• ศุกร์ 18 กันยายน 2569 เวลา 12:14 น.

เปิดเกม C4ISR กองทัพไทย

BREAKING NEWS POLITICAL

(เชื่อม AI-โดรน-Gripen สู่สงครามเครือข่าย เดิมพัน…อธิปไตยเทคโนโลยี!)

การประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพนัดส่งท้ายปีงบประมาณ 2569 ไม่ได้มีความหมายเพียงการสรุปผลงานประจำปี แต่กำลังสะท้อน…การเปลี่ยน “โครงสร้างการรบ” ของกองทัพไทย จากต่างคนต่างรบไปสู่การใช้ข้อมูลและเครือข่ายร่วมกัน ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่…ไทยมีอาวุธอะไร? แต่เป็น…ใครจะเป็นเจ้าของ “ระบบประสาท” ที่เชื่อมอาวุธทั้งหมดเข้าด้วยกัน?

จากซื้ออาวุธ…สู่สงครามข้อมูล :

การประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 6 ประจำปีงบประมาณ 2569 เมื่อวันที่ 17 กันยายน ภายใต้การนำของ พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด มีประเด็นหนึ่งที่โดดเด่นกว่าการสรุปภารกิจประจำปี นั่นคือ…

การเร่งยกระดับระบบ C4ISR เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ รวมถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อรองรับการปฏิบัติการร่วมในอนาคต

C4ISR หรือ Command, Control, Communications, Computers, Intelligence, Surveillance and Reconnaissance หากอธิบายในเชิงยุทธศาสตร์อย่างง่าย นั่นก็คือ…

ระบบที่ทำให้ “ตา หู สมอง และมือ” ของกองทัพทำงานเชื่อมต่อกัน!!!

เรดาร์เห็นอะไร? โดรนตรวจพบอะไร? เครื่องบินเตือนภัยทางอากาศรู้ตำแหน่งอะไร?  หน่วยภาคพื้นอยู่ตรงไหน?  เรือรบพบเป้าหมายใด?  ข้อมูลเหล่านี้ต้องสามารถถูกส่งเข้าสู่ระบบบัญชาการเพื่อประเมินสถานการณ์และตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว

นี่จึงเป็น…การเปลี่ยนแนวคิดจากเดิมที่วัดความแข็งแกร่งของกองทัพด้วยจำนวนรถถัง เครื่องบิน หรือเรือรบ ไปสู่คำถาม ที่ว่า…“ใครเห็นก่อน ใครรู้ก่อน และใครตัดสินใจได้เร็วกว่ากัน”

C4ISR “ระบบประสาท” ของกองทัพ :

หากเปรียบ กำลังรบแต่ละประเภท เป็น…อวัยวะ C4ISR ก็คือ…ระบบประสาทที่เชื่อมอวัยวะทั้งหมดเข้าหากัน

ต่อให้มีเครื่องบินรบประสิทธิภาพสูง เรือฟริเกตสมัยใหม่ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ หรือฝูงโดรนจำนวนมาก หากแต่ละระบบไม่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ ศักยภาพของอาวุธเหล่านั้นก็อาจถูกใช้ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

กองทัพไทยจึงกำลังพยายามเปลี่ยนจากการพัฒนาขีดความสามารถ แบบ “แยกเหล่าทัพ” ไปสู่ การปฏิบัติการร่วม (Joint Operations ) โดย กองบัญชาการกองทัพไทยกำลังผลักดันหน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วม (JCC) เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาสามารถเห็นภาพสถานการณ์ร่วมในมิติทางบก ทางทะเล และทางอากาศ

ขณะที่ กองทัพบกกำลังมุ่งไปสู่ C6ISR ซึ่งเพิ่มน้ำหนักต่อระบบดิจิทัลและไซเบอร์มากขึ้น!

นี่คือ…จุดที่เรื่อง “เทคโนโลยี” เริ่มกลายเป็นเรื่อง “โครงสร้างอำนาจการบัญชาการ” เพราะเมื่อข้อมูลจากทุกเหล่าทัพถูกรวมเข้าสู่ภาพสถานการณ์เดียวกัน คำถามต่อไปย่อมเป็นว่า…ใครเป็นผู้รวบรวมข้อมูล? ใครมีอำนาจประเมินภัยคุกคาม? และใครเป็นผู้ตัดสินใจใช้กำลัง?

