• พุธ 7 ตุลาคม 2569 เวลา 14:06 น.

แก้มลิง! วัดใจการเมือง?

BREAKING NEWS POLITICAL

(‘อนุทิน’ รับเพิ่มพื้นที่รับน้ำรอบกรุง เปิดโจทย์ ‘รัฐบาล – กทม.’ ร่วมวางทางรอดระยะยาว)

ข้อเสนอแก้มลิงรอบกรุงเทพฯ เปิดโอกาสเปลี่ยนแรงปะทะทางการเมืองสู่ความร่วมมือแก้น้ำท่วม แต่พื้นที่พักน้ำต้องเชื่อมกับระบบระบายและแผนรับทะเลหนุน–แผ่นดินทรุด ขณะที่แนวคิด “เมืองแนวตั้งรอบอ่าวไทย” ต้องพิสูจน์ความคุ้มค่าและผลกระทบก่อนเดินหน้า

จากแรงปะทะสู่ทางออก :

ประเด็น “แก้มลิง” กำลังเปิด…บทใหม่ของการเมืองเรื่องน้ำ หลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ขานรับข้อเสนอของ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ให้เพิ่มพื้นที่รับน้ำรอบกรุงเทพฯ ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องบึงคู้บอนและกระแสโจมตีการทำงานของผู้บริหาร กทม.

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ระบุว่า…ได้สั่งกรมโยธาธิการและผังเมืองพิจารณาว่าสามารถดำเนินการได้โดยตรงหรือไม่ พร้อมให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติศึกษาการเพิ่มพื้นที่เก็บน้ำ โดยรัฐบาลมีงบประมาณรองรับ และต้องการเก็บน้ำหลากไว้ใช้ในฤดูแล้ง อย่างไรก็ตาม คำตอบรับครั้งนี้ยังเป็นขั้นศึกษา ยังไม่มีรายละเอียดพื้นที่ วงเงิน และกำหนดก่อสร้างที่เปิดเผยในข่าวดังกล่าวแต่อย่างใด?  

ในมุมของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” นี่คือ…โอกาสเปลี่ยนข้อพิพาทให้เป็นงานร่วมที่ตรวจสอบได้!!??

นายกรัฐมนตรีสามารถเชื่อมหน่วยงานส่วนกลางกับ กทม.และจังหวัดรอบข้าง ขณะที่ ทุกฝ่ายต้องนำข้อเสนอเข้าสู่กระบวนการศึกษาเดียวกัน เพื่อให้คำว่า “พร้อมทำ” ตามมาด้วย…แผนและผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน

คู้บอนต้องเปิดข้อมูล :

ก่อนหน้านี้ นายอรรถวิชช์ ออกมาเรียกร้องให้นำ “บึงรับน้ำคู้บอน” กลับเข้าสู่…ร่างผังเมือง กทม. และโต้แย้งการนำ…ต้นทุนบึงคู้บอน ไปรวมกับ บึงบางชัน โดยเห็นว่า…ต้องรักษาพื้นที่รองรับน้ำฝั่งตะวันออกไว้

ข้อเสนอนี้ จึงมีทั้ง…มิติการลงทุนและการกำหนดอนาคตการใช้ที่ดินของเมือง!!!  

อีกด้านหนึ่ง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่า…ต้นทุนประมาณ 11,000 ล้านบาท ครอบคลุมบึงคู้บอนและบึงบางชัน รวมการเวนคืนและระบบนำน้ำเข้า–ออก จึงพิจารณาทางเลือกปรับปรุงคลองประมาณ 6,500 ล้านบาท พร้อมยืนยันว่า…กทม.ยังพัฒนาแก้มลิง โดยมีอยู่ 38 แห่ง และมีแผนเพิ่มอีก 7 แห่ง  

