• ศุกร์ 25 กันยายน 2569 เวลา 12:18 น.

จัดแถวฝ่ายค้าน! คนไทยได้อะไร?

BREAKING NEWS POLITICAL

(‘กล้าธรรม’ พ้นวิป – 58 เสียงยังไม่เลือกข้าง? – ศึกซักฟอกครั้งใหม่…จะวัดผลงานของทุกฝ่าย)

พรรคประชาชนปรับพรรคกล้าธรรม ออกจาก “วิปฝ่ายค้าน” หลังโหวตหนุนงบปี 2570 สวนมติร่วม และยังไม่ชัดว่า…จะร่วมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล (ซักฟอก) หรือไม่? แต่การ “จัดแถวใหม่” จะมีความหมายต่อประชาชนคนไทย ก็ต่อเมื่อ…ฝ่ายค้านตรวจสอบได้ผล รัฐบาลตอบคำถามได้ตรงจุด และทุกเสียงที่โหวตหนุนรัฐบาลอธิบายเหตุผลได้

เสียงหายจากโต๊ะ – ยังอยู่ในสภา :

การ “ปรับออก” พรรคกล้าธรรมจาก คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (“วิปฝ่ายค้าน”) ถือเป็น…ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เห็นได้ชัด!

แต่ก็ต้อง อ่านให้ตรงจุด?…พรรคกล้าธรรมไม่ได้สูญเสียสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 58 คน และ การออกจาก…วิปฝ่ายค้าน ก็ยังไม่ใช่การเข้าร่วมรัฐบาล???

สิ่งที่เปลี่ยนทันที! นั่นคือ…ความร่วมมือในการวางแผนตรวจสอบรัฐบาล

ปมนี้…นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้านจากพรรคประชาชน ชี้ว่า…พรรคกล้าธรรมลงมติเห็นชอบร่างงบประมาณปี 2570 ขัดกับมติวิป และ ยังไม่แสดงท่าทีชัดว่าจะร่วมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่?

จำเป็นที่ “วิปฝ่ายค้าน” จะต้องปรับองค์ประกอบ พร้อมรับพรรคไทรวมพลังเข้ามาทำงานร่วมกัน  

ฝ่ายค้านเล็กลง – งานต้องใหญ่ขึ้น :

ในมุมของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” พรรคประชาชน…กำลังเลือกความชัดเจนในการทำงาน มากกว่าการรักษาจำนวนเสียงไว้บนโต๊ะวิป? แน่นอนว่า…การเตรียมซักฟอกต้องอาศัยทั้งข้อมูล แผนอภิปราย และความเชื่อใจระหว่างพรรค

หาก “จุดยืน” ต่อการลงมติสำคัญยังคงแตกต่างกัน การประสานงานย่อมยากขึ้นเป็นเงาตามตัว!!??

แต่นี่เป็นเพียง “จุดเริ่มต้น!”

ทว่าความเป็น “เอกภาพ” ของฝ่ายค้านจะมีคุณค่าต่อประชาชนคนไทย ก็ต่อเมื่อ…นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ในฐานะ “ผู้นำฝ่ายค้าน” และ นายพริษฐ์ ใช้ความเป็น “เอกภาพ” ไปตั้งคำถามถึงรัฐบาล เพื่อให้ตอบไปถึงไทยทั้งแผ่นดินได้ ว่า…

เงินงบประมาณถูกใช้คุ้มค่าหรือไม่?

นโยบายใดไม่ถึงมือผู้เดือดร้อน?

และ ใครต้องรับผิดชอบเมื่อผลไม่เป็นไปตามที่สัญญา?

หากการ “ซักฟอก” จบลง…เพียงการชิงจังหวะทางการเมือง! ต่อให้…ฝ่ายค้านลงมติพร้อมกันทุกเสียง ประชาชนคนไทยก็จะยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่ก่อประโยชน์โพดผลอันใด ต่อวิถีชีวิตของพวกเขาแต่อย่างใด?

58 เสียง – หนุนอะไร ต้องบอกให้ชัด :

อีกด้านหนึ่ง ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม และ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร โฆษกพรรค มีสิทธิเลือกลงมติเป็นรายเรื่อง แต่การเห็นชอบงบประมาณไม่ได้แปลว่า…พรรคจะต้องเห็นชอบรัฐบาลในทุกๆ เรื่อง???

