• อังคาร 22 กันยายน 2569 เวลา 12:00 น.

28 ปี กกต.สอบตก?

BREAKING NEWS POLITICAL

 (‘นันทนา’ เปิดบัญชี ‘วิกฤตศรัทธา’ จากหุ้น ITV – เลือก สว. – ฮั้วสีน้ำเงิน ถึงบัตร QR Code)

“สว.นันทนา” ชำแหละผลงาน กกต.ครบทุกบาดแผล ตั้งแต่ความล่าช้า มาตรฐานการวินิจฉัย จนถึงข้อกังขาคดีฮั้ว สว. ระบุ! เสียงวิจารณ์ไม่ได้จำกัดอยู่ในรัฐสภา แต่ดังจาก…อดีต กกต. นักกฎหมาย พรรคการเมือง และภาคประชาชน คำถามใหญ่จึงไม่ใช่เพียง กกต.ทำงานผิดพลาดหรือไม่? แต่เป็นใครจะตรวจสอบองค์กรที่ถืออำนาจชี้ชะตาการเมืองไทยได้???

28 ปีที่ยังสอบไม่ผ่าน :

คำอภิปรายของ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา ต่อรายงานของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ ไม่ได้เป็นเพียงการวิพากษ์การจัดเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 แต่เป็นการเปิด “บัญชีสะสม” ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตั้งแต่…การเลือกตั้ง ส.ส. การเลือก สว. การวินิจฉัยคดีการเมือง ไปจนถึง ประสิทธิภาพการรายงานผล

ประโยคสำคัญที่ว่า…กกต.ก่อตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 2540 จนครบ 28 ปี แต่ยังไม่สามารถทำให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับว่าสุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรมได้

มันสะท้อนว่า…ปัญหาของ กกต.ในสายตานันทนาไม่ได้อยู่ที่ความผิดพลาดเฉพาะครั้ง หากเป็นปัญหาทั้งระบบ ตั้งแต่…โครงสร้าง อำนาจ ที่มา กระบวนการสรรหา และความรับผิดเมื่อเกิดความเสียหาย

คำอภิปรายครั้งนี้ จึงแรงกว่าการตำหนิว่า “จัดเลือกตั้งไม่ดี” เพราะกำลังตั้งคำถามว่า…กกต.ชุดนี้ยังมีความน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะเป็นผู้จัดการ ตรวจสอบ และชี้มูลความผิดในกระบวนการเลือกตั้งพร้อมกันหรือไม่? แค่ไหน?

จากใบแดงถึง “ใบน้ำเงิน” :

ถ้อยคำที่มีนัยทางการเมืองมากที่สุด! คือ…การเสียดสีว่า กกต.ไม่ค่อยแจกใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง หรือใบดำ แต่กลับเห็น “ใบน้ำเงิน” ผ่านฉลุย

คำว่า “ใบน้ำเงิน” เชื่อมตรงไปยังข้อกังขาการเลือก สว.ปี 2567 ซึ่งถูกวิจารณ์ตั้งแต่เริ่มต้นว่า…เป็นระบบที่ซับซ้อน ประชาชนไม่มีสิทธิเลือกโดยตรง ผู้สมัครเลือกกันเองผ่าน 20 กลุ่มอาชีพ และเปิดช่องให้เกิดการรวมกลุ่ม จัดตั้ง หรือใช้ “โพย” ลงคะแนนเป็นชุด

หลังการเลือกเสร็จสิ้น! ยังปรากฏคำร้องและข้อมูลกล่าวหาเรื่อง…การจัดหาผู้สมัคร การลงคะแนนเป็นขบวน และการให้ผลประโยชน์ จนนำไปสู่คดีที่ถูกเรียกว่า “ฮั้ว สว.” ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก

แม้ข้อกล่าวหาจะต้องรอการพิสูจน์ในชั้นศาล และไม่อาจสรุปได้ว่า…สว.ทุกคนที่ถูกพาดพิงกระทำผิด แต่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ กกต.รับรองผลให้ สว.ชุดดังกล่าวเข้าปฏิบัติหน้าที่ ก่อนที่ข้อสงสัยเรื่องที่มาจะได้รับคำตอบอย่างสิ้นสุด

ระหว่างนั้น สว.ชุดนี้ได้ใช้อำนาจพิจารณากฎหมาย ตรวจสอบรัฐบาล และให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระ รวมถึง องค์กรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตรวจสอบการเลือกตั้ง ด้วย

จึงเกิดคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ตามที่ สว.นันทนา ระบุว่า…กกต.ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากเสียงข้างมากในวุฒิสภา จะสามารถวินิจฉัยคดีที่กระทบต่อสถานะของ สว.กลุ่มดังกล่าวได้อย่างปราศจากข้อกังขาหรือไม่???

