(พรรคประชาชนยื่น ป.ป.ช. สอบ กกต. พร้อมดันแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา)
คำร้องคดีฮั้ว สว. ของพรรคประชาชนขยับจากการตรวจสอบผู้สมัคร ไปสู่คำถามว่าผู้คุมกติกาทำหน้าที่ครบถ้วนหรือไม่ ขณะเดียวกันฝ่ายค้านเตรียมใช้เวทีสภากดดันทางการเมือง และขอเปิดทางให้ประชาชนตรวจสอบองค์กรอิสระมากขึ้น ศึกนี้จึงวัดทั้งน้ำหนักพยานหลักฐานและความน่าเชื่อถือของระบบตรวจสอบ
จากผู้เล่นถึงผู้คุมเกม :
การเดินทางไป สำนักงาน ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและผู้นำฝ่ายค้าน พร้อม นายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรค และ สส. พรรคประชาชน
มีความหมายมากกว่า…การยื่นคำร้องเพิ่มอีกหนึ่งฉบับ???
พรรคประชาชนต้องการให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบการทำหน้าที่ของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ทั้งมติ…ที่มีต่อผู้ถูกกล่าวหา และ การวางหลักเกณฑ์ก่อนการเลือก สว.
ประเด็นทางการเมืองจึงขยับจากคำถามว่า…ใครเกี่ยวข้องกับการฮั้ว? ไปสู่คำถามว่า…องค์กรที่มีหน้าที่ป้องกันและตรวจสอบ เห็นและจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงใด?
อย่างไรก็ตาม การยื่นคำร้องยังไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่า กกต. คนใดกระทำผิด ป.ป.ช. ต้องพิจารณาข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน หน้าที่ของแต่ละบุคคล และเหตุผลประกอบมติอย่างเป็นธรรม
โดยเฉพาะ เมื่อมีการตั้งข้อสังเกตถึงมติที่ไม่เป็นเอกฉันท์!!!
“ช้าง 3 ตัว” ในคำร้อง :
นายพริษฐ์ อธิบายข้อกล่าวหาต่อมติ กกต. ผ่านภาพเปรียบเทียบว่า…เป็นการ “มองไม่เห็นช้าง 3 ตัว” ได้แก่ การไม่เห็นภาพการกระทำเป็นขบวนการ การใช้มาตรฐานพยานหลักฐานที่พรรคมองว่าไม่สอดคล้องกับคดีก่อน และการไม่ขยายผลความเชื่อมโยงไปถึงบุคคลในพรรคการเมือง
แม้ กกต. จะมีมติให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา 77 คน แล้วก็ตาม
ทั้ง 3 ข้อเป็น ข้อกล่าวหาและข้อโต้แย้งของพรรคประชาชน มิใช่ข้อยุติของคดี ดังนั้น สิ่งที่ ป.ป.ช. ต้องทำให้ชัด นั่นก็คือ…เหตุใดพยานหลักฐานชุดเดียวกันจึงนำไปสู่การดำเนินคดีกับบางคน?
แต่อาจยังไม่เพียงพอสำหรับอีกบางคน?