ทั้งนี้ นายอรรถกร ระบุว่า…พรรคพิจารณาผลกระทบต่อประเทศเป็นหลักในการโหวต

คำอธิบายนั้น ควรตามมาด้วยรายละเอียดที่ตรวจสอบได้…

งบส่วนใดที่พรรคเห็นว่าจำเป็น?

ข้อกังวลส่วนใดที่ได้ทักท้วง?

และ หลังโหวตแล้วจะติดตามการใช้เงินอย่างไร?

ยิ่ง พรรคกล้าธรรม ยังไม่ ประกาศจุดยืน เรื่องร่วมรัฐบาลอย่างชัดเจน! การเปิดเผยเหตุผลของแต่ละมติ ก็จะยิ่งสำคัญ นั่นเพราะ ประชาชนคนไทย ก็ควรจะแยกได้ว่า…เสียง 58 เสียงกำลังผลักดันนโยบาย หรือกำลังเพิ่มอำนาจต่อรองทางการเมือง

รัฐบาลเสียงแน่น – คำตอบต้องแน่นตาม :

สำหรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี การเปลี่ยนองค์ประกอบวิปฝ่ายค้าน ไม่ได้ทำให้รัฐบาลได้เสียงของพรรคกล้าธรรมเพิ่มโดยอัตโนมัติ เสถียรภาพของรัฐบาลต้องดูจากการลงมติจริงในแต่ละวาระ ไม่ใช่การนำจำนวน สส. ไปบวกเป็นสูตรรัฐบาลล่วงหน้า

อย่างไรก็ดี หากมี พรรคนอกฝ่ายรัฐบาล ช่วยสนับสนุนกฎหมายหรืองบประมาณ รัฐบาลยิ่งต้องชี้แจงสาระของสิ่งที่ได้รับความเห็นชอบอย่างเปิดเผย

แม้เสียงสนับสนุนในสภา จะเป็นเครื่องมือให้บริหารงานได้ แต่นั่นก็ไม่ใช่หลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ว่า…บริหารงานสำเร็จ!

สิ่งที่ ประชาชนคนไทยจะใช้ตัดสิน คือ…ค่าครองชีพ รายได้ การบริการภาครัฐ และผลจากเงินภาษีที่จ่ายไป

วัดที่ผลงาน – ไม่ใช่ป้ายฝ่าย :

เรื่องนี้จึงไม่ควรจบที่คำถามว่า…“กล้าธรรมอยู่ฝ่ายไหน?” แต่ควรตามต่อเพื่อให้สังคมได้รับรู้ทั่วกันว่า…

ฝ่ายค้านตรวจพบและแก้ปัญหาอะไร?

รัฐบาลตอบข้อท้วงติงอย่างไร?

และ พรรคกล้าธรรมจะใช้เสียงของตนผลักดันผลลัพธ์ใดบ้าง?

การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งต่อไป จะเป็นเวทีวัดทั้ง 3 ฝ่าย???

พรรคประชาชน จะต้องพิสูจน์ว่า…การจัดแถวใหม่ทำให้ตรวจสอบได้คมขึ้น

พรรคกล้าธรรม ต้องพิสูจน์ว่า…แต่ละมติยืนอยู่บนเหตุผลที่เปิดเผยได้

และ ฝ่ายรัฐบาลเอง ก็จะต้องพิสูจน์ว่า…คำชี้แจงนำไปสู่การแก้ปัญหาจริงแค่ไหน? เพียงใด?

เมื่อฝ่ายค้านจัดแถวใหม่ คนไทยจะได้อะไร? คำตอบไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายค้านเหลือกี่เสียงหรือรัฐบาลได้เสียงเพิ่มเท่าไร?

แต่อยู่ที่…ฝ่ายค้านจะตรวจสอบจนรัฐบาลต้องเปิดเผยข้อเท็จจริง แก้ปัญหา และรับผิดชอบต่อผลการทำงานได้เพียงใด?

หากทำไม่ได้! การจัดแถวครั้งนี้ ก็เปลี่ยนเพียงเกมในสภา โดยชีวิตของประชาชนคนไทย ก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นมาเลย!!!.