ทางออก! ของข้อถกเถียงนี้ ควรเริ่มจากการ “เปิดเอกสาร” แยกต้นทุนแต่ละโครงการ ระบุปีที่ประเมินราคา ความจุรับน้ำ พื้นที่ได้ประโยชน์ และระยะเวลาดำเนินการ

การเปรียบเทียบค่าที่ดินในอดีตกับต้นทุนระบบทั้งหมดในปัจจุบัน ย่อมไม่ช่วยให้ประชาชนตัดสินใจได้ หากยังไม่ทำให้ตัวเลขอยู่บนฐานเดียวกัน

ฟังคนที่อยู่กับน้ำ :

นางสาวชวลักษณ์ เวียงวิเศษ ตัวแทนประชาชนในพื้นที่ ให้ข้อมูลผ่าน The Reporters ว่า…ชาวบ้านสนับสนุนอุโมงค์ระบายน้ำ แต่ต้องการบึงคู้บอนทำงานควบคู่กันเพื่อเพิ่มพื้นที่พักน้ำ ขณะที่ นายอรรถวิชช์ ระบุว่า…เป้าหมายของตน คือ ให้ทบทวนโครงการ มิใช่เรียกร้องให้นายชัชชาติลาออก  

เสียงชุมชน ทำให้เห็นว่า…ประชาชนกำลังถามถึงผลของระบบน้ำที่มีต่อบ้านของตน การเมืองเชิงสร้างสรรค์จึงต้องเปิดพื้นที่ให้คนเหล่านี้ร่วมตรวจสอบทางเลือก และอธิบายให้ได้ว่าแต่ละแผนจะช่วยลดระดับน้ำหรือย่นเวลาน้ำท่วมในชุมชนอย่างไร???

แก้มลิงช่วยได้แค่ไหน :

การเพิ่มพื้นที่พักน้ำมีประโยชน์ แต่กรุงเทพฯ เผชิญความเสี่ยงหลายชั้น ทั้งฝนหนัก น้ำหลาก น้ำทะเลหนุน และแผ่นดินทรุด ทั้งนี้ จากรายงานของ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) อธิบายว่า…ปัจจัยเหล่านี้สามารถซ้อนทับกันในเมืองชายฝั่ง และกล่าวถึง กรุงเทพฯ ในกลุ่มเมืองที่เปราะบางจากการทรุดตัวของแผ่นดินร่วมกับระดับทะเลสูงขึ้น  

เมื่อพิจารณาบทบาทของมาตรการ แก้มลิงช่วยพักน้ำก่อนทยอยระบาย แต่ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ความจุ และเส้นทางนำน้ำเข้า–ออก หากระบบเชื่อมต่อไม่พร้อม พื้นที่เก็บน้ำอาจถูกใช้ได้ไม่เต็มศักยภาพ

ขณะเดียวกัน แก้มลิงไม่ได้หยุดแผ่นดินทรุดหรือระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น จึงต้องอยู่ในแผนเดียวกับคลอง อุโมงค์ เครื่องสูบ ประตูน้ำ และการใช้ที่ดิน

มองไกลถึงชายฝั่ง :

ข้อเสนอของ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ที่สื่ออย่าง…ค่ายกรุงเทพธุรกิจ รายงานเอาไว้ก่อนหน้านี้ โดยเขาชวนขยายกรอบไปสู่ “เมืองแนวตั้งรอบอ่าวไทย” ด้วยการพัฒนาเมืองบนแนวป้องกันชายฝั่ง ให้โครงสร้างช่วยกั้นน้ำทะเล และสร้างรายได้จากกิจกรรมเศรษฐกิจมาสนับสนุนต้นทุนโครงการ

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เผยแพร่ยังเป็นข้อเสนอเชิงแนวคิด ไม่ได้แสดงผลศึกษาวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม และการเงินที่ยืนยันความเป็นไปได้  

คุณค่าของแนวคิดนี้ อยู่ที่การกระตุ้นให้ประเทศวางแผนระยะยาว ส่วนการ ตัดสินใจลงทุน ก็จะต้องตอบให้ได้ว่า…แนวป้องกันจะระบายน้ำจากแม่น้ำออกทะเลอย่างไร? กระทบระบบนิเวศและชุมชนประมงเพียงใด? และใครรับภาระหากรายได้ต่ำกว่าคาด?

