(นายกฯรู้ยัง? นำเข้าทอง 9 แสนลบ. ไล่บี้น้ำมัน! – ‘เปิดไส้ใน’ ตัวเลขขาดดุลที่อาจไม่ใช่ภาพเศรษฐกิจทั้งประเทศ)
ตะลึง! แค่ 11 เดือน นำเข้าทองคำ 99.99% พุ่งกว่า 9 แสนล้าน เบียดน้ำมันดิบที่นำเข้า 1 ล้านล้าน ด้าน “อธิบดีฯพันธ์ทอง” ชี้! หากรวม 2 สินค้ากับก๊าซธรรมชาติเกือบ 3 แสนล้าน ดันยอดนำเข้าฉุดขาดดุลการค้ากระฉูด เผย! หากแยกออกจากยอดนำเข้า ภาพฐานการผลิตและการค้าสินค้ากลุ่มอื่นของไทยอาจแข็งแรงกว่าตัวเลขขาดดุลที่เห็น
ตัวเลขการค้าระหว่างประเทศ มักถูกใช้เป็น “เครื่องชี้วัด” ความแข็งแรงของระบบเศรษฐกิจ!!!
หากยอดส่งออกมากกว่านำเข้า ประเทศจะถูกมองทันทีว่า...มีความสามารถในการแข่งขันและสร้างรายได้จากต่างประเทศ ตรงกันข้าม ถ้าการนำเข้ามากกว่าส่งออก คำว่า “ขาดดุลการค้า” ก็มักถูกนำมาเชื่อมโยงกับ ความอ่อนแอของเศรษฐกิจทันทีเช่นกัน!!??
แต่ตัวเลข “บรรทัดสุดท้าย” อาจยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมด???
เพราะ…การนำเข้าเครื่องจักรเพื่อสร้างโรงงาน การนำเข้าชิ้นส่วนเพื่อผลิตสินค้าส่งออก การนำเข้าน้ำมันเพื่อขับเคลื่อนระบบขนส่ง และการนำเข้าทองคำเพื่อถือครองหรือซื้อขาย ล้วน “ถูกบันทึก” อยู่ในฝั่งนำเข้าเหมือนกัน
ทั้งที่…เหตุผล ประโยชน์ และผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง!!!
นี่คือ…ประเด็นที่ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ต้องการชี้ให้เห็นจากข้อมูลการค้าช่วง 11 เดือนของปีงบประมาณในทำนอง…การจะสรุปว่าประเทศไทยขาดดุล เพราะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันหรือไม่?
อาจต้องลงไปดู “ไส้ใน” ว่า…เงินตราต่างประเทศไหลออกไปกับสินค้าใด?
โดยเฉพาะเมื่อ “สินค้านำเข้า” 3 กลุ่ม ได้แก่…ทองคำ น้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมีมูลค่ารวมกันมากกว่า 2 ล้านล้านบาท และมีขนาดใหญ่พอจะ “เปลี่ยนภาพ” ดุลการค้าของประเทศ ได้
กว่า 23 ล้านล้านไม่ใช่คำตอบเดียว :
ข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการที่ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผย น่าสนใจไม่น้อง ดูเหมือนว่า…ในช่วง 11 เดือนของปีงบประมาณ ประเทศไทยมีมูลค่าการค้าระหว่างประเทศ ทั้งนำเข้าและส่งออกรวมกว่า 23 ล้านล้านบาท สูงกว่ามูลค่าทั้งปีงบประมาณก่อน ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 22 ล้านล้านบาท
เบื้องต้นคาดว่า…มูลค่าการนำเข้าจะต่ำกว่ามูลค่าส่งออก คิดเป็น“ตัวเลขกลมๆ” ของส่วนต่างการขาดดุลการค้าราว 1.6 ล้านล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าว อาจนำไปสู่ข้อสรุปอย่างรวดเร็วที่ว่า…ไทยนำเข้าสินค้ามากเกินไป ส่งออกไม่เพียงพอ หรือฐานการผลิตกำลังอ่อนแอลง
แต่ “อธิบดีฯพันธ์ทอง” ได้ตั้งคำถามสำคัญว่า…หากยังไม่แยกการนำเข้า “3 สินค้า” ได้แก่…น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และทองคำ ออกจากยอดนำเข้า
การสรุปว่าไทย…ขาดดุลการค้าจำนวนมหาศาลในช่วง 11 เดือน ก็อาจจะเร็วเกินไป!!!
