(รัฐยันไม่ล็อกสเปก! เปิดให้คนไทยเลือกผู้ติดตั้ง แจงแบงก์การันตี ‘ฝ่ายค้าน–SME’ จี้เปิดที่มา – การกระจายงาน)
“นายกฯอนุทิน” ยืนยันโครงการโซลาร์ภาคประชาชน 1 ล้านครัวเรือน ไม่เอื้อทุนใหญ่ มุ่งลดค่าไฟและพึ่งพาพลังงานนำเข้า ขณะที่ “เอกนิติ” ยังมีแบงก์การันตีช่วยลดความเสี่ยง ด้านฝ่ายค้านและผู้ประกอบการจี้เปิดเกณฑ์คัดเลือก–ภาระค้ำประกัน หวั่นรายย่อยเข้าไม่ถึงงานและเกิดค่าหัวคิว จับตา! รายชื่อผู้รับงานและการกระจายสัญญา จะตอบข้อสงสัยเรื่องการแข่งขันได้แค่ไหน???
นโยบายพลังงานที่ต้องพิสูจน์ :
โครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” วางเป้าหมายให้ประชาชน 1 ล้านครัวเรือนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ รัฐสนับสนุนค่าซื้ออุปกรณ์และติดตั้งครัวเรือนละ 50,000 บาท รวมวงเงินสนับสนุน 50,000 ล้านบาท เปิดทางให้ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้เอง และขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้การไฟฟ้าตามเงื่อนไข
ใน รายการ “คุยกับนายกฯ อนุทิน” เมื่อช่วงสายของวันนี้ (31 ตุลาคม 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ย้ำข้ามประเทศจากการเยือนประเทศภูฏาน ว่า…โครงการนี้ไม่ได้มุ่งเอื้อกลุ่มทุนใหญ่ แต่ต้องการลดภาระค่าไฟและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลกับพลังงานนำเข้า โดยส่งเสริมทั้ง พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานจากขยะหรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ไฟฟ้าส่วนเกินจากหลังคาบ้านจะส่งกลับเข้าระบบและสร้างรายได้ให้ครัวเรือน
นายกฯอนุทิน ยืนยันว่า Vendor List มีผู้ประกอบการให้ประชาชนเลือก และไม่มีการล็อกสเปก ส่วน Bank Guarantee เป็นหลักประกันคุ้มครองประชาชน หากผู้รับเหมาไม่ทำตามเงื่อนไขก็อาจถูกยึดหลักประกัน พร้อมให้เหตุผลว่า การไฟฟ้าต้องควบคุมคุณภาพไฟฟ้าที่รับกลับเข้าระบบเพื่อป้องกันความเสียหาย
อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ติดตั้งเป็นประเด็นที่ควรทำให้ชัด รัฐบาลเคยรายงานเมื่อ 28 ตุลาคม ว่า…มีผู้ประกอบการลงทะเบียนแล้วกว่า 1,000 ราย ขณะที่คำชี้แจงในรายการของนายกฯ ใช้คำว่า “เป็นร้อยราย” ตัวเลขอาจนับคนละช่วงหรือคนละสถานะ แต่ควรเปิดข้อมูลล่าสุดให้เห็นจำนวนที่สมัคร จำนวนที่ผ่านเกณฑ์ และจำนวนที่พร้อมรับงานจริง พร้อมระบุขีดความสามารถของแต่ละราย
รัฐบาลชี้แจงหลักประกัน :
ด้าน ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง อธิบายก่อนหน้านี้ ว่า Bank Guarantee วงเงิน 50,000 บาทต่องานมีไว้คุ้มครองผู้บริโภค ป้องกันผู้รับเหมาทิ้งงาน และยกระดับมาตรฐานการติดตั้ง โดยรัฐบาลเตรียมให้ธนาคารรัฐคิดค่าธรรมเนียมค้ำประกันไม่เกิน 1% ต่อปี หรือประมาณ 500 บาทต่อวงเงิน 50,000 บาท พร้อมประสาน บสย.ช่วยค้ำประกันและหารือสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนให้ผู้ประกอบการรายย่อย
ขณะที่ “ทีมโฆษกรัฐบาล” ตอบข้อวิจารณ์ในทิศทางเดียวกัน โดยระบุว่า…ไม่ควรนำกรณีผู้ประกอบการบางรายไม่เข้าร่วมมาใช้สรุปว่าโครงการเอื้อทุนใหญ่ พร้อม “ยกแพ็กเกจ” กฟน. ระบบ 5 กิโลวัตต์ราคาไม่เกิน 140,000 บาท ซึ่งรวมการรับประกันและบริการหลังการขายตามเงื่อนไขของโครงการ
ตัวแทนรัฐบาล ย้ำว่า…ประชาชนไทยเลือกผู้ติดตั้งได้ และพร้อมให้ตรวจสอบทั้งราคา คุณภาพ และโอกาสที่ SME จะเข้าร่วมแข่งขัน
คำชี้แจงเหล่านี้ ช่วยอธิบายเจตนาของหลักประกันและมาตรการลดต้นทุน แต่ยังไม่ตอบทั้งหมด ว่า ผู้ประกอบการรายย่อยที่รับหลายงานต้องมีวงเงินค้ำประกันเท่าใด? เงินถูกผูกไว้นานเพียงใด? และมาตรการของรัฐช่วยลดข้อจำกัดด้านสภาพคล่องได้จริงแค่ไหน?
