• ศุกร์ 11 กันยายน 2569 เวลา 12:55 น.

งบผ่าน…อนาคตติดหนี้

BREAKING NEWS POLITICAL

(3.788 ล้านล้าน! กับความจริงที่ว่า ‘เงินกู้แทบเท่างบลงทุน – ดอกเบี้ยสูงกว่าเงินต้น?’)

ที่สุด! สภาผู้แทนฯโหวต 338 ต่อ 144 เสียง ผ่านงบปี 2570 ท่ามกลางเสียงรัฐบาลย้ำ “ตรงเป้า–โปร่งใส–รักษาวินัยการคลัง” แต่โครงสร้างรายจ่ายกลับเผยแผลลึก เมื่อรายจ่ายประจำกินพื้นที่เกือบสามในสี่ งบลงทุนลดลง และภาระดอกเบี้ยพุ่งสูง โจทย์ใหญ่จึงไม่ใช่เพียงใครได้งบมากหรือน้อย แต่อยู่ที่ประเทศไทยกำลังใช้งบสร้างอนาคต หรือเพียงประคองระบบเดิม

เสียงผ่าน – โจทย์ไม่ผ่าน :

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อช่วงสายของวันนี้ (11 กันยายน 2569) ที่ประชุมเสียงส่วนใหญ่ มีมติ 338 ต่อ 144 เสียง เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท

นี่อาจถือเป็นชัยชนะตามกลไกเสียงข้างมากของรัฐบาล แต่ยังไม่ใช่คำตอบว่า…เงินก้อนใหญ่ที่สุดก้อนหนึ่งของประเทศได้รับการจัดสรรอย่างสมดุล คุ้มค่า และเพียงพอสำหรับนำประเทศไทยออกจากภาวะเศรษฐกิจเติบโตต่ำได้จริง

ภายหลังจากที่ สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อเนื่อง 4 วันจนครบ 41 มาตรา และลงมติวาระ 3 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ร่างกฎหมายยังต้องเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศใช้

แต่ในทางการเมือง เสียง 338 เสียงได้ปิดฉากการต่อสู้ในสภาผู้แทนราษฎร และเปิดฉากการพิสูจน์นอกสภาว่า งบประมาณปี 2570 จะเป็น “เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” ตามคำชี้แจงของรัฐบาล หรือเป็นเพียงงบประคองรายจ่ายเดิมให้เดินหน้าต่อไปอีกหนึ่งปี

ตัวเลขที่ควรขีดเส้นใต้ คือ… จากงบประมาณรวม 3.788 ล้านล้านบาท เป็นรายจ่ายประจำถึง 2.786 ล้านล้านบาท หรือ 73.6% ขณะที่ รายจ่ายลงทุนอยู่ที่ 789,171.5 ล้านบาท หรือเพียง 20.8% ส่วนรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้มีจำนวน 151,520 ล้านบาท และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังอีก 71,038.1 ล้านบาท

กู้แทบเท่าลงทุน :

รัฐบาลประมาณการรายได้สุทธิไว้เพียง 3 ล้านล้านบาท จึงต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลอีก 788,000 ล้านบาท หรือประมาณ 3.9% ของ GDP แม้วงเงินขาดดุลจะลดลงจากปี 2569 ซึ่งอยู่ที่ 860,000 ล้านบาท แต่ยังถือเป็นการขาดดุลในระดับสูง และเกิดขึ้นท่ามกลางหนี้สาธารณะที่ขยับเข้าใกล้กรอบวินัยการคลัง 70% ของ GDP

ภาพที่สะท้อนปัญหาได้ชัดที่สุด! นั่นก็คือ…เงินกู้ชดเชยขาดดุล 788,000 ล้านบาท แทบเท่ากับงบลงทุนทั้งก้อน 789,171.5 ล้านบาท ต่างกันเพียงประมาณ 1,172 ล้านบาท เท่านั้น

แม้ในทางบัญชีจะไม่สามารถชี้ว่าเงินกู้บาทใดถูกนำไปใช้กับโครงการใดโดยตรง แต่ในเชิงโครงสร้างย่อมกล่าวได้ว่า หากไม่มีการกู้ ประเทศไทยแทบไม่เหลือพื้นที่สำหรับการลงทุนเพื่ออนาคต