เพราะ…สินค้า 3 กลุ่มนี้ ไม่ได้สะท้อน “ประสิทธิภาพ” ของภาคการผลิตไทยในลักษณะเดียวกับการนำเข้าสินค้าบริโภคหรือสินค้าที่เข้ามาแข่งขันกับผู้ผลิตภายในประเทศ
ทองคำก้อนใหญ่ผิดสังเกต :
ตัวเลขที่โดดเด่นที่สุด! คือ…การนำเข้าทองคำ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 9.11 แสนล้านบาทในช่วง 11 เดือน เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 53 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
มูลค่าดังกล่าวอยู่ในระดับใกล้เคียงกับการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งประเทศ ทั้งที่น้ำมันถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับการขนส่ง การผลิตไฟฟ้า อุตสาหกรรม ปิโตรเคมี และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกหลายด้าน
ในทางกลับกัน ทองคำเป็นทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค สินทรัพย์สะสมมูลค่า เครื่องมือการลงทุน และสินทรัพย์ที่ใช้เคลื่อนย้ายความมั่งคั่งระหว่างประเทศ ประโยชน์จากการนำเข้า…จึงไม่ได้กระจายเข้าสู่ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจเหมือนน้ำมัน
ประเด็นจึงไม่ใช่ว่า…การนำเข้าทองคำเป็นความผิดหรือไม่ควรเกิดขึ้น! แต่คือ…เหตุใดการนำเข้าจึงเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 53 และความต้องการทองคำมูลค่ากว่า 9 แสนล้านบาทเกิดขึ้นจากกิจกรรมประเภทใด?
หากเป็น…การนำเข้าเพื่อตอบสนองการบริโภคในประเทศ ผลต่อระบบเศรษฐกิจไทย ก็ย่อมเป็นแบบหนึ่ง
แต่ถ้านำเข้ามาแปรรูปและส่งออก ผลก็เป็นอีกแบบหนึ่ง
และ หากเป็นการนำเข้ามาเพื่อพักสินทรัพย์ หรือซื้อขายตามความผันผวนของราคา ผลต่อเงินตราต่างประเทศและค่าเงินบาทก็จะแตกต่างออกไป???
เรื่องสำคัญเช่นนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง จะรับรู้กันแล้วหรือไม่? อย่างไร?
จากทองคำ 99.99 สู่ 96.5 :
ทองคำที่ผ่านกระบวนการนำเข้านั้น “อธิบดีฯพันธ์ทอง” ชี้ว่า…ส่วนใหญ่เป็น “ทองคำบริสุทธิ์” ระดับ 99.99% ขณะที่ทองคำซึ่งนิยมซื้อขายในประเทศไทย อยู่ที่ความบริสุทธิ์ 96.5%
ร้านทองหรือผู้ประกอบการ จึงอาจนำทองคำบริสุทธิ์เข้ามาแปรรูป ผสม หรือผลิตเป็นทองรูปพรรณสำหรับตลาดภายในประเทศ ขณะเดียวกัน ทองคำบางส่วนอาจถูกส่งไปยังประเทศที่มีโรงกลั่นและระบบรับรองมาตรฐานสากล เช่น สวิสเซอร์แลนด์ และออสเตรเลีย ก่อนเข้าสู่ตลาดการค้าระดับโลกอีกทอดหนึ่ง
กระบวนการดังกล่าว ทำให้ไม่สามารถสรุปได้ว่า…ทองคำทั้งหมดที่นำเข้า เป็นเงินที่ไหลออกจากประเทศ โดยไม่สร้างประโยชน์ เพราะยังมี…กิจกรรมการผลิต การค้า การแปรรูป และการส่งออกเกี่ยวข้องอยู่ด้วย
แต่ด้วยขนาดมูลค่าที่สูงถึงกว่า 9 แสนล้านบาท รัฐบาลจำเป็นต้องมีคำอธิบายที่ละเอียดกว่าการระบุว่า…เป็นความต้องการตามกลไกตลาด
รัฐบาลและคนไทย ควรต้องรู้ว่า…ทองคำถูกนำเข้าโดยใคร? ปลายทางอยู่ที่ใด? ถูกใช้ในประเทศเท่าใด? นำกลับออกไปเท่าใด? และสร้างมูลค่าเพิ่มสุทธิให้ประเทศไทยมากน้อยแค่ไหนเพียงใด?
