• จันทร์ 14 กันยายน 2569 เวลา 09:31 น.

229 ชื่อชี้ชะตา กกต.

BREAKING NEWS POLITICAL

(‘2 คณะ – 2 ความเห็น’ ปม ‘ฮั้ว สว.’ วัดศรัทธาองค์กรอิสระ สะเทือนรัฐบาล! เปิดแนวรบการเมืองรอบใหม่?)

14 ก.ย.2569 อาจไม่ได้ตัดสินเพียงชะตา “ผู้ถูกกล่าวหา” 229 คน แต่กำลังตัดสินความน่าเชื่อถือของ กกต. เมื่อคณะไต่สวนชี้ “มีมูล” ขณะที่คณะวินิจฉัยกลับเสนอ “ยุติเรื่อง” ท่ามกลางแรงกดดันจากฝ่ายค้าน ภาคประชาชน และคดี “อั้งยี่ – ฟอกเงิน” ของ DSI ที่ยังเดินอยู่อีกเส้นทาง จับตา! ผลการตัดสินใจของ กกต. ที่สุด! แนวรบการเมืองรอบใหม่จะไหลไปไกลแค่ไหนกัน?

สำนวนเดียว – สองคำตอบ :

วันนี้ (14 กันยายน 2569) สังคมไทยกำลังเฝ้าจับตามอง นัด “ชี้ชะตา – คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา” ซึ่งมี…ผู้ถูกกล่าวหารวม 229 คน ประกอบด้วย… สว.ชุดปัจจุบัน ผู้สมัครและ สว.สำรอง ตลอดจน นักการเมือง สมาชิกพรรค และบุคคลในเครือข่ายทางการเมือง

แต่ “หัวใจ” ที่ทำให้คดีนี้ ไม่ได้เป็นเพียงคดีเลือกตั้งทั่วไป นั่นก็คือ…ความเห็นที่ “สวนทางกัน” อย่างสิ้นเชิง! ระหว่าง…คณะทำงาน 2 ชุดภายในกระบวนการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลางชุดที่ 26 ซึ่งทำงานร่วมกันระหว่าง…กกต. กับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีมติเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ว่า…ข้อกล่าวหามีพยานหลักฐานสมควรดำเนินคดี และส่งเรื่องของผู้ถูกกล่าวหา 229 คนให้ กกต.ชุดใหญ่พิจารณา

ต่อมา คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งชุดที่ 36 กลับมี มติ 5 ต่อ 2 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 เห็นว่า…ข้อกล่าวหาไม่มีมูล และเสนอให้ยุติเรื่องทั้งหมด!!??

ความขัดแย้ง จึงไม่ได้อยู่เพียงระหว่าง…ฝ่ายกล่าวหา กับ ฝ่ายถูกกล่าวหา แต่เกิดขึ้น! ภายในกระบวนการพิจารณาของ กกต.เองว่า…พยานหลักฐานชุดเดียวกันควรถูกส่งให้ศาลตรวจสอบ หรือควรยุติอยู่ที่ชั้นองค์กรอิสระ???

ศาลยังไม่ได้ตัดสิน :

ผู้ที่มีชื่อในสำนวนทั้ง 229 คนยังอยู่ในสถานะ “ผู้ถูกกล่าวหา” มิใช่…ผู้กระทำความผิด และแม้ กกต.มีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ก็ยังไม่ได้หมายความว่า…บุคคลเหล่านั้นถูกพิพากษาว่ามีความผิดไปแล้ว

ในทางกลับกัน การที่คณะอนุกรรมการชุดใดเสนอให้ยุติเรื่อง ก็ยังไม่ใช่คำพิพากษายืนยันความบริสุทธิ์ เพราะอำนาจชี้ขาดในชั้นนี้อยู่ที่ กกต.ชุดใหญ่ทั้ง 7 คน!!!

คำถามสำคัญจึงไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ว่า…กกต.จะ “ฟ้องหรือไม่ฟ้อง?” แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า…กกต.จะเปิดเผยรายชื่อผู้ถูกดำเนินคดี สัดส่วนคะแนนเสียง และเหตุผลแยกรายบุคคลมากเพียงใด?

หากมีเพียงเอกสารสรุปผลสั้นๆ โดยไม่มีเหตุผลรองรับ ความคลางแคลงใจของสังคมไทย ก็อาจไม่จบลงพร้อมกับการประชุม!!??

“ส้ม” เปิดเกมกดดัน :

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน พร้อมด้วย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ และ เครือข่ายภาคประชาชน เรียกร้องให้ กกต.ส่งเรื่องของผู้ถูกกล่าวหา 229 คนให้ศาลฎีกาเป็นผู้ตรวจสอบ โดยวางกรอบว่า…

การส่งศาลไม่ใช่การกล่าวหาว่าทุกคนมีความผิด แต่เป็นการเปิดโอกาสให้กระบวนการยุติธรรมชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน!!!

