• พุธ 21 ตุลาคม 2569 เวลา 12:00 น.

ขยะพิษ! วัดอำนาจ ‘อนุทิน’

BREAKING NEWS POLITICAL

(จาก ‘วงข้าวต้ม’ สู่คำสั่ง ครม.? จับตา ‘พันธ์ทอง’ คุมหน้าด่าน รัฐบาลสาวถึงเครือข่ายหลังตู้สินค้าได้จริงหรือ?)

คำสั่งนายกฯ สกัดขยะพิษจากต่างประเทศ เปิด “บททดสอบ” การใช้อำนาจรัฐบาลเชื่อมศุลกากร–โรงงาน–พื้นที่ ขณะที่ภาพร่วมโต๊ะอาหารกับอธิบดีฯ พันธ์ทอง ชวนตั้งคำถามถึงการรับข้อมูลตรงก่อนสั่งการ แต่ผลลัพธ์ต้องวัดจากการหยุดขยะ ส่งกลับ และดำเนินคดีถึงผู้เกี่ยวข้อง

ปัญหาขยะพิษ! กำลังกลายเป็นอีก…สนามพิสูจน์ผลงานของรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย หลังมี “ข้อสั่งการ” ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ให้…หน่วยงานเกี่ยวข้องจัดการการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะอุตสาหกรรมอันตราย พร้อมกำชับกรมศุลกากรตรวจเข้มเรือและตู้สินค้า

คำสั่งครั้งนี้! มีความหมายทางการเมือง เพราะเมื่อ…นายกรัฐมนตรีหยิบปัญหาขึ้นกำชับด้วยตัวเอง ความคืบหน้าหลังจากนี้ ย่อมเป็นความรับผิดชอบที่รัฐบาลต้องตอบร่วมกัน ตั้งแต่…ประตูนำเข้า จนถึงโรงงานปลายทาง

โดยเฉพาะ เมื่อปัญหาไม่ได้จบในวันที่เจ้าหน้าที่เปิดตู้สินค้าพบของผิดกฎหมาย หากยังมีทั้งเครือข่ายนำเข้า การขนส่ง สถานประกอบการ และภาระจัดการของกลางรออยู่ข้างหลัง

วงข้าวส่งสัญญาณ? :

ภาพเมื่อค่ำวันที่ 17 ตุลาคม 2569 ซึ่ง นายกรัฐมนตรี ร่วมโต๊ะอาหาร “ทานข้าวต้มปลา” เป็นการส่วนตัว กับ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ณ ร้านข้าวต้มปลาเจ้าเก่า ถนนแปลงนาม ย่านเยาวราช ที่ปรากฏก่อนหน้าข้อสั่งการ ชวนให้ตั้งคำถามตามมาว่า…

วงสนทนานอกรอบครั้งนั้น มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องขยะพิษด้วยหรือไม่?

แม้ไม่มีข้อมูลยืนยัน แต่ในมุมวิเคราะห์ ย่อมคิดกันต่อได้ว่า…เป็นไปได้สูงที่ นายอนุทิน จะใช้โอกาสนั้น รับฟังข้อมูลจาก…ผู้ปฏิบัติโดยตรง ทั้งวิธีลักลอบนำเข้า ช่องว่างการตรวจสอบ และข้อจำกัดในการดำเนินงาน

หากเป็นเช่นนั้น นี่…อาจสะท้อนวิธีบริหารของอนุทินที่ใช้การหารือนอกรอบประกอบการตัดสินใจ ก่อนนำโจทย์เข้าสู่กลไกสั่งการอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะพิสูจน์ประสิทธิภาพของวิธีทำงานนี้ คือ…ความเปลี่ยนแปลงหลังคำสั่ง! ว่า…หน่วยงานจะมีเครื่องมือ ความร่วมมือ และความรับผิดชอบที่ชัดขึ้นเพียงใด?

