• จันทร์ 21 กันยายน 2569 เวลา 11:54 น.

เติมเงิน VS ลดต้นทุน?

BREAKING NEWS POLITICAL

(ศึกดีเซล? วัดฝีมือรัฐบาล ขณะ ‘อนุทิน’ ลุย 3 ประเทศ ‘เปิดเกม’ เศรษฐกิจนอกบ้าน)

รัฐบาลเผชิญโจทย์สองด้านพร้อมกัน เมื่อ “อนุทิน” นำทีมเศรษฐกิจเยือนญี่ปุ่น–สหรัฐฯ–อังกฤษ ขณะที่ในประเทศเปิดศึกชิงทางออกค่าครองชีพ ระหว่างลดต้นทุนดีเซลทั้งระบบ กับเติมกำลังซื้อผ่าน “ไทยช่วยไทย พลัส” โดยมีวงเงินกู้ 5 หมื่นล้านบาทเป็นตัวแปรสำคัญ

นอกบ้านลุยดีล – ในบ้านลุ้นราคา :

การเดินทางเยือน 3 ประเทศ “ญี่ปุ่น – สหรัฐอเมริกา – สหราชอาณาจักร” ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อม คณะรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ระหว่างวันที่ 20–26 กันยายน 2569

กำลังถูกจับตามองในฐานะ…ภารกิจเปิดประตูการค้า การลงทุน และรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย

ที่ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีเป็นประธานประชุมทีมประเทศไทย เพื่อประคองความสัมพันธ์กับ นักลงทุนรายใหญ่ดั้งเดิม ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์จากรถยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า รวมถึง การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากทุนจีน

จากนั้น คณะนายกรัฐมนตรี มีแผนจะเดินทางต่อไปยัง นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (UNGA81) ควบคู่กับ การผลักดันการเจรจาภาษีสหรัฐฯ

ก่อน “ปิดท้าย” ภารกิจ ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เพื่อขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจดิจิทัล

แต่ในจังหวะที่ รัฐบาลกำลังเปิดเกมเศรษฐกิจนอกประเทศ ภายในประเทศกลับมีคำถามเร่งด่วน! ในท้วงทำนอง…รัฐบาลจะดูแลราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง ราคาสินค้า และกำลังซื้อของประชาชนอย่างไรกันแน่!!??

ดีเซล? ศึกชิงนิยามค่าครองชีพ :

ชนวนสำคัญเกิดขึ้น! เมื่อ น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า…รัฐบาลติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานอย่างใกล้ชิด แต่การดูแลค่าครองชีพจำเป็นต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง ราคาสินค้า กำลังซื้อของประชาชน ไปจนถึงฐานะการคลังของประเทศ

ฝ่ายรัฐบาลยอมรับว่า…ราคาน้ำมันไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ใช้รถยนต์ แต่ส่งผ่านไปยังภาคขนส่ง เกษตรกรรม การผลิต และราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม มาตรการช่วยเหลือแต่ละประเภทมีเป้าหมายและกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์แตกต่างกัน จึงต้องเลือกใช้เครื่องมือให้ตรงกับปัญหาและคุ้มค่ากับเงินของประเทศ

คำอธิบายดังกล่าว ถูกตอบโต้ทันที! จาก นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งยืนยันว่า…ดีเซลไม่ใช่น้ำมันของผู้ขับรถเก๋ง แต่เป็น…เส้นเลือดใหญ่ของระบบเศรษฐกิจไทย!!!

รถบรรทุกที่ขนส่งสินค้า รถเมล์ รถสองแถว รถตู้ เรือประมง รถไถ และรถเกี่ยวข้าว ล้วนพึ่งพาดีเซลทั้งสิ้น ดังนั้น แม้คนไทยจะไม่มีรถยนต์ส่วนตัว ก็ยังต้องจ่ายค่าดีเซลทางอ้อมผ่านราคาอาหาร ค่าโดยสาร และค่าขนส่งสินค้าอยู่ทุกวัน?

ข้อโต้แย้งนี้ ทำให้…คำถามทางการเมือง เปลี่ยนไปจาก…ควรช่วยผู้ใช้น้ำมันหรือไม่? ไปเป็น…ภาครัฐจะลดต้นทุนให้ประชาชนทั้งระบบได้อย่างไร???

