวกับข้อกล่าวหาทุจริตหรือการทำงานของหน่วยงานรัฐ

หาก เสียงข้างมาก…ไม่เห็นด้วยกับการเปิดประเด็นหรือการเชิญผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล กลไกตรวจสอบอาจ “หยุด!” ตั้งแต่ต้นทาง

นี่คือ…ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ควรจับตา นั่นเพราะ…กมธ. ถือเป็นหนึ่งในช่องทางที่ประชาชนไทยจะเห็นการทำงานของรัฐผ่านการสอบถามและรวบรวมข้อมูล

หากกลไกนี้…เปิดให้ตรวจสอบได้อย่างทั่วถึง รัฐบาลก็มีโอกาสชี้แจงและแก้ข้อสงสัยก่อนปัญหาบานปลาย

แต่ถ้าเรื่องสำคัญถูกเสียงข้างมากปัดตก! ประชาชนไทย ก็อาจจะเหลือข้อมูลเพียงคำกล่าวหาจากฝ่ายหนึ่งและคำปฏิเสธจากอีกฝ่าย โดยไม่มีเวทีให้ข้อเท็จจริงปรากฏครบถ้วน

อย่างไรก็ดี การกล่าวว่ากติกานี้ “ปิดปากฝ่ายค้าน” หรือ “ขัดรัฐธรรมนูญ” ยังต้องพิจารณาจาก…การใช้จริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ยังไม่ควรตัดสินจาก…ถ้อยคำ “วิวาทะ” ทางการเมือง เพียงอย่างเดียว

เช่นเดียวกับ…คำชี้แจงของฝ่ายประธานสภาฯ ที่ว่า…การทำงานจะเป็นไปตามกฎหมาย สิ่งนี้…ก็จะต้อง พิสูจน์ด้วยการเปิดให้ตรวจสอบได้จริง ไม่ใช่ยืนยันด้วยคำพูด เท่านั้น

ทุกมติจะถูกตรวจสอบด้วยผลลัพธ์ :

ผลกระทบอาจจะ “ขยาย” ออกไปนอกสภา หาก กมธ. ตรวจสอบงบประมาณ โครงการรัฐ หรือข้อร้องเรียนได้ช้า อาจทำให้…การแก้ปัญหาที่กระทบประชาชนไทยล่าช้าตามไปด้วย

ขณะเดียวกัน หากกติกาช่วย “ลด” การเรียกหน่วยงานซ้ำซ้อนและทำให้การพิจารณามีเป้าหมายชัด ประชาชนไทย ก็อาจได้ข้อมูลที่เป็นระบบและตรวจสอบต่อได้ง่ายขึ้น

สิ่งที่ ควรติดตามหลังจากนี้ จึงไม่ใช่เพียงว่า…ใครเป็นผู้ชนะในการโต้เถียง แต่คือ…

การทำงานหลังจากนี้  กมธ. ยังหยิบเรื่องเร่งด่วนขึ้นมาพิจารณาได้เร็วหรือไม่?

เรื่องที่ถูกเสนอแต่ไม่ได้รับมติมีการเปิดเผยเหตุผลหรือไม่?

และ การเรียกบุคคลหรือเอกสารทำได้จริงเพียงใด?

หากมีเรื่องเกี่ยวข้องกับหลายคณะ การประสานงานจะช่วยให้ตรวจสอบลึกขึ้น หรือทำให้ต้องรอการตกลงจนเรื่องเงียบหาย

ความขัดแย้งนี้! ยังเกิดขึ้นในช่วงที่…ฝ่ายค้านกำลังเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจต้นเดือนธันวาคม จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่แต่ละฝ่ายจะเชื่อมโยงกติกา กมธ. เข้ากับการชิงความได้เปรียบก่อนศึกซักฟอก

แต่ การเชื่อมโยง นั้น ก็ยังไม่ใช่หลักฐานสำคัญที่ว่า…กติกาถูกออกแบบมาเพื่อช่วยฝ่ายใดโดยเฉพาะ สิ่งที่จะทำให้ข้อกล่าวหามีน้ำหนัก คือ…กรณีที่เกิดขึ้นจริงและตรวจสอบได้

คนไทยได้ระบบ หรือเสียช่องตรวจสอบ :

ท้ายที่สุด! คนไทยจะได้ประโยชน์อย่างมาก หาก “กติกาใหม่” ช่วยให้ กมธ.ทั้ง 35 คณะ ได้ทำงานอย่างมี…เอกภาพ ลดการเรียกซ้ำ และยังเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายตรวจสอบเรื่องสำคัญได้

ส่วนปมที่ ประชาชนไทย อาจจะ “สูญเสียประโยชน์” ได้ หาก…มติของเสียงข้างมาก กลายเป็น “ด่าน” ที่ทำให้เรื่องกระทบรัฐบาลไม่ถูกหยิบขึ้นมา หรือข้อมูลจากหน่วยงานรัฐเข้าถึงยากขึ้น

แน่นอนว่า…หาก “มติ” ช่วยกลั่นกรองงาน สภาจะตรวจสอบได้เป็นระบบกว่าเดิม

แต่ถ้ามติถูกใช้กลั่นกรองไม่ให้ตรวจสอบ ความขัดแย้งในวันนี้…จะกลายเป็นความเสียหายต่อความเชื่อมั่นของประชาชนไทยในวันข้างหน้า!!??.