ทองแท่งกระทบดุลจริง :
การวิเคราะห์ยังต้องแยก “ทองคำที่มีตัวตนจริง” หรือ Physical Gold ออกจากการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์ม ตัวเลขของกรมศุลกากรเป็นข้อมูลทองคำที่ถูกเคลื่อนย้ายผ่านชายแดนและผ่านพิธีการนำเข้าหรือส่งออกจริง ไม่ใช่เพียงการซื้อขายสัญญาหรือปรับตัวเลขในบัญชีการลงทุน
เมื่อมีการนำเข้าทองคำแท่ง ผู้ซื้อในประเทศไทยต้องชำระเงินตราต่างประเทศเพื่อแลกกับทองคำที่ถูกส่งเข้ามา ผลจึงปรากฏอยู่ในบัญชีการค้าและความต้องการเงินตราต่างประเทศจริง ดังนั้น แม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์และไม่ได้สูญหายไปจากระบบ แต่ในช่วงเวลาที่นำเข้า เงินตราต่างประเทศย่อมไหลออก ขณะที่มูลค่านำเข้าถูกบันทึกเป็นแรงกดดันต่อดุลการค้าของประเทศ
นี่คือ…เหตุผลที่ทองคำมากกว่า 9 แสนล้านบาท ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงตัวเลขของธุรกิจค้าทอง แต่เป็นตัวแปรระดับมหภาคที่หน่วยงานเศรษฐกิจต้องติดตามร่วมกัน
น้ำมันจ่ายเพื่อเดินเครื่อง :
น้ำมันดิบ ถือเป็น…สินค้านำเข้าอีกก้อนใหญ่ โดยข้อมูลจากการสัมภาษณ์ระบุว่า ช่วง 11 เดือน ไทยนำเข้าประมาณ 1 ล้านล้านบาท แม้มูลค่าสูงกว่าทองคำไม่มากนัก แต่เหตุผลทางเศรษฐกิจต่างกันอย่างชัดเจน เพราะน้ำมันเป็นปัจจัยการผลิตและต้นทุนพื้นฐานที่ถูกใช้ทั่วทั้งระบบ
ภาคขนส่งต้องใช้น้ำมันเพื่อเคลื่อนย้ายคนและสินค้า โรงงานใช้พลังงานเพื่อเดินสายการผลิต ขณะที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมียังใช้น้ำมันดิบเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตสินค้าอีกจำนวนมาก เงินที่จ่ายออกไปเพื่อนำเข้าน้ำมัน จึงกลับมาสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การผลิต การเดินทาง และรายได้ภายในประเทศ แม้ส่วนหนึ่งจะส่งผ่านไปสู่ต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพก็ตาม
การนำเข้าน้ำมันดิบ จึงเป็นภาระที่ประเทศยังหลีกเลี่ยงได้ยาก ตราบใดที่ไทยผลิตพลังงานภายในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการ แต่ตัวเลขนี้ ก็สะท้อนจุดอ่อนเชิงยุทธศาสตร์ว่า…เศรษฐกิจไทยยังผูกอยู่กับราคาพลังงานโลก ค่าเงิน และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในระดับสูง
ก๊าซอีกก้อนใต้พรม :