ที่น่ากังวลมากกว่านั้น ก็คือ…งบลงทุนปี 2570 ลดลงจากปีก่อนถึง 72,564.8 ล้านบาท หรือ 8.4% สวนทางกับความจำเป็นของประเทศที่ต้องลงทุนเพิ่มทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา วิจัย เทคโนโลยี ระบบน้ำ การรับมือภัยพิบัติ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

งบนอกบัญชี – หนี้ในอนาคต :

รัฐบาลชี้แจงว่า…การลงทุนของประเทศไม่ได้มีเฉพาะงบลงทุนในพระราชบัญญัติงบประมาณ แต่ยังมีงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ 286,682 ล้านบาท การร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน หรือ PPP จำนวน 40,631 ล้านบาท และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน TFFIF อีก 10,000 ล้านบาท รวมเป็นเงินลงทุนเพิ่มเติมมากกว่า 330,000 ล้านบาท

คำอธิบายนี้ มีเหตุผลในแง่ที่รัฐไม่จำเป็นต้องลงทุนผ่านงบประมาณแผ่นดินเพียงช่องทางเดียว แต่ต้องไม่ลืมว่า การลงทุนผ่านรัฐวิสาหกิจหรือ PPP ไม่ใช่ “เงินฟรีนอกงบประมาณ” เพราะอาจกลายเป็นหนี้ ภาระค้ำประกัน รายได้ที่รัฐต้องแบ่งให้เอกชน หรือภาระงบประมาณในอนาคตได้เช่นกัน การนับเม็ดเงินลงทุนจากทุกช่องทางจึงต้องเปิดเผยภาระที่จะตามมาให้ครบถ้วน ไม่ใช่นับเฉพาะมูลค่าโครงการด้านเดียว

“วินัยคลัง” บนงบลงทุนที่หายไป :

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ยืนยันว่า…รัฐบาลจำเป็นต้องจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล เพื่อประคองประชาชนและเศรษฐกิจท่ามกลางแรงกดดันจากค่าครองชีพ ราคาพลังงาน ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และมาตรการกีดกันทางการค้า

พร้อม ตั้งเป้าลดการขาดดุลให้ต่ำกว่า 3% ของ GDP ภายในปี 2572 โดยย้ำว่า…จะใช้งบประมาณอย่างตรงเป้า โปร่งใส ประหยัด และลดความซ้ำซ้อนของภาครัฐ

ขณะที่ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแล สำนักงบประมาณ ยอมรับตรงไปตรงมาว่า…ภาพงบประมาณแบบ “ฝีแตก–แผลเรื้อรัง–หาเช้ากินค่ำ” ที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปราย มีส่วนตรงกับสถานการณ์จริง รัฐบาลจึงเลือกตรึงวงเงินกู้และยอมรับความเจ็บปวดจากการลดงบลงทุนในระยะสั้น พร้อมเปิดทางให้กรรมาธิการช่วยตัดรายการไม่จำเป็น เพื่อนำเงินไปเติมให้ภารกิจที่มีความจำเป็นมากกว่า

คำยอมรับดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เพราะอย่างน้อยรัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธว่าโครงสร้างการคลังไทยกำลังมีปัญหา แต่สิ่งที่ยังไม่ปรากฏชัดคือแผนผ่าตัดระยะยาวว่า…รัฐบาลจะเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายผูกพัน ปรับขนาดระบบราชการ และยกเลิกโครงการที่ไม่มีผลสัมฤทธิ์อย่างไร???

การประกาศว่า…จะลดขาดดุลในอนาคตย่อมทำได้บนกระดาษ แต่หากลดด้วยการตัดงบลงทุนเป็นหลัก ตัวเลขการคลังอาจดูดีขึ้นชั่วคราว ขณะที่ศักยภาพการเติบโตของประเทศกลับลดลง เพราะเมื่อรัฐลงทุนน้อย เศรษฐกิจก็โตช้า ฐานภาษีขยายตัวไม่ทันรายจ่าย และรัฐบาลก็ต้องกลับมากู้เพื่อชดเชยการขาดดุลอีกครั้ง

ฝีแตกกลางสภา :