Gripen ไม่ใช่แค่เครื่องบิน :

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นก็คือ…บทบาทของ Gripen ในอดีต…การถกเถียง เรื่องเครื่องบินรบ มักวนอยู่กับราคา จำนวนเครื่อง สมรรถนะ หรือความเหมาะสมของการจัดซื้อ แต่ภาพที่ปรากฏจากการประชุมครั้งนี้ทำให้เห็นว่า…Gripen กำลังถูกวางบทบาทเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการรบที่ใหญ่กว่าตัวเครื่องบินเอง

กองทัพเรือ ระบุว่า…กำลังพัฒนาระบบ Tactical Data Link เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ Gripen และเครื่องบิน Saab 340 AEW ของกองทัพอากาศ ขณะที่ กองทัพอากาศกำลังผลักดันการเชื่อมโยงข้อมูลระดับประเทศระหว่างเหล่าทัพและหน่วยงานความมั่นคง เพื่อให้สามารถปฏิบัติการร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ

ตรงนี้ต่างหากที่อาจมีความสำคัญในระยะยาวมากกว่าคำถามว่า Gripen บินเร็วแค่ไหนหรือบรรทุกอาวุธได้เท่าใด!!??

เพราะหากระบบ Data Link สามารถพัฒนาไปสู่การเชื่อมโยงข้อมูลระดับประเทศได้จริง เครื่องบิน เรือ ระบบเรดาร์ หน่วยภาคพื้น และอากาศยานไร้คนขับ ก็อาจถูกเชื่อมเข้าเป็นเครือข่ายเดียวกัน

AI-Drone-Cyber สมรภูมิใหม่ :

สงครามยุคใหม่! ยังทำให้ “ของแพงที่สุด” ไม่ได้หมายความว่า…จะเป็นคำตอบสำหรับทุกภัยคุกคาม???

โดรนราคาต่ำสามารถสร้างความเสียหายต่อเป้าหมายมูลค่าสูงได้ ขณะที่ การโจมตีทางไซเบอร์หรือสงครามอิเล็กทรอนิกส์สามารถรบกวนระบบบัญชาการโดยไม่จำเป็นต้องยิงกระสุนแม้แต่นัดเดียว

กองทัพไทยจึงวาง AI, Cloud, อากาศยานไร้คนขับ Cyber และ Electronic Warfare ไว้ในทิศทาง RTARF 2050 พร้อมกับการพัฒนาการยิงระยะไกล การข่าวร่วม และการปฏิบัติการพิเศษร่วม

เมื่อประกอบภาพเหล่านี้เข้าด้วยกัน จึงเห็นทิศทางชัดขึ้น ว่า…กองทัพกำลังพยายามเปลี่ยนจากการมี “อาวุธสมัยใหม่หลายชนิด” ไปสู่การสร้าง “ระบบการรบสมัยใหม่” ที่อาวุธและหน่วยปฏิบัติสามารถทำงานร่วมกันได้

โจทย์ใหญ่ “อธิปไตยเทคโนโลยี” :

แต่ความท้าทายสำคัญอยู่ตรงนี้??? หาก C4ISR คือ…ระบบประสาทของกองทัพ ประเทศที่ไม่สามารถควบคุมระบบประสาทของตนเองได้ ย่อมมีความเสี่ยงที่จะต้องพึ่งพาผู้ผลิตเทคโนโลยีจากต่างประเทศในส่วนที่สำคัญที่สุดของโครงสร้างความมั่นคง

ด้วยเหตุนี้ การที่กองบัญชาการกองทัพไทยประกาศให้ความสำคัญกับการพัฒนาภายในประเทศ ลิขสิทธิ์ของคนไทย และ “อธิปไตยทางเทคโนโลยี” จึงไม่ใช่รายละเอียดเล็กๆ ของการประชุม

โจทย์ต่อจากนี้จึงอยู่ที่ว่า…ไทยจะได้รับเทคโนโลยีในระดับใด???

เพียงสิทธิในการใช้งานหรือสามารถพัฒนาและปรับปรุงระบบได้เอง? สามารถเชื่อมยุทโธปกรณ์จากผู้ผลิตหลายประเทศเข้าด้วยกันได้เพียงใด? และ หากวันหนึ่งเกิดวิกฤตทางภูมิรัฐศาสตร์ ไทยสามารถดูแลระบบสำคัญเหล่านี้โดยไม่ต้องรอผู้ผลิตจากต่างประเทศได้หรือไม่?