หากเหตุผลของ กกต. มีน้ำหนัก ก็ควรอธิบายต่อสาธารณะได้ หากมีพยานหลักฐานที่ถูกละเลย ก็ต้องตรวจสอบว่าเป็นความเห็นต่างโดยสุจริตหรือเป็นความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่
อีกส่วนหนึ่งของคำร้องย้อนกลับไปถึงต้นทาง ทั้งระเบียบการเลือก สว. การตรวจคุณสมบัติผู้สมัคร มาตรการป้องกันการทุจริต และระยะเวลาที่ใช้ตรวจสอบคดี
นี่เป็น จุดที่ฝ่ายค้าน พยายามชี้ว่า…ปัญหาอาจไม่ได้อยู่เพียงผลการลงมติครั้งสุดท้าย แต่อาจเริ่มตั้งแต่การออกแบบและบังคับใช้กติกา
3 สนาม 1 แรงกดดัน :
ด้าน นายณัฐพงษ์ ระบุว่า…พรรคจะใช้ช่องทางกฎหมายที่มี พร้อมยืนยันว่า…จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนผู้สมัคร สว. ที่เห็นว่าตนเสียหายอาจใช้สิทธิทางศาลในฐานะผู้เสียหายโดยตรง
ขณะที่ นายพริษฐ์ ยังมองว่า…หากการไต่สวนคดี 77 คนพบหลักฐานเชื่อมโยงบุคคลอื่น ก็ควรมีการขยายผลตามกระบวนการ
ในทางการเมือง พรรคประชาชนจึ งเดินพร้อมกัน 3 สนาม คือ ป.ป.ช. และกระบวนการศาล สภาผู้แทนราษฎร และการแก้รัฐธรรมนูญ
แต่…แต่ละสนามให้คำตอบคนละเรื่อง???
คดีต้องพิสูจน์ความรับผิดเป็นรายบุคคล การอภิปรายไม่ไว้วางใจตรวจสอบความรับผิดของรัฐบาล ส่วนการแก้รัฐธรรมนูญมุ่งเปลี่ยนวิธีตรวจสอบองค์กรอิสระในระยะยาว!!!
จุดที่ต้องระวัง! ก็คือ อย่าให้แรงกดดันทางการเมืองถูกนำไปใช้แทนพยานหลักฐาน และอย่าให้ความยาวนานของกระบวนการกลายเป็นเหตุให้ข้อสงสัยสำคัญเงียบหายไป
ตุลาคม วัดใจรัฐสภา :
นายพริษฐ์ ต้องการให้การประชุมรัฐสภาในเดือนตุลาคมบรรจุร่างแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา 2 ฉบับที่พรรคยื่นไว้ตั้งแต่เดือนมีนาคม
ฉบับหนึ่ง…เสนอคืนสิทธิให้ประชาชนริเริ่มกระบวนการถอดถอนองค์กรอิสระ อีกฉบับ…เสนอปรับอำนาจของประธานรัฐสภาในการพิจารณาคำร้องที่เกี่ยวข้องกับ ป.ป.ช. โดยเขาคาดหวังให้ ประธานรัฐสภา วิปรัฐบาล และวิปวุฒิสภา เปิดทางให้ร่างเข้าสู่วาระ
การบรรจุวาระยังไม่เท่ากับเห็นชอบเนื้อหาร่าง แต่เป็นการเปิดให้ผู้แทนแต่ละฝ่ายอภิปรายต่อหน้าประชาชนว่า กลไกตรวจสอบองค์กรอิสระที่ใช้อยู่เพียงพอหรือไม่? และ ข้อเสนอใหม่จะเพิ่มความรับผิดรับชอบโดยไม่กระทบความเป็นอิสระในการทำหน้าที่อย่างไร?
คำตอบที่ประชาชนรอ :
ในมุมของ ทีมข่าวยุทธศาสตร์ ผลทางการเมืองของคำร้องนี้…อาจไม่เกิดขึ้นทันที! เพราะการไต่สวนและคดีในศาลต้องใช้เวลา
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือ กกต. ป.ป.ช. และรัฐสภาต่างถูกตั้งคำถามต่อหน้าสาธารณะว่า จะอธิบายการทำหน้าที่ของตนอย่างไร?
ฝ่ายร้องต้องนำเสนอหลักฐานให้ตรวจสอบได้
ฝ่ายถูกกล่าวหาต้องได้รับโอกาสชี้แจงเต็มที่
และ องค์กรผู้พิจารณาต้องให้เหตุผลที่ชัดเจนพอจะรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนได้
นั่นเพราะ…ปลายทางของคดี สว. มิใช่เพียงจำนวนผู้ถูกดำเนินคดี แต่คือ…ความมั่นใจว่า กติกาทางการเมืองใช้กับทุกฝ่ายด้วยมาตรฐานเดียวกัน!!!.