การดึงทุนเอกชนเข้ามาต้องเปิดเผยการแบ่งความเสี่ยง รวมถึงค่าบำรุงรักษาตลอดอายุโครงการด้วย

คำเตือนต้องแม่นยำ :

คำกล่าวว่า “กรุงเทพฯ จะจมถาวรภายใน 25 ปี” ต้องใช้อย่างระมัดระวัง! แหล่งข้อมูล Climate Central ที่ตรวจสอบกล่าวถึง พื้นที่รอบกรุงเทพฯ ซึ่งเสี่ยงเผชิญน้ำท่วมชายฝั่งโดยเฉลี่ยปีละครั้งภายในปี 2050 จึงไม่ควรตีความเป็นคำยืนยันว่ากรุงเทพฯ ทั้งเมืองจะจมถาวรแน่นอนในปีดังกล่าว  

ความเสี่ยงมีน้ำหนักเพียงพอให้เร่งเตรียมพร้อม แต่ผลในอนาคตยังเกี่ยวข้องกับระบบป้องกันและการปรับตัว เช่นเดียวกับที่ IPCC เสนอทางเลือกทั้งการป้องกัน การปรับการอยู่อาศัย และการย้ายจากพื้นที่เสี่ยงอย่างมีแผน การวางยุทธศาสตร์จึงต้องเปรียบเทียบหลายทางเลือกตามสภาพพื้นที่  

ร่วมแผน ร่วมรับผิดชอบ :

สำหรับการเมืองไทย โจทย์สำคัญ นั่นคือ…ทำให้แผนแก้น้ำท่วมต่อเนื่องข้ามวาระผู้บริหาร โดยเร่งโครงการที่เหมาะสมในระยะใกล้ พร้อมศึกษาความเสี่ยงชายฝั่งและแผ่นดินทรุดในระยะยาว การมีกรอบเวลา งบประมาณ และตัวชี้วัดร่วม จะช่วยลดช่องว่างระหว่างคำสั่งกับผลปฏิบัติ

ข้อเสนอ “แก้มลิง” รอบกรุง! ยังต้องคำนึงถึง…ความเป็นธรรมต่อพื้นที่รับน้ำ ประชาชนต้องรู้ว่า…ใครได้ประโยชน์? ใครเสียโอกาสใช้ที่ดิน? และจะชดเชยหรือดูแลกันอย่างไร?

ดังนั้น การปกป้องเมืองต้องสร้างความมั่นใจให้ชุมชนรอบเมืองควบคู่กัน!!!

วัดผลที่บ้านประชาชน :

รัฐบาล กับ กทม.ควรประกาศพื้นที่ศึกษา ทางเลือก ต้นทุน และผลที่คาดว่าจะลดน้ำท่วมได้ โดยวัดทั้ง จำนวนครัวเรือน ความลึกและระยะเวลาน้ำท่วม พร้อม เปิดข้อมูลให้ชุมชนและผู้เชี่ยวชาญร่วมตรวจสอบ นี่จะเป็นมาตรฐานที่ใช้ประเมินได้กับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม

เมื่อรัฐบาลบอกว่า…งบพร้อม และ กทม.ยืนยันว่า…มีแผน

สิ่งที่ ประชาชนไทย ควรได้เห็นต่อจากนี้ก็คือ แผนร่วมที่ตอบได้ว่า…บ้านของพวกเขาจะพ้นน้ำเร็วขึ้นอย่างไร??? และเมืองจะพร้อมรับความเสี่ยงในอนาคตเพียงใด???.