เติมเงินปลายทาง – ลดต้นทุนต้นทาง :

แนวทางของรัฐบาล…ให้น้ำหนักกับ การประคองกำลังซื้อ ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งมีเป้าหมาย…บรรเทาค่าครองชีพ ดูแลกลุ่มเปราะบาง และกระจายเม็ดเงินไปยังร้านค้ารายย่อย ขณะที่ โครงการ 60/40 ยังครอบคลุมบริการขนส่งสาธารณะที่เข้าร่วมด้วย

ข้อดีของแนวทางนี้ คือ…รัฐสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายและวงเงินช่วยเหลือได้ค่อนข้างชัด ลดปัญหาการอุดหนุนประชาชนทุกระดับรายได้โดยไม่จำเป็น และกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานราก

แต่ นายกรณ์ กลับมองเห็นต่างและย้ำว่า…มาตรการดังกล่าวช่วยเฉพาะประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ และช่วยได้เพียงช่วงที่ยังมีวงเงินสนับสนุน ขณะที่ต้นทุนของร้านค้า ผู้ผลิต เกษตรกร และผู้ประกอบการขนส่งไม่ได้ลดลง เมื่อเงินช่วยเหลือสิ้นสุด ราคาสินค้าก็ยังมีโอกาสทรงตัวอยู่ในระดับสูง

นี่จึงเป็นการ “ปะทะ” กันระหว่าง…2 แนวคิดอย่างชัดเจน!

ฝ่ายหนึ่ง เสนอให้ “เติมกำลังซื้อ” เพื่อช่วยประชาชนเป้าหมาย แต่ อีกฝ่าย ต้องการ “ลดต้นทุน” โดยใช้ราคาดีเซลเป็นเครื่องมือบรรเทาภาระให้ระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นทาง

ทางเลือกไม่จำเป็นต้องเหลือหนึ่ง :

อย่างไรก็ตาม การถกเถียงไม่ควรถูก “จำกัด” ให้รัฐบาลต้องเลือก ระหว่าง…ไทยช่วยไทย พลัส กับ การลดราคาดีเซล เพียงทางใดทางหนึ่ง

นั่นเพราะ…เครื่องมือทั้ง 2 ประเภทมีหน้าที่ต่างกัน และสามารถใช้ควบคู่กันได้หากออกแบบอย่างรอบคอบ

การลดภาษีหรืออุดหนุนราคาดีเซลอาจช่วยลดแรงกดดันด้านค่าขนส่งและต้นทุนการผลิตได้รวดเร็ว แต่รัฐต้องสูญเสียรายได้หรือรับภาระทางการคลังเพิ่ม อีกทั้งผู้ได้รับประโยชน์ย่อมครอบคลุมทั้งประชาชนทั่วไป ผู้มีรายได้สูง และภาคธุรกิจขนาดใหญ่

ในทางกลับกัน มาตรการเติมกำลังซื้อสามารถจำกัดกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำกว่า แต่ไม่ได้รับประกันว่าราคาสินค้าและต้นทุนดำเนินธุรกิจจะลดลง โดยเฉพาะ หากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน

“ทางออก” ที่สมดุล! จึงอาจเป็นการ ลดภาระด้านพลังงานแบบมีเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาชัดเจน ควบคู่กับ การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการรายย่อยโดยตรง

มิใช่อุดหนุนราคาทั่วประเทศอย่างไม่มีกำหนด หรือหวังพึ่งการเติมเงินเพียงมาตรการเดียว!!!

บทเรียนต่างประเทศต้องเทียบให้ครบ :

นายกรณ์ ยัง “ยกตัวอย่าง” ของ ประเทศเกาหลีใต้และเยอรมนี ซึ่งใช้…มาตรการด้านภาษีน้ำมันเพื่อบรรเทาต้นทุนทางเศรษฐกิจ พร้อม ดำเนินมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางควบคู่กัน โดยชี้ว่า…

รัฐบาลของประเทศเหล่านั้น ยอมลดรายได้ของตนเอง เพื่อจัดการกับต้นทุนพลังงานที่เป็นต้นเหตุของปัญหา!!!

อย่างไรก็ตาม การนำตัวอย่างต่างประเทศมาใช้กับประเทศไทยต้องพิจารณาโครงสร้างภาษี ฐานะการคลัง ระบบขนส่ง และสวัสดิการที่แตกต่างกัน

ตัวเลขและรายละเอียดของแต่ละมาตรการ จึงควรได้รับการตรวจสอบจากประกาศทางการ ก่อนนำมาใช้เป็น “ข้อยืนยัน” ว่า…ประเทศไทยสามารถดำเนินการในลักษณะเดียวกันได้ทั้งหมด

แต่ สาระสำคัญจากข้อเสนอของนายกรณ์ยังคงมีน้ำหนัก! นั่นคือ…รัฐบาลไม่ควรมองราคาดีเซลเป็นเพียงค่าใช้จ่ายของเจ้าของรถ เพราะผลกระทบแท้จริงกระจายอยู่ในอาหารทุกจาน การเดินทางทุกเที่ยว และสินค้าทุกชิ้นที่ต้องผ่านระบบขนส่ง

เงินกู้ 5 หมื่นล้าน – ตัวแปรที่ต้องเปิดบัญชี :

อีกประเด็นที่ รัฐบาลยากจะหลีกเลี่ยงได้ง่ายๆ นั่นก็คือ…กระแสข่าวเกี่ยวกับวงเงินกู้คงเหลือประมาณ 50,000 ล้านบาท ซึ่งถูกเสนอให้นำมาใช้ขยายมาตรการช่วยเหลือหรือบรรเทาผลกระทบด้านพลังงาน