นอกจาก น้ำมันดิบ ไทยยังมีภาระ นำเข้าก๊าซธรรมชาติอีกเกือบ 3 แสนล้านบาท ตามข้อมูลที่ อธิบดีกรมศุลกากร อธิบาย
ก๊าซธรรมชาติ มีบทบาทสำคัญในการผลิตไฟฟ้าและเป็นเชื้อเพลิงของภาคอุตสาหกรรม เมื่อปริมาณก๊าซจากแหล่งผลิตภายในประเทศลดลง ไทยจึงต้องพึ่งพาการนำเข้ามากขึ้น รวมถึงการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG
ภาระนำเข้าก๊าซ จึงไม่ได้ปรากฏเฉพาะใน ดุลการค้า แต่ยังส่งผ่านไปถึง…ค่าไฟฟ้า ต้นทุนโรงงาน ราคาสินค้า และกำลังซื้อของประชาชน
น้ำมันและก๊าซเป็นสินค้านำเข้า ที่…กดดุลการค้า แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นพลังงานที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจสามารถดำเนินต่อไปได้
ด้วยเหตุนี้ การวิเคราะห์จึงไม่ควรนำทองคำ น้ำมัน และก๊าซ มารวมเป็นปัญหาแบบเดียวกัน แม้ทั้ง 3 กลุ่มจะทำให้เงินตราต่างประเทศไหลออกเช่นเดียวกัน ก็ตาม
3 ก้อนใหญ่ 2.2 ล้านล้าน :
เมื่อนำตัวเลขจากการสัมภาษณ์มาวางรวมกัน จะเห็นภาพดังนี้…ทองคำประมาณ 9.11 แสนล้านบาท, น้ำมันดิบประมาณ 1 ล้านล้านบาท และ ก๊าซธรรมชาติเกือบ 3 แสนล้านบาท
รวม มูลค่านำเข้าทั้ง 3 กลุ่มสินค้า อยู่ที่ประมาณ 2.21 ล้านล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่า “ส่วนต่าง” ระหว่าง…มูลค่านำเข้ากว่า 12 ล้านล้านบาท กับ มูลค่าส่งออกราว 11 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็น…การขาดดุลจาก “ตัวเลขกลมๆ” ราว 1.6 ล้านล้านบาท
หาก “ทดลอง” คำนวณเชิงกล โดย “หัก” สินค้านำเข้าทั้ง 3 กลุ่ม ออกจากยอดนำเข้ารวม มูลค่านำเข้าที่เหลือจะลดจากกว่า 12 ล้านล้านบาท เหลือเพียงกว่า 10 ล้านล้านบาท
เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับ “ยอดส่งออก” ราว 11 ล้านล้านบาท ภาพทางบัญชี จะ “เปลี่ยน” จากการขาดดุลราว 1.6 ล้านล้านบาท ไปเป็น “เกินดุล” ประมาณ 6.1 แสนล้านบาท
นี่คือ…ภาพที่ทำให้ข้อสังเกตของ อธิบดีกรมศุลกากร มีน้ำหนักว่า…เศรษฐกิจการผลิตและการค้าสินค้ากลุ่มอื่นของไทย อาจไม่ได้อ่อนแอ เท่ากับตัวเลขขาดดุลรวมที่ปรากฏขึ้นจริง!!!
ไม่ใช่ดุลใหม่ แต่เป็นไฟฉาย :
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเกินดุลประมาณ 6.1 แสนล้านบาทข้างต้นเป็นเพียง “แบบจำลองเชิงวิเคราะห์” จากการหักรายการนำเข้า 3 กลุ่มออกจากยอดรวม
แต่ไม่ใช่ดุลการค้าอย่างเป็นทางการ!!??
