• อังคาร 15 กันยายน 2569 เวลา 09:15 น.

วิกฤต…ผู้ชี้ขาด!

BREAKING NEWS POLITICAL

(กกต. เปลี่ยนเกณฑ์จาก ‘มีหลักฐานอันควรเชื่อได้’ เป็น ‘ต้องพิสูจน์จนเชื่อ’ หรือไม่?)

มติส่งศาล 77 ราย ตัด “ฝ่ายการเมือง” ออกทั้งหมด แต่ไม่ได้ “ดับข้อสงสัย” คดีฮั้ว สว. กลับเปิดคำถามใหม่ว่า กกต.กำลัง “กลั่นกรองสำนวน” หรือ “ชั่งน้ำหนักพยาน” แทนศาล ท่ามกลางสายสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง เมื่อ “ผู้ถูกตรวจสอบ” มีส่วนให้ความเห็นชอบ “ผู้ตรวจสอบ” ตั้งแต่ต้นทาง!!??

ฟัน 77 – การเมืองรอด :

แม้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเสียงข้างมากให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งและดำเนินคดีอาญา กับ “ผู้ถูกกล่าวหา” ในคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 77 คน

แต่ผลวินิจฉัยดังกล่าว กลับไม่อาจยุติข้อสงสัยที่สะสมมาตลอดกว่า 2 ปี!!??

ในจำนวน “ผู้ถูกส่งดำเนินคดี” มี สว.ชุดปัจจุบัน 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว.36 คน และ บุคคลอื่นอีก 15 คน ขณะที่ กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และ บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมือง

ไม่มีรายใดถูกส่งศาลในข้อกล่าวหาตามมาตรา 76

ผลที่เกิดขึ้นจึงมี 2 ด้านอยู่ในมติเดียวกัน!!!

ด้านหนึ่ง กกต. โดย นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ยอมรับโดยผลของมติว่า…มีพยานหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำผิดในการเลือก สว.บางส่วนมากพอที่จะส่งให้ศาลพิจารณา แต่อีกด้านหนึ่ง กลับตัดเส้นทางที่อาจเชื่อมโยงจากผู้สมัครและผู้มีสิทธิเลือก ไปถึง บุคคลระดับนำและฝ่ายการเมืองออกทั้งหมด

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “ใครถูกฟ้อง? ใครรอด?” แต่เป็น…กกต.ใช้มาตรฐานใดแบ่งคนในสำนวนชุดเดียวกันออกจากกัน???

จาก “ควรเชื่อ” เป็น “ต้องเชื่อ”? :

บทบัญญัติที่ให้อำนาจ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาล ใช้เกณฑ์สำคัญว่า…เมื่อมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่ามีการทุจริต รู้เห็น หรือทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ กกต.ส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการศาล

ถ้อยคำดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า…เพียงมีข่าวลือหรือข้อสงสัย? ก็ต้องส่งฟ้องทันที! แต่ในอีกทางหนึ่งก็ไม่ได้กำหนดให้ กกต.ต้องพิสูจน์ความผิดจนปราศจากข้อสงสัยก่อน

เพราะการชี้ขาดว่า…บุคคลใดกระทำผิดเป็นอำนาจของศาลมิใช่หรือ????

ประธาน กกต.ชี้แจงว่า…พยานสำคัญสามปากกลับคำให้การ บางรายมีประวัติคดีจนกระทบความน่าเชื่อถือ ขณะที่การตรวจสอบไม่พบเส้นทางการเงินผิดปกติในกลุ่มฝ่ายการเมือง แม้พบการติดต่อทางโทรศัพท์และการพบปะกัน แต่ไม่อาจยืนยันเนื้อหาการสนทนาหรือพิสูจน์ได้ว่ามีการกระทำผิด

คำอธิบายดังกล่าวเป็น สิทธิและหน้าที่ของ กกต. ในการชี้แจงเหตุผลของมติ แต่ขณะเดียวกัน ก็เปิดคำถามที่ว่า…

การประเมินถึงขั้นว่าพยานน่าเชื่อถือเพียงใด?