หน้าด่านวัด ‘พันธ์ทอง’ :

สำหรับ อธิบดีฯพันธ์ทอง คำสั่งของนายกรัฐมนตรี ย่อมทำให้บทบาทกรมศุลกากรถูกจับตาเข้มข้นขึ้น ทั้งการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการป้องกันของเสียอันตรายที่แฝงเข้ามากับสินค้า

ข้อมูลที่ กรมศุลกากรรายงานในเดือนกันยายน ระบุว่า…ช่วงเดือนตุลาคม 2568 – สิงหาคม 2569 จับกุมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม 187 คดี น้ำหนักรวม 9.67 ล้านกิโลกรัม มูลค่ากว่า 234.4 ล้านบาท ครอบคลุมขยะอิเล็กทรอนิกส์ ของเสียอันตราย และเศษพลาสติก

ตัวเลขนี้ ถือเป็น…ยอดจับกุมรวมหลายประเภท แต่มิใช่…ยอดขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือยอดกำจัดสำเร็จทั้งหมด

อีกกรณี เกิดขึ้นวันที่ 21 กันยายน 2569 เมื่อ…เจ้าหน้าที่แหลมฉบัง ตรวจสินค้าจากบราซิล สำแดงเป็น “เศษเหล็ก” น้ำหนัก 48,213 กิโลกรัม แต่พบแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนอันตรายปะปน จึงยึดดำเนินคดีและเตรียมผลักดันกลับประเทศต้นทาง

ผลงานเหล่านี้แสดงว่า…กรมศุลกากรเอง ก็ได้ทำการสกัดกั้น “ขยะพิษ” มาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็เปิดโจทย์สำคัญที่ว่า…คำสั่งเข้มครั้งใหม่จะเพิ่มประสิทธิภาพจากเดิมอย่างไร? ทั้งการคัดกรองบริษัทเสี่ยง การตรวจสินค้าสำแดงเท็จ และการเชื่อมข้อมูลกับโรงงานผู้รับสินค้า

ยอดจับกุมที่สูงเพียงตัวเดียว! อาจสะท้อนได้ทั้ง…ความเข้มแข็งของการปราบปรามและขนาดปัญหาที่ยังดำรงอยู่ ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องแสดงผลด้านอื่นประกอบด้วย

หลังตู้คือเครือข่าย :

เมื่อ “ขยะพิษ” เดินทางจากท่าเรือไปถึงสถานประกอบการ การตรวจสอบต้อง “เชื่อมต่อ” กันตลอดเส้นทาง…ใครนำเข้า? ใครขนส่ง? ใครรับสินค้า? และกิจการปลายทางได้รับอนุญาตให้ดำเนินการอะไรบ้าง?

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 นายพันธ์ทอง ยังร่วมประชุมกับ…กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมควบคุมมลพิษ และกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อหารือกรณีขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะอันตรายในจังหวัดระยอง โดยมีประเด็นเสนอให้พิจารณารับเป็นคดีพิเศษ ขยายผลประเทศต้นทาง บริษัทนำเข้า เครือข่ายรถ และโรงงานปลายทาง รวมถึงแนวทางจัดการของกลาง

นี่คือ…จุดที่คำสั่งนายกฯ ต้องช่วยให้การประสานงานเกิดผล เพราะข้อมูลของศุลกากรต้องเชื่อมกับการตรวจโรงงาน การควบคุมมลพิษ และการสืบสวนคดีอย่างต่อเนื่อง

ในฐานะ…นายกรัฐมนตรีควบรมว.มหาดไทย ดังนั้น นายอนุทิน จึงยังมีบทบาทเชื่อมการทำงานระดับพื้นที่กับหน่วยงานส่วนกลาง และยังมีโจทย์ที่จะต้องทำให้…การเฝ้าระวังโรงงานและการติดตามข้อร้องเรียนเดินไปพร้อมกับการสกัดหน้าด่าน!!!

หากพบหลักฐานเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการ ผู้สนับสนุน หรือเจ้าหน้าที่รัฐ กระบวนการตรวจสอบก็ต้องเดินต่อถึงบุคคลเหล่านั้น

ผลทางคดีจะเป็น หลักฐานสำคัญ ของคำว่า…“เด็ดขาด!!!”

จับแล้วต้องไปต่อ :

ข้อจำกัด! อีกด้าน? นั่นคือ…ของกลางหลังจับกุม ซึ่ง นายพันธ์ทอง เคยสะท้อนผ่านการสัมภาษณ์กลุ่มที่ยุทธศาสตร์ออนไลน์ เคยนำเสนอในบทความ “โจทย์ใหม่กรมศุลกากร”  (เมื่อ…ความเร็วทางการค้า ต้องเดินคู่ความปลอดภัยของสังคมไทย? https://yutthasartonline.com/strategies/176422) ว่า…ขยะอิเล็กทรอนิกส์ แบตเตอรี่ลิเธียม และของที่มีสารอันตราย มีปัญหาทั้งการจัดเก็บ ความปลอดภัย และค่าใช้จ่ายในการทำลาย

คำสั่งทางการเมือง! จึงต้องตามมาด้วย “ทางออก” ในการปฏิบัติ ทั้ง…หน่วยงานเจ้าภาพ งบประมาณ ผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย และกระบวนการส่งกลับประเทศต้นทาง

สำหรับ ขยะที่ตรวจยึดแล้ว รัฐบาลควรเปิดเผยให้เห็น ว่า…ส่งกลับสำเร็จเท่าไร? กำจัดแล้วเท่าไร? และยังคงค้างอยู่เท่าไร?

พร้อม…อธิบายอุปสรรคของแต่ละส่วน เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบความคืบหน้าได้

นั่นเพราะ…การประกาศจับกุมกับการนำของเสียอันตรายออกจากความเสี่ยงของประเทศ เป็นผลสำเร็จคนละขั้นที่ต้องติดตามให้ครบ

คำสั่งผูกความรับผิดชอบ :

เมื่อ นายกรัฐมนตรี ได้ “ยกระดับ” ปัญหา “ขยะพิษ” ขึ้นสู่โต๊ะประชุม ครม. ดังนั้น รัฐบาลก็ย่อมมีโอกาสจะแสดงให้เห็น ว่า…พวกเขาสามารถใช้อำนาจเชื่อมหน่วยงาน ซึ่งต่างถือข้อมูลและอำนาจตามกฎหมาย ให้ร่วมแก้ปัญหาได้จริงมากน้อยแค่ไหน?

สำหรับ อธิบดีฯพันธ์ทอง เอง ก็จะต้องพิสูจน์ประสิทธิภาพการคุมประตูนำเข้า ขณะที่ นายกฯอนุทิน ก็จะต้องทำให้…การดำเนินงานหลังหน้าด่านเดินต่อไปได้ถึงโรงงาน เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง และการจัดการของกลาง

ส่วน “ภาพร่วมโต๊ะอาหาร” จะเกี่ยวข้องกับคำสั่งครั้งนี้หรือไม่? ยังเป็นคำถามที่ต้องรอข้อมูลยืนยัน แต่ “ข้อสั่งการ” ของนายกรัฐมนตรี ที่ได้ประกาศไปก่อนหน้านี้แล้ว ย่อมต้อง…ผูกความรับผิดชอบทางการเมืองไว้กับตัวนายกรัฐมนตรีอย่างชัดเจน

บทพิสูจน์ของ “อำนาจอนุทิน” จึงอยู่ที่ว่า…ภายหลังออก “คำสั่งการ” ในครั้งล่าสุดนี้แล้ว “ขยะพิษ” จะถูกหยุด! ได้มากขึ้นเพียงใด? และผู้เกี่ยวข้อง ทั้งที่อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลัง!…จะถูกดำเนินการไปถึงระดับไหนกันได้บ้าง!!??.