นายพริษฐ์ ส่งสัญญาณอีกว่า…หาก กกต.ยกคำร้อง เรื่องนี้จะไม่ยุติ พร้อมเตือนถึงภาพของระบบการเมืองที่อาจถูกสังคมไทย ตั้งคำถามที่ว่า…

“สีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด” ใช่ไหม???

ขณะที่ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw ประกาศเรียกร้องให้ส่งเรื่องทั้ง 229 คนเข้าสู่ศาล และระบุว่า…หากมีการปัดตกผู้ถูกกล่าวหาบางราย เครือข่ายยังมีข้อมูลที่จะทยอยเปิดเผยต่อสาธารณะ

กระแสแรงกดดันทั้งหมด จึงมีแนวโน้มเปลี่ยนจากการชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ ไปสู่…การเปิดเอกสาร คลิป เส้นทางความสัมพันธ์ และการตรวจสอบผ่านกลไกรัฐสภา หากผลการพิจารณาไม่สามารถตอบข้อสงสัยของสังคมไทยได้

“น้ำเงิน” ยืนยันไม่เกี่ยว :

อีกด้านหนึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยืนยันมาตลอดว่า…ตนและพรรคไม่ได้เกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก สว. พร้อมระบุว่า…หากมีการฮั้วจริง! ก็เป็นเรื่องน่ารังเกียจ แต่ส่วนที่ตนไม่รู้ ไม่เห็น และไม่เกี่ยวข้อง ย่อมไม่สามารถตอบแทนผู้อื่นได้

นายอนุทินยังมอบหมายฝ่ายกฎหมายของพรรคดำเนินคดีกับผู้ที่เปิดเผยชื่อบุคคลในพรรค โดยให้เหตุผลว่า…การกล่าวหาใครต้องมีหลักฐาน ผู้กล่าวหาต้องรับผิดชอบต่อถ้อยคำ และเรื่องนี้ยังไม่ผ่านการวินิจฉัยของศาล

ต่อการเคลื่อนไหวของ ฝ่ายค้านและประชาชน? นายอนุทิน แสดงท่าทีว่า…เป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย โดยตัวเขาสะท้อนความพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรง! ระหว่าง…รัฐบาลกับมวลชนนอกสภา ที่นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตร

แนวรบไม่ได้มีแค่ “ส้ม – น้ำเงิน” :

คดีนี้ยังถูกใช้เป็น “อาวุธ” ในสนามแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองที่แม้ยังไม่ใช่คู่ขัดแย้งโดยตรง แต่ต่างฝ่ายต่างต้องการช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมือง

เมื่อ แกนนำพรรคเพื่อไทย ออกมาตอกย้ำว่า…พรรคประชาชนเคยตัดสินใจสนับสนุนขั้วภูมิใจไทย จึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบต่อผลทางการเมืองที่ตามมาได้

การตอบโต้ดังกล่าวทำให้ คดีฮั้ว สว.ไม่ได้มีเพียงแนวรบระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย แต่กำลังขยายไปสู่…การช่วงชิงความได้เปรียบว่าด้วย “ความรับผิดชอบทางการเมือง” ระหว่าง…พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรครัฐบาล กับพรรคประชาชนในฐานะฝ่ายค้าน

ขณะที่ พรรคประชาชน เอง ต้องการใช้คดีนี้…ตอกย้ำภาพการต่อสู้กับระบบอำนาจสีน้ำเงิน

โดยที่ พรรคเพื่อไทย พยายามย้อนให้เห็นว่า…การเติบโตและการขึ้นสู่อำนาจของขั้วดังกล่าว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการตัดสินใจทางการเมืองของพรรคประชาชนเอง

ปริศนา “13 รัฐมนตรี” :

บัญชีผู้ถูกกล่าวหาที่ iLaw นำมาเผยแพร่ใช้พาดหัว ว่า…พบรัฐมนตรี 13 คน แต่เมื่อตรวจสอบรายชื่อและตำแหน่งฝ่ายบริหารตามสถานะปัจจุบัน สามารถยืนยันได้เพียง 12 คน ได้แก่…

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย, นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ท่องเที่ยวและกีฬา, นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และ นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม

นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นางแนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลฯ, นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย

รวมถึง รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี อีก 4 คน คือ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี นายนภินทร ศรีสรรพางค์ นางสุขสมรวย วันทนียกุล และ นายภราดร ปริศนานันทกุล

ความแตกต่าง! ระหว่างตัวเลขในพาดหัวกับตำแหน่งปัจจุบัน อาจเกิดจากการนับสถานะบุคคล ณ คนละช่วงเวลา จึงควรเรียกกลุ่มนี้ว่า…“บุคคลในฝ่ายบริหารที่มีชื่อเป็นผู้ถูกกล่าวหา” จนกว่าจะมีเอกสารทางการจำแนกตำแหน่งชัดเจน

การมีชื่ออยู่ในสำนวนไม่ได้หมายความว่า…กระทรวงหรือหน่วยงานที่บุคคลนั้นกำกับดูแล มีส่วนเกี่ยวข้อง และบุคคลทั้งหมดต้องได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์

DSI อีกขบวน – คนละราง :

นอกเหนือจาก คดีตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ที่อยู่ในอำนาจ กกต. แล้ว ก็ยังจะมีการร้องขอให้ DSI ดำเนินคดีพิเศษที่ 24/2568 ในฐาน…ความผิดอั้งยี่และฟอกเงิน!!!

