• จันทร์ 5 ตุลาคม 2569 เวลา 11:29 น.

เยียวยาไว! วัดใจรัฐบาล?

BREAKING NEWS POLITICAL

(‘อนุทิน’ ขีดเส้น ‘โอนเงิน’ สัปดาห์นี้ – บททดสอบอยู่ที่เงินถึงมือ ความทั่วถึง รับมือน้ำระลอกใหม่)

นายกรัฐมนตรีสั่งเร่งจ่ายเยียวยาน้ำท่วม เปลี่ยนความหวังคนไทยสำลักน้ำ เป็นกรอบเวลาที่ตรวจสอบได้ เผย! ปภ.ส่งแล้ว เงิน 4,700 ล้านบาทถึงแบงก์ออมสิน จับตา! ความสำเร็จต้องวัดจากเงินถึงผู้มีสิทธิอย่างทั่วถึง พร้อมดูแลคนที่ยังเผชิญภัย และวางทางออกจากความเสียหายซ้ำ

คำสั่งมีเส้นตาย :

การประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เมื่อเช้าวันนี้ (5 ตุลาคม 2569) มีสาระสำคัญที่ ประชาชนสามารถนำไปตรวจสอบผลงานรัฐบาลได้ทันที! เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กำชับให้เงินเยียวยาน้ำท่วมล็อตแรกตามการเร่งรัดครั้งนี้ ถึงมือประชาชนคนไทยภายในสัปดาห์ โดยไม่ต้องรอให้การฟื้นฟูเสร็จสิ้นหรือรอการตรวจสอบครบทุกพื้นที่

“ขอให้จ่ายตามคิว จ่ายทุกวันก็ไม่เป็นไร ขอให้ประชาชนได้รับเงินโดยเร็วที่สุด” นายอนุทิน ย้ำ พร้อมมอบหมาย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เร่งประสานและติดตามการลงทะเบียน ตรวจสอบข้อมูล และดำเนินการจ่ายแก่ผู้ผ่านเกณฑ์

ขณะที่ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รายงานว่า ปภ.โอนเงิน 4,700 ล้านบาทไปยังธนาคารออมสินแล้ว พื้นที่ที่ตรวจสอบและจัดทำข้อมูลเรียบร้อยจึงสามารถทยอยเข้าสู่กระบวนการโอนให้ประชาชนได้

เงินพร้อม คนยังรอ :

ในมุมของ ทีมข่าวยุทธศาสตร์ คำสั่งดังกล่าวเป็น แนวทางที่ควรสนับสนุน เพราะความเดือดร้อนและค่าใช้จ่ายของผู้ประสบภัยเกิดขึ้นระหว่างน้ำท่วม ไม่ได้เริ่มหลังเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดพื้นที่เสร็จ การจ่ายผู้ที่ตรวจสอบผ่านแล้วจึงช่วยลดเวลารอโดยไม่จำเป็น

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกสถานะให้ชัด! ระหว่าง “เงินถึงธนาคาร” กับ “เงินถึงประชาชน” เพราะ…การโอนงบให้ออมสินแสดงความพร้อมด้านเงิน แต่ ณ ขณะนี้ ยังไม่ใช่หลักฐานว่าครัวเรือนผู้มีสิทธิได้รับเงินแล้ว

ความสำเร็จภายในสัปดาห์วันที่ 5–11 ตุลาคม จึงต้องมีจำนวนครัวเรือน ยอดโอนสำเร็จ และพื้นที่รับเงินที่ตรวจสอบได้

เมื่อกำหนดเวลาออกจากปากนายกรัฐมนตรี ความรับผิดชอบทางการเมืองย่อมเพิ่มขึ้น หากบางพื้นที่ยังจ่ายไม่ได้ รัฐบาลต้องอธิบายว่าติดตรงไหน? ใครรับผิดชอบ? และจะแก้เสร็จเมื่อใด? เพื่อให้ประชาชนวางแผนชีวิตได้มากกว่าการรับฟังคำว่า “กำลังเร่งดำเนินการ”

ติดขัดก่อนถึงสิทธิ :

สิ่งที่ดูเหมือนเป็นการ…สะท้อนปัญหาการเข้าถึงความช่วยเหลือ นั่นคือ…รายงาน ปภ.ที่เผยแพร่ผ่านกรมประชาสัมพันธ์วันที่ 4 ตุลาคม ระบุว่า มีผู้ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” กว่า 7 แสนราย โดยระบบครอบคลุม 65 จังหวัดและ 50 เขตกรุงเทพมหานครแล้ว แต่ช่วงแรกประชาชนบางพื้นที่พบข้อความว่า “ที่อยู่ไม่อยู่ในเขตการช่วยเหลือที่เปิดรับ” เนื่องจากทยอยเปิดระบบรายพื้นที่  

เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า การประกาศเปิดลงทะเบียนกับความสามารถของประชาชนในการยื่นคำร้องเป็นคนละขั้นตอน ผู้ที่บ้านยังท่วม โทรศัพท์เสีย เอกสารสูญหาย หรือไม่มีทักษะใช้แอป อาจเผชิญอุปสรรคมากกว่าคนที่มีความพร้อม ทั้งที่อาจเดือดร้อนหนักกว่า

รัฐบาลจึงควรจัดเจ้าหน้าที่ช่วยรับคำร้องและแก้ข้อมูลถึงพื้นที่ พร้อมแจ้งสถานะอย่างเข้าใจง่าย หากยังตรวจไม่ผ่านต้องบอกเหตุผลและเอกสารที่ต้องเพิ่มเติม การใช้เทคโนโลยีจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อช่วยลดภาระผู้ประสบภัย และมีช่องทางรองรับคนที่ใช้ระบบไม่ได้

ล็อตแรก ต้องชัด :

อีกประเด็นที่ต้องระมัดระวังคือคำว่า “ล็อตแรก” เพราะรัฐบาลเคยประกาศเตรียมโอนเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาทแก่ผู้ประสบภัยจังหวัดน่าน 15,215 ครัวเรือน ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 25 สิงหาคม 2569  

การสื่อสารครั้งนี้จึงต้องระบุรอบ พื้นที่ และกลุ่มผู้รับให้ชัด เพื่อไม่ให้เข้าใจว่าเป็นการเริ่มจ่ายเยียวยาครั้งแรกของปี รวมทั้งต้องแยกจำนวนผู้ลงทะเบียน ผู้ผ่านการตรวจสอบ และผู้ได้รับเงินจริงออกจากกัน ตัวเลขแต่ละชุดบอกความคืบหน้าคนละขั้นตอน และนำมาใช้แทนกันไม่ได้

ความแม่นยำเช่นนี้ มีผลต่อความเชื่อมั่น เพราะประชาชนที่ยังรอเงินจะเปรียบเทียบข่าวกับสถานะของตนเอง หากรัฐบาลรายงานยอดรวมโดยไม่อธิบายว่าครอบคลุมใครบ้าง ความสับสนอาจกลายเป็นความรู้สึกว่าตนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ช่วยก่อน น้ำยังมา :

ระหว่างการประชุม บกปภ.ช.  นายอนุทิน ยังสั่งให้หน่วยงานเตรียมรับฝนเพิ่มขึ้น เร่งระบายน้ำในพื้นที่ที่ทำได้ ใช้ข้อมูลปริมาณฝน น้ำเหนือ การระบายน้ำ และน้ำทะเลชุดเดียวกัน พร้อมจัดทำ แผนที่เข้าใจง่ายส่งถึงอำเภอและชุมชน โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบาง เส้นทางอพยพ ยา และสุขอนามัยศูนย์พักพิง

แนวทางนี้ต่อเนื่องจากคำสั่งวันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งให้เตรียมรับฝนระลอกใหม่ เข้าถึงพื้นที่ตัดขาด และจัดระบบสื่อสาร “หนึ่งพื้นที่ หนึ่งข้อมูล” เพื่อลดความสับสนในการแจ้งเตือน  

บททดสอบ! จึงไม่ได้มีเพียงการจ่ายเงิน แต่รวมถึงความสามารถทำหลายภารกิจพร้อมกัน พื้นที่น้ำลดต้องฟื้นฟู พื้นที่ยังท่วมต้องช่วยดำรงชีวิต และพื้นที่เสี่ยงต้องเตรียมรับน้ำใหม่ หากประชาชนได้เงินแล้วแต่ยังขาดอาหาร ยา หรือทางอพยพ ความช่วยเหลือก็ยังไม่ครบตามความจำเป็น

ร่วมงาน ต้องร่วมรับผิด :

ข้อกำชับให้…ผู้ว่าราชการจังหวัด ทำงานร่วมกับนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด มีความสำคัญต่อการระดมเครื่องจักร บุคลากร และเครือข่ายในพื้นที่ แต่การประสานงานจะเกิดผลได้ต้องมีผู้ตัดสินใจและเจ้าภาพแต่ละภารกิจชัดเจน

ผู้ประสบภัยไม่ควรต้องวิ่งถามหลายหน่วยงาน เพื่อหาคำตอบว่า…ใครรับคำร้อง? ใครตรวจสิทธิ? และ ใครแก้ปัญหาเงินไม่เข้า?