การพบปะมีเจตนาอย่างไร?

และ หลักฐานทั้งหมดเพียงพอรับฟังว่ากระทำผิดหรือไม่?

ทั้งหมดเป็นเพียงการกลั่นกรองสำนวน หรือเข้าใกล้การชั่งน้ำหนักพยานในชั้นศาลแล้ว

ไม่ใช่ไปรษณีย์ – แล้วเป็นศาลหรือ? :

ประธาน กกต. ยืนยันว่า…กกต.ไม่ใช่ “ไปรษณีย์” ที่ต้องรับสำนวนแล้วส่งศาลทั้งหมดโดยไม่พิจารณาหลักฐาน ซึ่งเป็นเหตุผลที่รับฟังได้ เพราะองค์กรอิสระย่อมไม่ควรกล่าวหาใครโดยปราศจากมูล

อย่างไรก็ตาม หากในสำนวนมีทั้งคำให้การ โพย รูปแบบคะแนน ข้อมูลการติดต่อ เส้นทางการเดินทาง การพบปะ หรือพยานแวดล้อม

หน้าที่ของ กกต.ควรหยุดอยู่ตรงการพิจารณาว่า หลักฐานรวมกันถึงระดับ “อันควรเชื่อได้” หรือไม่???

การจะลงลึกว่า…พยานปากใดพูดจริงเพียงใด? คำให้การเดิมหรือคำกลับคำให้การมีน้ำหนักมากกว่า และพฤติการณ์ทั้งหมดพิสูจน์ความผิดได้หรือไม่?

เป็นประเด็นที่ควรได้รับการไต่สวนอย่างเปิดเผยในศาล!!??

นี่คือ…ฐานของข้อวิจารณ์จากโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ที่เห็นว่า…กกต.อาจกำลังวางบทบาทเสมือนศาล และการไม่ส่งผู้ถูกกล่าวหาบางส่วนเท่ากับปิดโอกาสไม่ให้ศาลเรียกพยานหรือแสวงหาหลักฐานเพิ่มเติม

ข้อวิจารณ์ดังกล่าว ยังไม่ใช่คำวินิจฉัย ว่า…กกต.ปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ แต่เป็นคำถามต่อขอบเขตการใช้ดุลพินิจที่ กกต.จำเป็นต้องตอบด้วยรายละเอียดของสำนวนและมาตรฐานที่ใช้กับผู้ถูกกล่าวหาแต่ละกลุ่ม

เมื่อผู้ถูกตรวจเลือกผู้ตรวจ :

ความละเอียดอ่อนของคดี ไม่ได้อยู่เฉพาะเนื้อหาพยานหลักฐาน แต่ยังรวมถึง “ที่มา” ของ…ผู้วินิจฉัยด้วย (กกต.)

มีรายงานว่า…กกต. 4 ใน 7 คน ได้รับความเห็นชอบจาก สว.ชุดปัจจุบัน ขณะที่ นายณรงค์ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่ง กกต.จากวุฒิสภาชุดนี้ด้วยคะแนนท่วมท้น ก่อนที่ คณะกรรมการ กกต.จะเลือกกันเองให้นายณรงค์ดำรงตำแหน่งประธาน

ข้อเท็จจริง! เรื่องกระบวนการแต่งตั้ง ไม่ใช่หลักฐานที่ว่า…กกต.ต้องตอบแทน สว. หรือรับคำสั่งจากพรรคการเมืองใด

แต่ทำให้เกิดคำถามเรื่อง “ความเป็นกลาง” เชิงโครงสร้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!!??

เพราะ สว.ผู้มีส่วนให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่ตำแหน่ง กกต. กลับเป็น…กลุ่มบุคคลที่ กกต.ต้องตรวจสอบ

ขณะที่ใน สำนวนยังมีข้อกล่าวหาว่า สว.บางส่วนได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับพรรคการเมือง แม้ข้อกล่าวหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการพิสูจน์โดยศาล ก็ตาม

ก่อนวันลงมติ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จึงตั้งข้อสังเกตถึง “หลักธรรมาภิบาล การมีส่วนได้เสีย และภาพของการต่างตอบแทน”

หาก กกต.ซึ่งผ่านความเห็นชอบจาก สว. กลับมาลงมติ ที่ “เป็นคุณ” แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง???

