• พุธ 30 กันยายน 2569 เวลา 12:20 น.

1 แสน! วัดคำสัญญา?

BREAKING NEWS POLITICAL

(ประกันภัยพิบัติทดสอบ “พูดแล้วทำพลัส+” จากคำหาเสียงถึงเงื่อนไขจ่ายจริง)

“นายกฯอนุทิน” สั่งทุกหน่วยงานน้อมรับเสียงวิจารณ์น้ำท่วม ขณะที่ “คำสัญญาประกันภัย” ครัวเรือนละ 1 แสนบาท ถูกมือดีโพสต์ทวงถามแล้ว ด้าน “แกนนำพรรคภูมิใจไทย” ยืนยัน! เริ่มคุ้มครองประกันภัย 1 ต.ค.นี้ จับตา! เงื่อนไขจ่ายจริงและสิทธิของบ้านที่ท่วมต่อเนื่อง ย้ำ! บทพิสูจน์ความรับผิดชอบต่อคนไทย

รับเสียง รับผิด :

เช้าวันที่ 30 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว. เป็น…ประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ร่วมกั บผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ และ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและบูรณาการความช่วยเหลือผู้ประสบภัย

นายกรัฐมนตรีขอให้ทุกหน่วยงานน้อมรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เพราะเป็นเสียงสะท้อนความต้องการของประชาชนคนไทยที่รัฐต้องนำไปแก้ไข พร้อมกำชับให้ใจกว้าง อดทน ร่วมกันทำงานโดยไม่ขัดแข้งขัดขา และใช้อำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่

นายอนุทิน ยังย้ำว่า…รัฐบาลไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบหรือปล่อยให้กรุงเทพมหานครรับภาระเพียงฝ่ายเดียว พร้อมจัดประชุมติดตามทุกวัน เพื่อเชื่อมข้อมูลและการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่าง ๆ ให้เป็นระบบ ตั้งแต่การสูบน้ำ การระบายน้ำ ไปจนถึงการช่วยเหลือและฟื้นฟู

ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความเดือดร้อนจากน้ำท่วม และเสียงทวงถามที่ย้อนกลับไปถึงคำประกาศหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะ นโยบายประกันภัยพิบัติครัวเรือนละหนึ่งแสนบาท ซึ่งกำลังถูกนำมาเปรียบเทียบกับความช่วยเหลือที่ผู้ประสบภัยเข้าถึงในวันนี้

ทวงคำหนึ่งแสน :

ข้อความประชาสัมพันธ์ นโยบาย “กองทุนภัยพิบัติ” ของภูมิใจไทยที่ถูกนำกลับมาเผยแพร่ ระบุถึงสิทธิพื้นฐานของทุกครัวเรือน รัฐจ่ายค่าเบี้ยประกันภัย 1,000 บาทต่อครัวเรือน และเมื่อเกิดภัย AI ตรวจจับข้อมูลเพื่อจ่ายทันทีครัวเรือนละ 100,000 บาท ภายใต้แนวคิด “พูดแล้วทำพลัส+”

นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็น…ผู้นำเสนอนโยบายดังกล่าว อธิบายถึงการใช้ข้อมูล เทคโนโลยีดาวเทียม และ AI เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการรับมือภัยพิบัติ ควบคู่กับการสร้างหลักประกันให้ครัวเรือนทั่วประเทศ โดยรายงานนโยบายบนเว็บไซต์พรรคมีทั้งถ้อยคำเรื่องจ่ายทันทีหนึ่งแสนบาทและวงเงินประกัน “สูงสุด” หนึ่งแสนบาท  

ความแตกต่างของ 2 ถ้อยคำนี้ มีความหมายอย่างมาก? นั่นเพราะ…“ได้เงินหนึ่งแสนทันที!” กับ “มีวงเงินคุ้มครองสูงสุดหนึ่งแสน?” สร้างความคาดหวังคนละแบบ

เมื่อบ้านเรือนเกิดความเสียหายจริง! คำถามจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่พรรคมีนโยบายหรือไม่? แต่ไปถึงว่าเงื่อนไขที่นำมาใช้ตรงกับสิ่งที่ประชาชนคนไทยเข้าใจเพียงใด?