ฮั้ว สว.–ช้าและเลือกส่ง? :

วิกฤตศรัทธา! ยิ่งขยายตัว เมื่อการสอบคดีฮั้ว สว.ใช้เวลายาวนาน ขณะที่สังคมไทยตั้งคำถามว่า…พยานหลักฐานเกี่ยวกับเครือข่ายผู้สมัคร เส้นทางการติดต่อ การลงคะแนนเป็นชุด และผู้ที่อาจอยู่เบื้องหลัง ถูกตรวจสอบครบถ้วนเพียงใด?

จุดเปราะสำคัญ นั่นคือ…มติ กกต.ที่ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาเพียงบางส่วน ขณะที่บุคคลอีกส่วนหนึ่งถูกยุติเรื่อง ประกอบกับมีความเห็นแย้งจากกรรมการ กกต.เสียงข้างน้อย จึงทำให้ข้อสงสัยเรื่อง “มาตรฐานเดียวกัน” เกิดขึ้นจากภายในองค์กรเอง ไม่ใช่เฉพาะเสียงโจมตีจากฝ่ายการเมือง

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการ กกต. เป็นหนึ่งในผู้ตั้งคำถามว่า…หากบุคคลหลายกลุ่มปรากฏอยู่ในชุดพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงกัน กกต.ไม่ควรตัดตอนคดีหรือทำหน้าที่เสมือนศาลเสียเอง แต่ควรพิจารณาว่าหลักฐานมีมูลเพียงพอส่งให้ศาลวินิจฉัยหรือไม่?

ด้าน นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหาร iLaw วิจารณ์ในทิศทางเดียวกันว่า…หากใช้มาตรฐานพยานหลักฐานขั้นต่ำอย่างเสมอภาค บุคคลที่มีพฤติการณ์เชื่อมโยงกันควรได้รับการพิจารณาภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่มีเพียงบางส่วนที่ถูกส่งเข้าสู่กระบวนการศาล

ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ กกต.ต้องตัดสินว่าทุกคนผิด! แต่คือ…กกต.ใช้อะไรเป็นเส้นแบ่งว่าใครควรถูกส่งศาล และใครควรหลุดออกจากสำนวน???

หุ้น ITV – คดีที่ย้อนถาม กกต. :

ก่อนถึงคดีฮั้ว สว.?กกต.เผชิญคำวิจารณ์อย่างหนัก! จากการ ส่งคำร้องกรณี พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถือหุ้นบริษัท ITV ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ส่งผลให้พิธาถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งปี 2566

ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 1 วินิจฉัยว่า…สมาชิกภาพ ส.ส.ของพิธาไม่สิ้นสุด! เนื่องจากข้อเท็จจริงไม่อาจรับฟังได้ว่า ITV ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนในวันสมัครรับเลือกตั้ง

แม้การที่ ศาลวินิจฉัยต่างจากคำร้องของ กกต.ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่า กกต.กระทำผิด!!!

แต่ผลของคดีทำให้สังคมไทยย้อนกลับไปถามว่า…กกต.ตรวจสอบสถานะกิจการของ ITV รอบคอบเพียงใด? และ เหตุใด? จึงเลือกใช้มาตรการที่สร้างผลกระทบทางการเมืองอย่างรุนแรง ก่อนข้อเท็จจริงจะได้รับการวินิจฉัยถึงที่สุด

ปัญหาของคดีลักษณะนี้ คือ…ต่อให้ผู้ถูกร้องชนะคดีในภายหลัง เวลาทางการเมืองและโอกาสจัดตั้งรัฐบาลที่สูญเสียไปก็ไม่สามารถเรียกคืนได้

ยุบพรรค – เร็วกับบางคดี? :

การเสนอคำร้องยุบพรรคก้าวไกลเป็นอีกกรณีที่ กกต.ถูกวิจารณ์เรื่องกระบวนการ โดยเฉพาะการไม่ได้เปิดโอกาสให้พรรคชี้แจงข้อกล่าวหาในชั้น กกต.อย่างเต็มที่ ก่อนส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ

ภายหลังศาลมีคำวินิจฉัยยุบพรรค จึงไม่อาจกล่าวได้ว่า…คำร้องของ กกต.ปราศจากฐานทางกฎหมาย

แต่สิ่งที่ยังถูกวิจารณ์คือ…เมื่อคดีมีผลกระทบต่อพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนจำนวนมาก กระบวนการของ กกต.ควรเปิดกว้าง รอบคอบ และรับฟังผู้ถูกร้องมากเพียงใด?