การคำนวณ ดุลการค้าพื้นฐานที่สมบูรณ์ ต้อง “หัก” ทั้งมูลค่าการนำเข้าและส่งออกทองคำ น้ำมัน และก๊าซออกจาก 2 ฝั่ง มิฉะนั้น อาจทำให้ตัวเลขเอนเอียง เพราะไทยเองก็มี…การส่งออกทองคำ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงาน ด้วย
นอกจากนี้ ตัวเลขที่ใช้เป็นตัวเลขกลมจากการสัมภาษณ์ ไม่ใช่ตารางสถิติรายละเอียดที่ผ่านการปรับปรุงขั้นสุดท้าย จึงอาจมีความแตกต่างจากข้อมูลทางการเมื่อจำแนกตามปีปฏิทิน ปีงบประมาณ พิกัดสินค้า และช่วงเวลาที่ตัดยอด
แต่แบบจำลองนี้ มีประโยชน์ในฐานะ “ไฟฉาย” ที่ส่องให้เห็นว่า…สินค้านำเข้าเพียง 3 กลุ่ม “ทองคำ – น้ำมันดิบ – ก๊าซธรรมชาติ” มีขนาดมากพอจะเปลี่ยนความหมายของตัวเลขดุลการค้าได้
ข้อสรุปที่เหมาะสม จึงไม่ใช่ “ไทยไม่ได้ขาดดุล” แต่คือ…“การขาดดุลรวมยังไม่เพียงพอจะชี้ว่าฐานการผลิตและการส่งออกของไทยอ่อนแอ”
ทองต่างจากพลังงาน :
เมื่อลงไปถึง “ไส้ใน” จะเห็นชัดว่า…น้ำมันและก๊าซ คือ…การนำเข้าเพื่อใช้งาน แม้เป็นภาระต่อดุลการค้า แต่มีความจำเป็นต่อการผลิต การขนส่ง และความมั่นคงทางพลังงาน
ขณะที่ ทองคำ มีลักษณะแตกต่างออกไป เพราะเป็นทั้ง…สินค้าและสินทรัพย์ สามารถเก็บรักษามูลค่า เคลื่อนย้าย และนำกลับออกไปขายได้
ด้วยเหตุนี้ หากรัฐบาลต้องเลือก ว่า…จะจัดการสินค้านำเข้ากลุ่มใดก่อน? ทองคำจึงอาจเป็นจุดที่ต้องตรวจสอบโครงสร้างและความจำเป็นอย่างละเอียดที่สุด!
ไม่ใช่เพราะ…ทองคำเป็นของไม่ดี แต่เป็นเพราะ…มูลค่าการนำเข้ากว่า 9 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสามารถของสังคมไทย ในการจะอธิบายว่า…ทองคำจำนวนดังกล่าวถูกนำไปใช้ที่ใด? และสร้างประโยชน์สุทธิให้ประเทศมากเพียงไหน?
การตั้งคำถามต่อการนำเข้าทองคำ จึงไม่ควรถูกตีความว่า…เป็นการต่อต้านธุรกิจค้าทอง แต่เป็นการเรียกร้องความโปร่งใสต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีขนาดเกือบเท่าการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งประเทศ
ยิ่งเสรี ยิ่งต้องเห็นข้อมูล :
อธิบดีพันธ์ทอง ย้ำว่า…ตลาดทองคำของไทยมีลักษณะค่อนข้างเสรี การนำเข้าทองคำไม่ได้มีอากรในลักษณะเดียวกับสินค้าทั่วไป และไม่ได้อยู่ภายใต้ระบบอนุญาตที่เข้มงวดเท่าสินค้าควบคุมบางประเภท
ความเสรีดังกล่าวช่วยให้ธุรกิจทองคำของไทย เชื่อมโยงกับตลาดโลก มีสภาพคล่อง และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคกับนักลงทุนได้รวดเร็ว
แต่เมื่อ มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นจนอยู่ในระดับกว่า 9 แสนล้านบาท ดังนั้น ความเสรี จึงต้องเดินคู่กับระบบข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้
รัฐควรเห็นตั้งแต่…ผู้สั่งซื้อ แหล่งที่มา ปริมาณ ความบริสุทธิ์ วัตถุประสงค์การนำเข้า การจำหน่ายในประเทศ การแปรรูป และการส่งออกกลับออกไป
ไม่จำเป็นต้อง “ปิดตลาด” หรือสร้างภาระให้ผู้ประกอบการสุจริต แต่ต้องสามารถตอบสังคมไทยได้ว่า… การนำเข้าทองคำขนาดใหญ่ผิดปกตินั้น เกิดจากกลไกตลาดจริงเพียงใด? และมีผลต่อดุลการค้า ค่าเงินบาท หรือเสถียรภาพของระบบการเงินอย่างไร?