การมี “จุดประสานงาน” ที่ติดตามเรื่องจนจบจึงเป็นสิ่งจำเป็น เช่นเดียวกับการเปิดเผยความคืบหน้ารายพื้นที่ เพื่อให้ส่วนกลางเห็นจุดติดขัดและส่งความช่วยเหลือได้ตรงจุด

ในทางการเมือง ความร่วมมือระหว่าง…รัฐบาล จังหวัด กรุงเทพมหานคร และองค์กรท้องถิ่น ต้องทำให้ประชาชนได้รับบริการต่อเนื่อง แม้ผู้บริหารจะมาจากต่างพรรคหรือต่างฐานการเมือง ความเดือดร้อนของประชาชนควรเป็นเกณฑ์จัดลำดับความช่วยเหลือที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน

ทั่วถึง ต้องตรวจสอบได้ :

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า การช่วยเหลือมีทั้งเงินทดรองราชการกรณีฉุกเฉินและเงินช่วยเหลือตามมติ ครม. พร้อมอำนวยความสะดวกผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่ลงทะเบียนออนไลน์ไม่ได้  

รัฐบาลควร “ต่อยอด” คำชี้แจงนี้ ด้วยข้อมูลรายพื้นที่ ได้แก่ จำนวนคำร้อง จำนวนที่ตรวจผ่าน จำนวนโอนสำเร็จ และจำนวนที่ยังค้าง พร้อมเหตุผล โดยเปิดเผยเป็นข้อมูลรวมที่ไม่กระทบข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าระบบเดินหน้าอย่างไร?

การตรวจสอบได้จะช่วยลดทั้งความคลาดเคลื่อนและข้อครหาเรื่องความไม่เสมอภาค แม้ข่าวชุดนี้ยังไม่มีหลักฐานให้สรุปว่ามีการเลือกปฏิบัติ การออกแบบระบบที่ทุกคนติดตามสิทธิได้ก็ช่วยป้องกันไม่ให้ความช่วยเหลือต้องขึ้นอยู่กับการเข้าถึงเครือข่ายการเมือง

เยียวยา ต้องมีวันต่อไป :

เงินช่วยเหลือเฉพาะหน้ามีความจำเป็น แต่ครัวเรือนที่น้ำท่วมยาวนานยังมีรายได้สูญหาย ค่าใช้จ่ายซ่อมแซม และภาระกลับไปประกอบอาชีพ ส่วนชุมชนที่ต้องรับน้ำแทนพื้นที่อื่นอาจแบกรับต้นทุนต่อเนื่องมากกว่าการช่วยเหลือครั้งเดียวจะรองรับได้

ด้าน ฝ่ายค้าน…พรรคประชาชน มีข้อเสนอนโยบายที่เผยแพร่ไว้ ทั้งการชดเชยพื้นที่รับน้ำ การฟื้นฟูรายได้ การจ้างงานฟื้นฟูชุมชน และเพิ่มทางระบายน้ำ ข้อเสนอเหล่านี้ สามารถนำมาเปรียบเทียบกับแนวทางรัฐบาลได้ โดยต้องแยกให้ชัดว่าเป็นนโยบายของพรรค มิใช่คำตอบโต้คำสั่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 ตุลาคม  

โจทย์ที่ควรถามทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน จึงมี 2 ช่วง…

วันนี้…จะทำให้คนได้รับความช่วยเหลือเร็วและเป็นธรรมอย่างไร???

และ หลังน้ำลดจะทำให้คนกลับมามีรายได้ พร้อมลดความเสียหายรอบถัดไปอย่างไร???

การตรวจสอบทางการเมืองจะสร้างประโยชน์ได้เมื่อผลักให้เกิดคำตอบและการแก้ไขที่เป็นรูปธรรม!!!

วัดผลที่มือประชาชนไทย :

“คำสั่งเร่งจ่าย” ของ นายอนุทิน…เปิดโอกาสให้รัฐบาลแสดงความสามารถแก้ปัญหาจากส่วนกลางถึงพื้นที่ แต่ผลงานจะเกิดขึ้นได้ด้วยการทำงานต่อเนื่องของกระทรวงมหาดไทย ปภ. ออมสิน จังหวัด กรุงเทพมหานคร และองค์กรท้องถิ่น ตั้งแต่รับคำร้องจนเงินเข้าบัญชี

ในมุมของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” แล้ว ความเชื่อมั่นจะกลับมาเมื่อผู้มีสิทธิได้รับเงินจริง คนที่ติดขัดได้รับการแก้ไข และผู้ที่ยังเผชิญน้ำท่วมได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย พร้อมเห็นแผนฟื้นฟูอาชีพและลดความเสี่ยงระยะยาว

สัปดาห์นี้ จึงเป็น “บททดสอบ” ที่มีคำตอบชัดเจนได้ว่า คำสั่งนายกรัฐมนตรีเดินทางถึงประชาชนแล้วเพียงใด? และยังมีใครรออยู่ตรงไหนของระบบรัฐ!!!.