เมื่อนำมา เปรียบเทียบกับคดีฮั้ว สว.ที่ใช้เวลาสอบสวนยาวนาน จึงเกิดภาพจำในสังคมไทยว่า…คดีพรรคการเมืองบางคดีเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ขณะที่คดีซึ่งอาจกระทบกลุ่มอำนาจอีกฝ่ายกลับเคลื่อนไปอย่างเชื่องช้า

ต่อให้ กกต.มีคำอธิบายด้านพยานหลักฐานและขั้นตอนกฎหมาย ความแตกต่างด้าน “ความเร็ว” ก็เป็นสิ่งที่องค์กรยังตอบสังคมได้ไม่ชัดเจน

เลือกตั้ง 2566 – แผลจากหน่วยเลือกตั้ง :

ในการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2566 กกต.เผชิญเสียงวิจารณ์ตั้งแต่การเลือกตั้งล่วงหน้า การกรอกข้อมูลบนซองบัตรผิดพลาด บัตรเลือกตั้งจากต่างประเทศบางส่วนมาถึงล่าช้า ตลอดจน การรายงานผลและการเปิดข้อมูลคะแนนรายหน่วย

ปัญหาเหล่านี้อาจถูกมองว่า…เป็นความผิดพลาดทางธุรการ แต่สำหรับการเลือกตั้ง ความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยสามารถกระทบความเชื่อมั่นทั้งระบบ เพราะประชาชนต้องมั่นใจว่า บัตรทุกใบถูกส่งถึง ถูกนับ และถูกบันทึกอย่างถูกต้อง

ข้อเรียกร้องจากเครือข่ายสังเกตการณ์เลือกตั้ง เช่น We Watch และองค์กรภาคประชาชน จึงเน้นให้ กกต.เปิดคะแนนรายหน่วยในรูปแบบที่ตรวจสอบได้ อนุญาตให้ประชาชนสังเกตการณ์อย่างเป็นระบบ และเปิดเผยผลการวินิจฉัยคำร้องพร้อมเหตุผลอย่างครบถ้วน

QR Code – คำถามถึงความลับของบัตร :

ปัญหาล่าสุด! ที่ สว.นันทนา หยิบยกขึ้นมาพูด นั่นคือ…การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยเฉพาะการใส่บาร์โค้ดและ QR Code ลงบนบัตรเลือกตั้ง

แม้ กกต.อธิบาย ว่า…รหัสดังกล่าวใช้เพื่อควบคุมและรักษาความปลอดภัยของบัตร ไม่ได้ใช้ระบุตัวผู้เลือก แต่ข้อกังวลเรื่องการเชื่อมโยงบัตรกับผู้ใช้สิทธิได้กลายเป็นคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับไว้พิจารณาแล้ว

ในชั้นนี้ จึงยังไม่อาจสรุปว่าบัตรเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญหรือทำลายหลักการลงคะแนนลับ แต่การที่ข้อสงสัยเดินทางไปถึงศาล แสดงว่า กกต.ไม่สามารถอาศัยเพียงคำชี้แจงทางเทคนิค ต้องพิสูจน์ให้สาธารณะเห็นว่าระบบไม่เปิดช่องให้ตรวจย้อนกลับถึงผู้ลงคะแนนได้จริง

นอกจากนี้ ยังมีเสียงวิจารณ์เรื่องการออกแบบบัตร จำนวนบัตรเสีย การรายงานผลที่หยุดนิ่งอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลาหลายชั่วโมง และการเปิดเผยคะแนนรายหน่วยที่ล่าช้า จนนันทนาตั้งคำถามเชิงเสียดสีถึง “ซีเคร็ทรูม” หรือห้องลับสำหรับตกแต่งผลเลือกตั้ง

ข้อกล่าวหาดังกล่าวยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่า…มีการแก้ไขผลคะแนนจริง แต่การที่ประชาชนสามารถสงสัยไปถึงขั้นนั้น สะท้อนว่า…ปัญหาสำคัญที่สุดไม่ใช่ระบบรายงานผลล่ม หากเป็น “ความไว้วางใจ” ที่ล่มลงไปพร้อมกัน

เสียงวิจารณ์ไม่ได้มีคนเดียว :

เมื่อตัดรายชื่อบุคคลทางการเมืองออก เสียงวิจารณ์ต่อ กกต.จากอดีตกรรมการ นักกฎหมาย นักวิชาการ องค์กรสังเกตการณ์เลือกตั้ง และเครือข่ายประชาชน มี แกนร่วมกันอย่างน้อย 4 ประการ