ประเด็นนี้ ไม่ควรถูกใช้ฟันธงว่ามี “ใบสั่ง” แต่ยิ่ง…ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างใกล้กันเท่าใด? ภาระของ กกต.ในการเปิดเผยเหตุผลและแสดงความเป็นอิสระก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น!!!

หลายสี – คำถามเดียว :

หลังมติ กกต. แรงคัดค้านไม่ได้มาจากพรรคประชาชนเพียงฝ่ายเดียว

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุระหว่างแถลงข่าวในเย็นวันเดียวกัน ว่า…การส่งศาลเพียงบางส่วนเป็นการตัดทอนคดี และประกาศตรวจสอบว่าการใช้ดุลพินิจของ กกต.เข้าข่ายปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่???

ด้าน นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ตั้งคำถามว่า…กกต.ใช้หลักเกณฑ์ใด? จำแนกผู้ถูกดำเนินคดีออกจากผู้ที่ไม่ถูกดำเนินคดี พร้อมเตือนว่า…หากพยานหลักฐานในสำนวนครอบคลุมบุคคลทั้งหมด การเลือกส่งเพียงบางส่วนอาจนำไปสู่การร้องตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ร่วมลงมติ

ขณะที่ กลุ่ม สว.สำรอง ไม่ยอมรับเหตุผลเรื่องความน่าเชื่อถือของพยาน และประกาศเตรียมยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อคัดค้านมติ อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอการพิจารณาว่ากลุ่มผู้ยื่นมีสิทธิยื่นคำร้องในส่วนที่ กกต.ไม่ส่งศาลหรือไม่? และศาลจะรับคำร้องไว้พิจารณาเพียงใด?

เมื่อเสียงตั้งคำถามเกิดขึ้น! จากหลายกลุ่ม ซึ่งไม่ได้มีฐานการเมืองหรือเป้าหมายเดียวกัน ข้อถกเถียงจึงขยายพ้นแนวรบ “ส้ม–น้ำเงิน” ไปสู่…ปัญหาความน่าเชื่อถือของกระบวนการชี้ขาดโดยตรง!!!

จากศาลถึงถนน :

ท่าทีของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ได้นำ มติ กกต.ไปอธิบายในช่องทางออนไลน์ของเขา ผ่านวาทกรรม “สละเบี้ยเซฟขุน” โดยชี้เห็นว่า…เป็นการดำเนินคดีกับบุคคลระดับปฏิบัติการและ สว.บางส่วน ขณะที่ บุคคลระดับนำไม่ได้เข้าสู่กระบวนการศาล

พร้อมส่งสัญญาณว่า…อาจยกระดับการเคลื่อนไหว!!!

ถ้อยคำดังกล่าวเป็น ความเห็นและข้อกล่าวหาทางการเมืองของนายสนธิ มิใช่ข้อเท็จจริงที่ผ่านการพิสูจน์ แต่สะท้อนว่า…มติซึ่งควรช่วยคลี่คลายข้อขัดแย้ง กำลังถูกแปลงเป็นเชื้อเพลิงของการเคลื่อนไหวนอกสภา

หากมีการกำหนดวัน เวลา และสถานที่ชุมนุมอย่างเป็นทางการ ดังนั้น คดีฮั้ว สว.จะไม่ได้ต่อสู้กันเฉพาะในศาลหรือรัฐสภา แต่จะเปิดแนวรบด้านความชอบธรรมบนท้องถนนเพิ่มขึ้นอีกด้านหนึ่ง

สละเบี้ย หรือชั่งหลักฐาน :