คำว่า “พึ่งพาตนเอง” จึงต้องพิสูจน์ด้วย…สิทธิในเทคโนโลยี บุคลากร อุตสาหกรรมภายในประเทศ และความสามารถในการบำรุงรักษาและพัฒนาต่อยอด ไม่ใช่เพียง…การประกอบหรือใช้งานระบบที่คนอื่นเป็นเจ้าของเท่านั้น

งบกลาโหมต้องตอบคำถามใหม่ :

เมื่อแนวคิดการรบเปลี่ยน! วิธีตั้งคำถามต่องบประมาณกลาโหม ก็ควรเปลี่ยนตามไปด้วย???

การตรวจสอบทางการเมืองในอนาคต อาจไม่ควรหยุดอยู่เพียงคำถามว่า…“ซื้อหรือไม่ซื้อ?” แต่ควรลงไปถึงว่า…งบประมาณแต่ละโครงการเชื่อมเข้ากับโครงสร้างการรบร่วมได้จริงหรือไม่? มีความซ้ำซ้อนระหว่างเหล่าทัพเพียงใด? เทคโนโลยีที่ซื้อสามารถเชื่อมต่อกันได้หรือไม่? และเงินที่จ่ายออกไปทำให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยแข็งแรงขึ้นจริงแค่ไหน?

การตรวจสอบงบประมาณกับการเพิ่มประสิทธิภาพกองทัพ จึงไม่จำเป็นต้องเป็นคนละด้าน หากการตรวจสอบสามารถผลักดันทรัพยากรจากระบบที่ซ้ำซ้อนไปสู่ขีดความสามารถที่จำเป็นต่อภัยคุกคามจริง!!!

ความมั่นคง…ต้องเชื่อมการเมือง :

อีกด้านหนึ่ง…การสร้างระบบบัญชาการร่วมไม่ใช่เรื่องของทหารเพียงฝ่ายเดียว

เมื่อเครือข่ายกำลังขยายจากสามเหล่าทัพไปถึงตำรวจ และเกี่ยวข้องกับการป้องกันชายแดน การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ ไซเบอร์ ภัยพิบัติ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ย่อมเกิดคำถามถึงกลไกกำกับดูแลและความรับผิดชอบของรัฐบาลพลเรือนตามมาด้วย

เทคโนโลยียิ่งทำให้กองทัพตัดสินใจได้เร็วเท่าใด? ระบบนโยบายและการกำกับตรวจสอบก็ยิ่งต้องชัดเจนตามไปด้วย

เพราะท้ายที่สุด! ความมั่นคงแห่งชาติ” ไม่ได้หมายถึงประสิทธิภาพของกองทัพเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถของรัฐบาลในการกำหนดยุทธศาสตร์ จัดลำดับภัยคุกคาม จัดสรรงบประมาณ และตรวจสอบให้ทรัพยากรด้านความมั่นคงตอบโจทย์ผลประโยชน์ของประเทศ

สงครามใหม่…โจทย์ใหม่กองทัพไทย :

สิ่งที่เกิดขึ้นจาก การประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพครั้งนี้ จึงอาจเป็น สัญญาณของการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ???

จากยุคที่ กำลังรบถูกวัดด้วยจำนวน “แพลตฟอร์ม” กำลังเข้าสู่ยุคที่ความได้เปรียบถูกวัดด้วยความสามารถในการเชื่อม “ข้อมูล–เซนเซอร์–ผู้บังคับบัญชา–อาวุธ” ให้เป็นระบบเดียวกัน!!!

Gripen, Saab 340 AEW, เรือฟริเกต, Radar, Drone, AI หรือระบบป้องกันภัยทางอากาศ จึงไม่ควรถูกมองเป็นโครงการแยกออกจากกันอีกต่อไป แต่ต้องมองว่า…ทั้งหมดสามารถเชื่อมเข้าเป็นโครงสร้างเดียวกันได้หรือไม่???

และนี่อาจเป็น “โจทย์ใหญ่ที่สุด!” ของกองทัพไทยในทศวรรษหน้า!!??

ไม่ใช่เพียงว่า…“เราจะซื้ออาวุธอะไรเพิ่ม?” แต่คือ…“ประเทศไทยจะสร้างและควบคุมระบบประสาทของกองทัพตัวเองได้มากเพียงใด?”

เพราะใน…สงครามยุคดิจิทัล ประเทศที่มีอาวุธดีอาจยังไม่ใช่ฝ่ายที่ได้เปรียบเสมอไป แต่ประเทศที่ เห็นก่อน รู้ก่อน เชื่อมข้อมูลได้ก่อน และตัดสินใจได้ก่อน ย่อมมีขีดความสามารถทางยุทธศาสตร์ที่แตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ!!!.