สถานะล่าสุดที่ยืนยันได้คือ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว ได้เข้ายื่นหนังสือขอให้ DSI เร่งรัดการดำเนินคดี ก่อนที่กองบริหารคดีพิเศษจะรับเรื่องไปประมวลข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเสนออธิบดีพิจารณามอบหมายหน่วยงานต่อไป

จึงยังไม่ควรสรุปว่า…DSI มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนแล้ว และไม่ควรนำสถานะคดีของ DSI ไปรวมกับมติของ กกต.!!??

อย่างไรก็ตาม แม้ กกต.จะยกคำร้อง คดีอั้งยี่หรือฟอกเงินก็ไม่ได้ยุติลงโดยอัตโนมัติ เพราะเป็นคนละฐานความผิด คนละอำนาจสอบสวน และใช้พยานหลักฐานพิสูจน์องค์ประกอบความผิดแตกต่างกัน

3 ทาง – 3 แรงสะเทือน :

หาก กกต.มีมติส่งเรื่องของผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมากหรือครบทั้ง 229 คนให้ศาลฎีกา แรงกดดันต่อ กกต.อาจลดลง แต่ “ศูนย์กลาง” ของความขัดแย้งจะย้ายไปอยู่ที่…ศาล วุฒิสภา รัฐบาล และบุคคลในพรรคภูมิใจไทยที่มีชื่อในสำนวน

แต่ถ้า กกต.ยกคำร้องทั้งหมด แรงกระแทกจะย้อนกลับมาที่ความน่าเชื่อถือของ กกต.ทันที! นั่นเพราะ…พวกเขาจะต้องตอบให้ได้ว่า…

เหตุใดจึงไม่รับฟังความเห็นของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่เห็นว่าคดีมีมูล และหลักฐานส่วนใดที่ทำให้ผลการพิจารณาเปลี่ยนไป!!??

ฝ่ายค้านและภาคประชาชนอาจเดินหน้าร้องดำเนินคดีกับกรรมการ กกต.ตามมาตรา 157 เปิดหลักฐานเพิ่มเติม ใช้เวทีกรรมาธิการ และกดดันให้ DSI เร่งดำเนินคดีทางอาญา แต่การกล่าวหาตามมาตรา 157 ยังต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์ ไม่ได้ทำให้กรรมการ กกต.มีความผิดโดยอัตโนมัติ

ส่วนกรณี กกต.ส่งศาลเพียงบางราย พวกเขาจะต้องเผชิญคำถามเรื่องมาตรฐานการคัดเลือกผู้ถูกดำเนินคดี? โดยเฉพาะ หากผู้ถูกส่งศาลเป็นเพียงผู้สมัครหรือผู้ปฏิบัติการ แต่บุคคลระดับแกนนำหรือผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้วางระบบกลับได้รับการยกคำร้อง

เดิมพันใหญ่กว่าคดีฮั้ว สว. :

ไม่ว่า…มติจะออกทางใด? คดีฮั้วเลือก สว.จะไม่จบลงด้วยตัวเลขผู้ถูกส่งศาล! เพราะสิ่งที่สังคมไทยกำลังตัดสินควบคู่กัน นั่นคือ…กกต.ใช้มาตรฐานเดียวกันกับผู้ถูกกล่าวหาทุกคนหรือไม่? และพร้อมเปิดเผยเหตุผลให้สาธารณชนตรวจสอบเพียงใด?

เดิมพันของวันที่ 14 กันยายน 2569 จึงไม่ใช่เพียงชะตา 229 ราย! แต่คือ…ความชอบธรรมของวุฒิสภา ความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ และเสถียรภาพของรัฐบาลที่กำลังถูกท้าทายพร้อมกัน ทั้งในสภา นอกสภา และในกระบวนการยุติธรรม!!!

หากเหตุผลของมติ ที่มีออกมาก…ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ กกต.อาจพาประเทศผ่าน “จุดเผชิญหน้า” ไปสู่กระบวนการกฎหมาย แต่หากคำตอบมีเพียงว่า…ใคร “รอด?” หรือใคร “ไม่รอด?” โดยสังคมไทยไม่เห็นเหตุผลที่ชัดเจนและเพียงพอ…

วันที่ชี้ขาดคดี! ก็อาจกลายเป็น…วัน “เปิดฉาก” วิกฤตศรัทธารอบใหม่!!?? ก็อาจเป็นไปได้.