ทั้งนี้ น.ส.ลลิดา ระบุว่า…ต้องตรวจสอบให้ชัดว่า วงเงินดังกล่าวเป็นกรอบที่ยังไม่ได้จัดสรร เป็นเงินที่มีภาระผูกพันแล้ว หรือเป็นส่วนที่สามารถนำกลับมาพิจารณาใหม่ได้ เพราะแต่ละส่วนมีสถานะทางบัญชีและข้อกำหนดทางกฎหมายแตกต่างกัน

ถ้อยแถลง ระบุว่า…“วงเงินที่กฎหมายเปิดไว้ไม่ใช่เงินที่รัฐบาลต้องใช้ให้หมด!” สิ่งนี้…สะท้อนความพยายามตั้งแนวป้องกันทางการคลังของรัฐบาล

แต่ขณะเดียวกัน มันย่อมทำให้ สังคมไทย มีสิทธิถามต่อไปได้ว่า…วงเงินที่เหลืออยู่จริงมีจำนวนเท่าใด? พร้อมใช้เท่าใด? และเกณฑ์ใด? จะเป็นตัวตัดสินว่าความเดือดร้อนของประชาชนรุนแรงเพียงพอสำหรับการนำเงินออกมาใช้

หากรัฐบาลต้องการลดข้อครหาเรื่องการเลือกใช้มาตรการตามแรงกดดันทางการเมือง สิ่งที่ควรดำเนินการ ก็คือ…เปิดสถานะวงเงินอย่างโปร่งใส พร้อมเปรียบเทียบต้นทุนและผลประโยชน์ของแต่ละทางเลือกต่อสาธารณะ

ภาษีสหรัฐฯ – อีกต้นทุนที่ต้องปิด :

ขณะเดียวกัน ภารกิจต่างประเทศของนายกรัฐมนตรี ก็มีความสำคัญต่อค่าครองชีพในระยะถัดไป เพราะหากไทยเสียเปรียบด้านภาษีเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ผู้ส่งออกอาจเผชิญต้นทุนสูงขึ้น กระทบการผลิต การจ้างงาน และรายได้ของประชาชน

โดย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ระบุว่า…ไทยและสหรัฐฯ สามารถตกลงกันในหลักการได้เกือบทั้งหมดแล้ว เหลือรายละเอียดทางเทคนิคบางส่วน โดยไทยต้องการรักษาภาระภาษีไม่ให้สูงกว่ากรอบเดิม และไม่เสียความสามารถในการแข่งขันแก่ประเทศเพื่อนบ้าน

ดังนั้น ภารกิจของนายกรัฐมนตรีในสหรัฐฯ จึงมิใช่เพียงการเข้าร่วมเวที UNGA81 แต่ยังเป็นโอกาสสนับสนุนการเจรจาระดับนโยบาย เพื่อปิดความเสี่ยงด้านภาษีที่อาจย้อนกลับมากระทบเศรษฐกิจภายในประเทศ

ผลงานต่างแดนต้องถึงครัวเรือน :

โจทย์จากนี้ไป ของ “รัฐบาลอนุทิน” จึงไม่ได้อยู่ที่การเลือกระหว่าง “งานนอกประเทศ” กับ “ความเดือดร้อนในประเทศ” เพราะทั้ง 2 ด้านเชื่อมโยงกันโดยตรง

การรักษาฐานลงทุนญี่ปุ่น

การปิดดีลภาษีสหรัฐฯ

และ การขยายตลาดในอังกฤษ

ล้วนมีผลต่อการเติบโต การจ้างงาน และรายได้ของประเทศในระยะยาว!!!

แต่ “ผลลัพธ์” จาก…ภารกิจต่างประเทศ อาจต้องใช้เวลา ขณะที่ ประชาชนคนไทยจำนวนมาก ต่างกำลังเผชิญต้นทุนชีวิตที่เพิ่มขึ้นในวันนี้

ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องแสดงให้เห็นมาตรการระยะสั้นที่ชัดเจน ควบคู่กับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระยะยาว!!!

ถึงบรรทัดนี้! วิวาทะ ระหว่าง…วลี “ลดต้นทุน” กับ “เติมเงิน” จะต้องไม่ตัดสินกันด้วยวาทกรรมของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ตัดสินจากคำตอบที่ประชาชนคนไทยสัมผัสได้จริง ว่า…

ราคาสินค้าลดลงหรือไม่?

ค่าเดินทางเบาลงเพียงใด?  

กำลังซื้อฟื้นจริงแค่ไหน?

และ เงินทุกบาทของรัฐช่วยประชาชนได้ตรงจุดอย่างไร?

นั่นเพราะ…การดูแลค่าครองชีพแบบ “มองทั้งระบบ” จะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อ…รัฐบาลสามารถทำให้ทั้งระบบนั้น ส่งผลถึงกระเป๋าเงินของประชาชนจริง เท่านั้น!!!.