9 พันบาท เป็น…คนละสิทธิ :

วันที่ 29 กันยายน น.ส.บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดีอี และ โฆษกพรรคภูมิใจไทย ชี้แจงว่า…อุทกภัยปัจจุบันยังใช้หลักเกณฑ์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยช่วงฤดูฝนปี 2569 ครัวเรือนที่เข้าเกณฑ์ได้รับเงินช่วยเหลือ 9,000 บาท ส่วนประกันภัยพิบัติแห่งชาติจะเริ่มคุ้มครองวันที่ 1 ตุลาคม 2569

ทั้งนี้ ระบบใหม่ครอบคลุมอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว กรณีน้ำท่วมจ่ายเบื้องต้น 10,000 บาท แล้วเพิ่มเติมตามความเสียหายจริง รวมไม่เกิน 100,000 บาท ขณะที่ วาตภัยและแผ่นดินไหวจ่ายเบื้องต้น 5,000 บาท แล้วเพิ่มเติมตามความเสียหายจริงภายในเพดานเดียวกัน รวมถึงความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากภัยที่กำหนดรายละ 2 ล้านบาท  

ดังนั้น จึงไม่อาจสรุปว่า…เป็นการ “ลดเงิน 1 แสน…เหลือเพียง 9,000บาท” เพราะเป็น คนละมาตรการและคนละช่วงเวลาคุ้มครอง

กระนั้น “รัฐบาลอนุทิน” และพรรคภูมิใจไทย ยังจะต้องตอบให้ได้ว่า…เหตุใดคำประชาสัมพันธ์เดิมจึงทำให้ผู้ประสบภัยจำนวนหนึ่งคาดหวังเงิน 1 แสนทันที และจะทำให้เงื่อนไขจริงเข้าใจง่ายได้อย่างไร???

มติต้องถึงมือ :

ดังนั้น เมื่อรัฐบาลมีความคืบหน้าด้านนโยบายแล้ว โดย อนุมัติรูปแบบกรมธรรม์และกรอบค่าเบี้ยประกันรวม 15,500 ล้านบาท สำหรับที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน พร้อมกำหนดเริ่มคุ้มครองวันที่ 1 ตุลาคม

อย่างไรก็ตาม การอนุมัติกรอบดำเนินการยังต้องตามด้วยการจัดหาผู้รับประกันและระบบจ่ายสินไหมที่ใช้งานได้จริง  

ก่อนหน้านี้ (1 กันยายน) เป็น นายอนุทิน ที่ออกมาอธิบายว่า…ระบบประกันจะช่วยให้ผู้ประสบภัยได้รับเงินเร็วกว่าและมากกว่าระบบเดิม พร้อมระบุการช่วยเหลือเบื้องต้นภายใน 15 วัน และเพิ่มเติมภายในอีก 15 วัน

ขณะที่ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 23 กันยายนถึง…เป้าหมายเยียวยาภายใน 45 วัน รัฐบาลจึงควรอธิบายให้ตรงกันว่าแต่ละกรอบเวลานับจากจุดใด? และใช้กับเงินส่วนไหน?

ต่อมา วันที่ 30 กันยายน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ตั้งข้อทักท้วงถึง…ความพร้อมในการลงนามสัญญาประกันก่อนวันเริ่มคุ้มครอง รวมถึง บ้านที่น้ำท่วมก่อนวันที่ 1 ตุลาคมแต่ยังท่วมขังต่อเนื่อง ข้อสังเกตนี้เป็นคำถามที่รัฐบาลต้องชี้แจง ยังไม่ใช่ข้อยืนยันว่าการลงนามล่าช้าหรือบ้านดังกล่าวได้รับสิทธิแล้ว  

เส้นแบ่งกลางน้ำ :

จุดอ่อนไหวที่สุด! นั่นคือ…ความเสียหายที่คร่อมวันเริ่มกรมธรรม์? นั่นเพราะ…น้ำไม่ได้หยุดท่วมตามเส้นแบ่งปีงบประมาณ

บ้านที่เริ่มท่วมปลายเดือนกันยายน และยังมีความเสียหายเพิ่มในเดือนตุลาคม จะถูกนับเป็นเหตุเดิม? หรือเหตุใหม่?

ต้องใช้หลักฐานอะไร? และใครเป็นผู้วินิจฉัย?