ข้อมูลต้องข้ามกำแพงกรม :
ตัวเลขทองคำ ไม่ควรอยู่ในความรับผิดชอบของกรมศุลกากรเพียงหน่วยงานเดียว เพราะผลกระทบเชื่อมโยงกับหลายภาคส่วน???
กระทรวงการคลัง ต้องประเมินผลต่อรายได้ การกำกับธุรกรรม และนโยบายเศรษฐกิจมหภาค
กระทรวงพาณิชย์ ต้องวิเคราะห์โครงสร้างนำเข้า–ส่งออกและมูลค่าเพิ่มจากการค้าทองคำ
ธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องติดตามผลต่อค่าเงินบาท ความต้องการเงินตราต่างประเทศ และธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับตลาดทอง
และ กระทรวงพลังงาน ต้องรับผิดชอบยุทธศาสตร์ลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากต่างประเทศ
ขณะที่ กรมศุลกากร ถือข้อมูลด่านหน้า ซึ่งสามารถระบุได้ว่า…สินค้าถูกนำเข้าโดยใคร? มาจากประเทศใด? มีปริมาณและมูลค่าเท่าใด? และถูกส่งออกกลับไปยังตลาดใด?
การเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงาน จึงเป็น “หัวใจ” ของการอ่านเศรษฐกิจให้พ้นจากตัวเลขรวม นั่นเพราะ…หากแต่ละหน่วยงานเห็นเพียงข้อมูลในขอบเขตของตน รัฐบาลอาจมองไม่เห็นความเชื่อมโยง ระหว่าง…การนำเข้าทองคำ ดุลการค้า ค่าเงินบาท และความต้องการเงินตราต่างประเทศ
แยก “ขาดดุลจำเป็น” กับ “ขาดดุลน่าถาม” :
บทเรียนสำคัญ! จากตัวเลขชุดนี้ ก็คือ…ประเทศไทยควรแยกการขาดดุลออกเป็นอย่างน้อย 3 ประเภท
ประเภทแรก “ขาดดุลเพื่อเดินเครื่อง” ได้แก่ การนำเข้าน้ำมัน ก๊าซ วัตถุดิบ และปัจจัยการผลิตที่ระบบเศรษฐกิจจำเป็นต้องใช้
ประเภทที่ 2 “ขาดดุลเพื่อสร้างอนาคต” ได้แก่ การนำเข้าเครื่องจักร เทคโนโลยี และสินค้าทุน ซึ่งอาจทำให้ยอดนำเข้าเพิ่มขึ้นในวันนี้ แต่ช่วยเพิ่มกำลังผลิตและการส่งออกในอนาคต
และ ประเภทที่ 3 “ขาดดุลที่ต้องตั้งคำถาม” ได้แก่ การนำเข้าสินค้าหรือสินทรัพย์มูลค่าสูง ซึ่งยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าสร้างการจ้างงาน มูลค่าเพิ่ม หรือประโยชน์สุทธิต่อประเทศมากน้อยเพียงใด?
ทองคำกว่า 9 แสนล้านบาท กำลังอยู่ตรงกลางของคำถามประเภทที่ 3 เพราะยังต้องจำแนกต่อไปอีกว่า… ส่วนใดนำเข้ามาเพื่อแปรรูป? ส่วนใดส่งออกกลับ? ส่วนใดรองรับการบริโภค? และส่วนใดเกิดจากการเคลื่อนย้ายสินทรัพย์?