ประการแรก กกต.ใช้ดุลพินิจกับแต่ละคดีภายใต้มาตรฐานเดียวกันหรือไม่

ประการที่สอง เหตุใดบางคดีจึงรวดเร็ว แต่บางคดีล่าช้าจนบุคคลที่ถูกกล่าวหาสามารถใช้อำนาจทางการเมืองไปแล้ว

ประการที่สาม เหตุผลและพยานหลักฐานที่รองรับมติ กกต.เปิดเผยเพียงพอหรือไม่

และ ประการสุดท้าย เมื่อการบริหารผิดพลาดหรือคำร้องสร้างความเสียหายทางการเมือง ใครต้องรับผิดชอบ

ดังนั้น คำอภิปรายของ สว.นันทนา ไม่ได้เป็นเสียงโดดเดี่ยว แต่เป็นการรวบรวมข้อกังขาที่สะสมมาตลอดหลายปีให้ปรากฏขึ้นพร้อมกันกลางรัฐสภา

แยกผู้จัด – ผู้ตัดสิน? :

ข้อเสนอสำคัญที่สุด! ของ สว.นันทนา คือ…ให้แยกอำนาจจัดการเลือกตั้งออกจากอำนาจตรวจสอบและวินิจฉัย โดยให้ กกต.รับผิดชอบการบริหารการเลือกตั้ง ส่วนการแจกใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง ใบดำ และการลงโทษทางการเมือง ให้เป็นอำนาจของศาล

แนวทางนี้ มีข้อดี คือ…ลดปัญหาการรวมอำนาจไว้ในองค์กรเดียว และทำให้การตัดสิทธิหรือเปลี่ยนแปลงผลเลือกตั้งผ่านกระบวนการพิจารณาที่เปิดโอกาสให้คู่กรณีต่อสู้คดีเต็มที่

แต่โจทย์ยังอยู่ที่ว่า…หากลดอำนาจ กกต.แล้ว จะออกแบบระบบสอบสวนและศาลเลือกตั้งอย่างไรไม่ให้กระบวนการยิ่งล่าช้า? และจะป้องกันไม่ให้การฟ้องคดีถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองได้อย่างไร?

ข้อเสนอปฏิรูป…จึงต้องไปไกลกว่าการเปลี่ยนตัวกรรมการ แต่ต้องทบทวนทั้งที่มา อำนาจ กระบวนการเปิดเผยข้อมูล และกลไกความรับผิด

วิกฤตใหญ่กว่าความผิดพลาด :

ตลอดช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา กกต.อยู่ท่ามกลางเหตุการณ์ที่เปลี่ยนทิศทางการเมืองไทยหลายครั้ง ตั้งแต่…เลือกตั้งปี 2566 คดีหุ้น ITV คดียุบพรรคก้าวไกล การเลือกและสอบคดีฮั้ว สว. จนถึงข้อพิพาทเกี่ยวกับ QR Code ในการเลือกตั้งปี 2569

ทุกเรื่องอาจมีข้อเท็จจริงและฐานกฎหมายแตกต่างกัน แต่เมื่อนำมาเรียงต่อกัน กลับสร้างภาพใหญ่เดียวกัน นั่นคือ…สังคมไทยไม่มั่นใจว่าองค์กรผู้คุมกติกาใช้มาตรฐานเดียวกับผู้เล่นทุกฝ่าย

นี่จึงเป็นเหตุผลที่คำว่า…28 ปีสอบตก” มีพลังมากกว่าถ้อยคำเสียดสี เพราะข้อสอบที่ กกต.กำลังเผชิญไม่ใช่การจัดคูหาให้เสร็จหรือรายงานคะแนนให้ครบ เท่านั้น แต่คือ…การทำให้ประชาชนเชื่อว่า ทุกคะแนนมีความหมาย ทุกฝ่ายอยู่ใต้กติกาเดียวกัน และไม่มีใครได้รับ “ใบสีพิเศษ” เพื่อผ่านเข้าสู่อำนาจ

หาก กกต.ไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ด้วยข้อมูล กระบวนการที่เปิดเผย และมาตรฐานที่ตรวจสอบได้ ต่อให้การเลือกตั้งครั้งต่อไปไม่มีบัตรหาย ไม่มีระบบล่ม และประกาศผลได้รวดเร็ว

วิกฤตศรัทธาก็อาจยังไม่สิ้นสุด! เพราะปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่เพียงในหีบบัตร แต่อยู่ที่ความเชื่อมั่นต่อผู้ถือกุญแจหีบบัตรนั้นเอง!!!.