จากข้อเท็จจริงที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ยังไม่อาจสรุปได้ว่า…กกต.ลงมติเพื่อปกป้องฝ่ายการเมือง หรือได้รับแรงกดดันจากรัฐบาล พรรคภูมิใจไทย หรือบุคคลใด

คำอธิบายที่เป็นไปได้ยังมีอย่างน้อย 2 ทาง

ทางแรก กกต.อาจเห็นโดยสุจริตว่า…หลักฐานของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนมีน้ำหนักไม่เท่ากัน และ เลือกส่งศาลเฉพาะรายที่มีพยานหลักฐานเพียงพอ เพื่อลดความเสียหายจากการกล่าวหาบุคคลโดยไม่มีมูล

อีกทางหนึ่ง ผลมติอาจถูกมองว่า…เป็นการจำกัดความเสียหายให้อยู่เฉพาะ สว.และผู้เกี่ยวข้องบางส่วน โดยตัดข้อกล่าวหาที่อาจเชื่อมไปถึงแกนนำและพรรคการเมืองออกก่อนเข้าสู่ศาล

การจะพิสูจน์ว่า…คำอธิบายใดใกล้ความจริงมากกว่า? จึงต้องพิจารณาคำวินิจฉัยฉบับเต็ม เหตุผลรายบุคคล คำให้การเดิมและคำกลับคำให้การ ตลอดจนหลักฐานแวดล้อมที่ iLaw และฝ่ายต่าง ๆ เตรียมนำมาเปิดเผย

คดีจบ! – วิกฤตเริ่ม? :

มติวันที่ 14 กันยายน 2569 อาจถือเป็น…จุดสิ้นสุด! ของการพิจารณาในชั้น กกต.สำหรับผู้ถูกกล่าวหาบางส่วน

แต่ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของคดีในทางการเมือง!!!

หลังจากนี้ ยังมีทั้ง 1.กระบวนการศาลฎีกาของผู้ถูกส่งดำเนินคดี 2.การร้องตรวจสอบ กกต. 3.การเคลื่อนไหวของ สว.สำรอง 4.การเปิดข้อมูลจากภาคประชาชน ตลอดจน 5.คดีอาญาในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ

ซึ่งต้อง…แยกออกจากกระบวนการตามกฎหมายเลือก สว.ของ กกต.

ท่าทีต่อคดีของ DSI รวมถึง การแต่งตั้งหรือโยกย้ายผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สอบสวน จะถูก “จับตามอง” เป็นพิเศษ

แต่การโยกย้ายโดยตัวมันเอง ยังไม่ใช่หลักฐานว่า…มีการแทรกแซงคดี ต้องพิจารณาจากผลที่เกิดกับสำนวน ทีมสอบสวน และทิศทางการดำเนินคดีประกอบกัน

ท้ายที่สุด! วิกฤติที่สำคัญอาจไม่ใช่เพียงข้อสงสัยว่า…ใครมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือก สว.โดยไม่สุจริต? แต่คือ…วิกฤติความเชื่อมั่นต่อผู้ชี้ขาด!

ในระบบที่ “ผู้ถูกตรวจสอบ (กกต.)” มีส่วนให้ความเห็นชอบ “ผู้ตรวจสอบ (สว.)” และ…ประตูเข้าสู่ศาลอยู่ในมือขององค์กรเดียว คำยืนยันว่า “ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเป็นอิสระ” ที่ยกขึ้นมาอ้าง ก็อาจจะยังมีน้ำหนักไม่เพียงพอ???

ดังนั้น กกต.จึงต้องทำให้ผู้คนในสังคมไทย มองเห็นตรงกันว่า…เหตุใดหลักฐานชุดหนึ่ง จึง “อันควรเชื่อ” สำหรับ 77 คน แต่กลับไม่เพียงพอสำหรับบุคคลอีกกลุ่มหนึ่ง???

นั่นเพราะ…คำตอบไม่ได้กำหนดเฉพาะชะตาของผู้ถูกกล่าวหา หากยังกำหนดชะตาความน่าเชื่อถือของผู้ชี้ขาดเองด้วย!!!.