อย่าแก้ดุลด้วยดาบเล่มเดียว :
โจทย์ใหญ่ของ “รัฐบาลอนุทิน” ไม่ใช่…การลดการนำเข้าทุกประเภทด้วยมาตรการเดียว นั่นเพราะ…การสกัดกั้น! น้ำมันและก๊าซโดยไม่มีพลังงานทดแทน ย่อมทำให้เศรษฐกิจสะดุด ขณะที่ การจำกัดวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนอาจทำลายความสามารถในการส่งออกของไทยเอง
ยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมต้องแยกตามลักษณะสินค้า!!!
สำหรับ…น้ำมันและก๊าซ ต้องลดการพึ่งพาระยะยาว เพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน กระจายแหล่งจัดหา และพัฒนาโครงสร้างพลังงานภายในประเทศ
ส่วน ทองคำ…จะต้องเพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบการหมุนเวียนสุทธิ และประเมิน ว่า…มาตรการด้านภาษี การรายงาน หรือการกำกับธุรกรรมมีความจำเป็นเพียงใด??? โดยไม่สร้างผลกระทบเกินควรต่อผู้ประกอบการสุจริต
ขณะที่ วัตถุดิบ เครื่องจักร และชิ้นส่วนที่นำเข้ามาผลิตต่อ นั้น รัฐก็ควรจะอำนวยความสะดวกควบคู่กับการเร่งเพิ่มมูลค่าเพิ่มในประเทศ
การแก้ปัญหาดุลการค้า จึงต้องใช้เครื่องมือหลายชุด ไม่ใช่ “ดาบเล่มเดียว” ฟันยอดนำเข้าทุกประเภท!!!
ขาดดุลที่เห็น อาจไม่ใช่เศรษฐกิจที่เป็น :
เมื่อ…ทองคำ น้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติ มีมูลค่ารวมกันประมาณ 2.21 ล้านล้านบาท ขณะที่ส่วนต่างขาดดุลจากตัวเลขกลมอยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท สิ่งนี้ ย่อมสะท้อนว่า…สินค้า 3 กลุ่มนี้มีอิทธิพลต่อภาพดุลการค้าของไทยอย่างมีนัยสำคัญ!!??
หากแยกออก! เพื่อดู…ฐานการค้าสินค้ากลุ่มอื่น ภาพเศรษฐกิจไทย ก็อาจไม่ได้อยู่ในภาวะขาดดุลอย่างที่ยอดรวมทำให้เข้าใจ
แต่อีกด้านหนึ่ง ประเทศก็ไม่อาจลบตัวเลขน้ำมัน ก๊าซ และทองคำออกจากความจริง เพราะเงินตราต่างประเทศได้ถูกจ่ายออกไปแล้ว และสินค้าทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทางเศรษฐกิจไทยจริง
สิ่งที่ควรเปลี่ยน! จึงไม่ใช่…วิธีบันทึกสถิติ แต่คือ…วิธีตีความและนำข้อมูลไปกำหนดนโยบาย
คำเตือนของ “อธิบดีกรมศุลกากร” จึงมีความหมายว่า…ก่อนตัดสินว่าเศรษฐกิจไทยอ่อนแอเพราะขาดดุล ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า ประเทศกำลังขาดดุลจากการลงทุน ขาดดุลจากความจำเป็น หรือขาดดุลจากการเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ที่ยังอธิบายประโยชน์ต่อส่วนรวมไม่ได้ชัดเจน???
นั่นเพราะ…ตัวเลขขาดดุลที่ปรากฏอาจเป็นเรื่องจริงทางบัญชี แต่ยังไม่ใช่ความจริงทั้งหมดของเศรษฐกิจไทย!!!
และในบรรดาสินค้านำเข้าก้อนใหญ่ทั้ง 3 ชนิด ดูเหมือน “ทองคำกว่า 9 แสนล้านบาท” น่าจะเป็น…คำถามที่รัฐบาลควรตอบให้ชัดที่สุด! ว่า…
ไทยกำลังนำเข้าความมั่งคั่ง หรือกำลังส่งเงินตราออกไปเพื่อเก็บมูลค่าไว้ในสินทรัพย์ที่สร้างประโยชน์แก่คนเพียงบางกลุ่มกันแน่!!!.