รัฐบาลประกาศให้ภัยก่อนเริ่มกรมธรรม์ ใช้มาตรการเยียวยาเดิมแล้ว แต่รายละเอียด “ภัยต่อเนื่อง” ต้องอาศัยเงื่อนไขกรมธรรม์และหลักเกณฑ์ปฏิบัติที่ชัดเจน ไม่ควรปล่อยให้แต่ละพื้นที่ตีความต่างกัน หรือให้ผู้เสียหายต้องเดินถามหลายหน่วยงานเพื่อหาคำตอบเรื่องเดียว!!??  

ด้าน นายไมตรี จงไกรจักร์ ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท ได้ตั้งข้อสังเกตเรื่องสิทธิผู้เช่าบ้าน การกำกับบริษัทประกัน และข้อจำกัดของกฎระเบียบ พร้อมเสนอให้รัฐให้ความสำคัญกับการป้องกันภัยควบคู่กับระบบประกัน

ประเด็นเหล่านี้ สะท้อนว่า…“คุ้มครองทั่วหน้า” ต้องพิสูจน์จากการเข้าถึงสิทธิของคนที่มีสถานะการอยู่อาศัยต่างกันด้วย  

พื้นที่กดดันพรรค :

แรงเรียกร้องไม่ได้มาจากภายนอกเท่านั้น ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 กันยายน น.ส.วิสุดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นหารือต่อสภาผู้แทนราษฎร ขอให้รัฐบาลแก้ปัญหาอุทกภัยอย่างยั่งยืน ทั้งการบริหารน้ำในอ่างเก็บน้ำและการสร้างถนนที่ต้องคำนึงถึงเส้นทางน้ำ พร้อมเรียกร้องให้เยียวยาบ้านเรือน พื้นที่เกษตร ฟาร์ม และทรัพย์สินอย่างตรงจุดทั่วถึง

แม้คำหารือดังกล่าว จะยังไม่ใช่หลักฐานความแตกแยกในพรรค แต่มันได้สะท้อนภาระของผู้แทนที่ต้องตอบความเดือดร้อนในพื้นที่ และเตือนว่า…ประกันที่อยู่อาศัยไม่สามารถทดแทนมาตรการฟื้นฟูฐานทำมาหากินทุกประเภทได้

ส่วน งบกลางประมาณ 4,000 ล้านบาท ที่ นายอนุทิน เปิดเผยหลังประชุม ครม. เมื้อวันที่ 29 กันยายน ถือเป็น…งบช่วยเหลือและแก้ปัญหาน้ำท่วมทั่วประเทศตามหลักเกณฑ์

ดังนั้น จึงต้องแยกจากประกันหนึ่งแสนบาทให้ชัด! ทั้งในข่าวประชาสัมพันธ์และการแจ้งสิทธิแก่ผู้ประสบภัย

วัดผลคำสัญญา :

ในมุมของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” มองว่า…ประกันภัยพิบัติเป็นแนวทางที่มีโอกาสยกระดับการช่วยเหลือจากการรอเยียวยารายเหตุไปสู่หลักประกันล่วงหน้า

ความคืบหน้าของรัฐบาล จึงควรถูกประเมินอย่างเป็นธรรม แต่ความสำเร็จต้องวัดจากเงินที่ถึงมือผู้เสียหาย ความรวดเร็ว และความสามารถแก้ปัญหาคนตกหล่น

บทบาทของ AI ก็ต้องอธิบายให้ชัดว่า…ใช้ตรวจพื้นที่ประสบภัย ตรวจสอบสิทธิ หรือช่วยประเมินความเสียหายขั้นใด? และหากข้อมูลผิดพลาด ผู้เสียหายจะขอทบทวนได้อย่างไร?

เพราะ…เทคโนโลยีจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อช่วยลดภาระของผู้เดือดร้อนได้จริง!!!

คำประกาศของ นายอนุทิน ให้ทุกหน่วยงานน้อมรับเสียงวิจารณ์ จึงเป็น “จุดเริ่มต้น” ที่สำคัญ แต่…คำตอบต่อเสียงทวงถาม 1 แสนบาท ต้องตามมาด้วยเงื่อนไขที่เปิดเผย ระบบที่พร้อม และการจ่ายเงินที่ตรวจสอบได้

เงิน 1 แสนบาท จึงเป็นทั้งวงเงินคุ้มครองและเดิมพันความน่าเชื่อถือของ “พูดแล้วทำพลัส+” ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนคำสัญญาให้เป็นสิทธิที่ประชาชนคนไทยใช้ได้ทันความเดือดร้อนเพียงใด???.