ฝ่ายวิจารณ์ถามถึงการแข่งขัน :
นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้ทบทวนเงื่อนไขการเข้าร่วม โดยตั้งคำถามถึง หลักประกัน 50,000 บาท ระยะเวลารับประกันหลังการติดตั้ง และความเป็นไปได้ที่จะเกิดค่าหัวคิว หากผู้ประกอบการรายเล็กต้องรับงานต่อจากผู้ที่ขึ้นทะเบียนหรือได้งานโดยตรง
ขณะที่ นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ทีมเศรษฐกิจ ปชป. ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า…การไฟฟ้ามีบทบาททั้งให้บริการติดตั้ง ตรวจระบบ และอนุมัติเชื่อมต่อ จึงควรเปิดเผยขั้นตอนและใช้เกณฑ์เดียวกันกับเอกชน
ด้าน ผู้ประกอบการบางราย สะท้อนว่า…หลักประกัน 50,000 บาทต่องาน บวกหลักประกันบริการหลังการขาย 10,000 บาทที่เกี่ยวกับการรับประกันระยะ 7 ปี อาจกระทบเงินทุนหมุนเวียนและทำให้ไม่คุ้มรับงาน จนมีบางรายส่งสัญญาณถอนตัว
แม้ประเด็นนี้ ไม่ใช่หลักฐาน ที่ว่า…โครงการมีการฮั้ว แต่เป็นสัญญาณว่ากติกาอาจทำให้บริษัทที่มีทุนและวงเงินสินเชื่อสูงได้เปรียบกว่า SME ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องตรวจสอบจากจำนวนผู้รับงานจริงต่อไป
ข้อสงสัยเรื่องบริษัทขนาดใหญ่ที่ไม่ได้ทำธุรกิจโซลาร์เป็นหลัก ก็ต้องตรวจสอบด้วยข้อเท็จจริงเช่นกัน
การมีชื่อบริษัทจากอุตสาหกรรมอื่นในรายชื่อผู้ให้บริการ ยังไม่ใช่หลักฐานว่า…มีการเอื้อประโยชน์หรือฮั้ว แต่ สังคมไทยก็มีสิทธิจะตั้งคำถา มที่ว่า…บริษัทเหล่านั้นมีประสบการณ์ ทีมช่าง และความสามารถติดตั้งเองหรือไม่? ใช้ผู้รับเหมาช่วงรายใด? ใครเป็นคู่สัญญากับประชาชน? และงานจะถูกส่งต่อจนเกิดค่าหัวคิวหรือไม่?
“ฮั้ว–กินรวบ” ต้องตอบด้วยข้อมูล :
ข้อกล่าวหา “เอื้อทุนใหญ่หรือฮั้วกินรวบ” ถือเป็นเรื่องร้ายที่แรงสุดๆ ดังนั้น จึงไม่ควรนำเสนอในลักษณะว่าเป็น “ข้อสรุป” หากยังไม่มีหลักฐานชัดเจน! แต่กระนั้น ก็ไม่ควร “ปิดคำถาม” ด้วยคำยืนยัน ว่า…ไม่มีการล็อกสเปก!!??
สิ่งที่จะทำให้ข้อสงสัยคลี่คลาย นั่นก็คือ…การเปิดเผยรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์พร้อมคุณสมบัติ จำนวนงานที่แต่ละรายได้รับ คู่สัญญาและผู้รับเหมาช่วง ตลอดจนหลักเกณฑ์ที่ใช้ตรวจรับและอนุมัติเชื่อมต่อระบบ
ถ้า รัฐบาลเปิดข้อมูลเหล่านี้ได้ สังคมไทยและฝ่ายที่เห็นต่าง ก็จะเห็นว่า…โครงการกระจายงานถึงผู้ประกอบการหลายขนาด หรือกระจุกอยู่กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจริงหรือไม่?
ส่วนข้อร้องเรียนเรื่องการเลือกปฏิบัติ หรือค่าหัวคิว! ก็ควรมีช่องทางรับเรื่องและกระบวนการตรวจสอบที่ประชาชนไทยเข้าถึงได้เช่นกัน!!!
ความเชื่อมั่นต้องมาจากความโปร่งใส :
โครงการโซลาร์ภาคประชาชน มีเป้าหมายที่ตอบโจทย์ทั้งลดค่าไฟและลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า แต่เมื่อใช้งบสนับสนุนจำนวนมากและกำหนดเงื่อนไขที่ส่งผลต่อการแข่งขัน รัฐบาลต้องแสดงให้เห็น ว่า…โอกาสเข้าถึงโครงการไม่ได้จำกัดอยู่กับผู้ประกอบการบางกลุ่มอย่างไร???
ท้ายที่สุด! คำถามที่สังคมไทยต้องการคำตอบ อาจไม่ใช่เพียงแค่ว่า…โครงการนี้ “ตั้งใจช่วยประชาชนหรือไม่?”
แต่ต้องดูว่า…ประชาชนไทยจะได้ระบบที่คุ้มค่า ผู้ติดตั้งแข่งขันได้ และงานกระจายอย่างเป็นธรรมหรือไม่? ดังนั้น คำยืนยันของนายกฯอนุทิน จะมีน้ำหนักเพียงใด? จึงขึ้นอยู่กับ…ข้อมูลที่รัฐบาลและการไฟฟ้าเปิดให้สังคมไทยได้ตรวจสอบกันอย่างจริงจัง เท่านั้น!!!.