ด้าน นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน เปรียบงบประมาณปี 2570 ว่า…เป็นปรากฏการณ์ “ฝีแตกทางการคลัง” เนื่องจากรายจ่ายประจำและภาระผูกพันที่สะสมมานานเริ่มไม่สามารถปกปิดได้อีก โดยตั้งข้อสังเกตว่า…แม้งบประมาณรวมเพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 7,400 ล้านบาท แต่หน่วยรับงบประมาณระดับกรมประมาณ 70% กลับได้รับงบลดลง ขณะที่งบที่เพิ่มขึ้นมากกลับกระจุกอยู่ในงบกลาง รายจ่ายบุคลากร บำเหน็จบำนาญ และดอกเบี้ย มากกว่าจะเป็นโครงการพัฒนาใหม่

ดอกเบี้ยกินอนาคต :

ข้อวิจารณ์นี้ได้รับน้ำหนักเพิ่มจากโครงสร้างการชำระหนี้ โดยงบชำระหนี้ภาครัฐปี 2570 อยู่ที่ 462,470.3 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการชำระคืนเงินต้น 151,520 ล้านบาท ขณะที่ภาระดอกเบี้ยอยู่ประมาณ 310,950 ล้านบาท หรือสูงกว่าเงินต้นราว 2 เท่า

ฝ่ายค้านยังตั้งข้อสังเกตว่า…สัดส่วนดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐบาลทะลุระดับ 10% เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ความหมายง่ายๆ คือ ก่อนที่รัฐบาลจะนำรายได้ไปสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล ระบบน้ำ หรือโครงสร้างพื้นฐาน ทุกหนึ่งบาทที่จัดเก็บได้ต้องกันมากกว่า 10 สตางค์ไว้จ่ายต้นทุนหนี้เสียก่อน และหากยอดหนี้หรือดอกเบี้ยยังเพิ่มขึ้น พื้นที่สำหรับนโยบายใหม่ก็จะลดลงต่อเนื่อง

สถานะหนี้สาธารณะ ณ เดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ประมาณ 12.78 ล้านล้านบาท หรือ 66.66% ของ GDP ใกล้กรอบวินัยการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% แม้ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่า…ประเทศจะล้มละลายทันที และหลายประเทศสามารถบริหารหนี้ในระดับสูงกว่าไทยได้ แต่ความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข 70% เพียงตัวเดียว

หากอยู่ที่เศรษฐกิจโตเร็วพอหรือไม่? รายได้รัฐเพิ่มทันดอกเบี้ยหรือไม่? และเงินที่กู้ไปสร้างทรัพย์สินหรือรายได้กลับคืนมาเพียงใด?

ถ้าเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าสมมติฐาน รายได้จัดเก็บพลาดเป้า หรือเกิดวิกฤตใหม่ที่ต้องกู้ฉุกเฉินเพิ่มเติม สัดส่วนหนี้ต่อ GDP อาจเพิ่มขึ้นทั้งจากยอดหนี้ที่สูงขึ้นและตัวหารทางเศรษฐกิจที่โตต่ำกว่าคาด เมื่อนั้นรัฐบาลอาจเหลือทางเลือกเพียงขึ้นภาษี ตัดรายจ่าย หรือขยับกรอบหนี้ ซึ่งทุกทางล้วนมีต้นทุนทางเศรษฐกิจและการเมือง

ตัดงบ หรือตัดไขมัน :

นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรมว.คลัง เสนอให้ปรับลดงบประมาณทั้งกระดาน 10% แล้วเปิดทางให้คณะรัฐมนตรีจัดลำดับและจัดสรรใหม่ โดยมองว่าโครงสร้างงบแบบเดิมไม่ตอบโจทย์อนาคต และประเทศกำลังติดกับดักการกู้เงินเพื่อรักษาระบบรายจ่ายเดิม

แนวคิดดังกล่าวมีประโยชน์ในฐานะแรงกดดันให้หน่วยงานรัฐกลับไปพิสูจน์ความจำเป็นของงบ แต่การตัดเท่ากันทุกกระทรวงก็มีความเสี่ยง เพราะโรงพยาบาล โรงเรียน งานวิจัย ระบบเตือนภัย และบริการประชาชนที่ขาดแคลนอยู่แล้ว อาจถูกตัดในอัตราเดียวกับโครงการที่ซ้ำซ้อนหรือไม่มีผลสัมฤทธิ์ ทางออกจึงไม่ควรเป็นการตัดแบบเหมาเข่ง แต่ต้องตัดตามความจำเป็น ประสิทธิภาพ และผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ

ส่วน นายสุรพิชย์ พรหมสิทธิ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอให้ใช้ Zero-Based Budgeting อย่างจริงจัง โดยให้ทุกหน่วยงานเริ่มพิสูจน์ความจำเป็นของโครงการจากศูนย์ แทนการนำฐานงบประมาณปีเก่ามาเพิ่มหรือลด พร้อมเตือนว่า…งบประมาณไม่ควรกลายเป็นเพียงการ “แบ่งเค้กทางการเมือง” ตามโควตากระทรวง แต่ต้องเป็นเครื่องมือเพิ่มผลิตภาพของประเทศ

แต่ปัญหาใหญ่ คือ…งบประมาณไทยจำนวนมากไม่ได้อยู่ในส่วนที่รัฐมนตรีหรือกรรมาธิการสามารถปรับลดได้ง่าย สำนักงานงบประมาณของรัฐสภาพบว่า ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคลากรภาครัฐรวมสูงถึงประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท หรือ 37.9% ของงบประมาณทั้งหมด ขณะที่ภาระผูกพันงบประมาณอยู่ในระดับสูงสุดในรอบสิบปี

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า…ต่อให้รัฐบาลตัดงบดูงาน อบรม ประชาสัมพันธ์ หรือก่อสร้างอาคารสำนักงานได้ทั้งหมด ก็ยังไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง หากไม่แตะระบบกำลังคน บำนาญ ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ หน่วยงานที่มีภารกิจซ้ำซ้อน และโครงการผูกพันระยะยาว

งบมาก ไม่เท่าผลงาน :

เมื่อมองลงไปยัง การจัดสรรรายกระทรวง ความไม่สมดุลยิ่งเห็นชัดขึ้น! กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ถูกลดงบประมาณประมาณ 7.12% และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลดลงประมาณ 5.33% ทั้งที่เกษตรกรกำลังรับมือพร้อมกันทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม ต้นทุนพลังงาน ความผันผวนของตลาดโลก และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

งบลงทุนด้านการศึกษาถูกลดลงประมาณ 1,224 ล้านบาท แม้โรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนในต่างจังหวัดจำนวนมากยังขาดแคลนอาคาร อุปกรณ์ ครู และงบจัดการเรียนการสอน ขณะที่ประเทศประกาศว่า…จะพัฒนาทักษะแรงงานและพาคนไทยเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ความย้อนแย้งจึงอยู่ที่รัฐบาลต้องการสร้างเศรษฐกิจใหม่ แต่กลับลดพื้นที่ลงทุนในคนซึ่งเป็นฐานสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจใหม่

ส่วน งบด้านความมั่นคงตามกรอบยุทธศาสตร์ได้รับ 407,165.1 ล้านบาท หรือ 10.7% ของงบทั้งหมด ขณะที่ ยุทธศาสตร์ด้านการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้รับ 137,507.8 ล้านบาท หรือเพียง 3.6% แม้ตัวเลขงบด้านความมั่นคงไม่ได้หมายถึงงบกระทรวงกลาโหมทั้งหมด แต่สัดส่วนดังกล่าวก็สะท้อนลำดับความสำคัญของรัฐ ว่า…ภัยคุกคามแบบเดิมยังได้รับทรัพยากรมากกว่าภัยคุกคามใหม่จากฝุ่น น้ำ ภัยพิบัติ และภูมิอากาศ

อย่างไรก็ตาม การตัดสินว่ากระทรวงใดได้งบ “มากเกินไป” หรือ “น้อยเกินไป” ไม่ควรดูยอดรวมเพียงอย่างเดียว เพราะแต่ละกระทรวงมีภารกิจ จำนวนบุคลากร และข้อผูกพันตามกฎหมายแตกต่างกัน สิ่งที่ต้องตรวจสอบควบคู่กันคือ งบที่ได้รับสร้างผลลัพธ์อะไร มีประชาชนได้รับประโยชน์กี่คน ลดต้นทุนประเทศได้เท่าใด และมีตัวชี้วัดที่ตรวจสอบย้อนหลังได้หรือไม่

กระทรวงที่ได้งบมากอาจไม่ได้รับความสำคัญมาก หากเงินส่วนใหญ่หมดไปกับการรักษาองค์กรเดิม ขณะที่กระทรวงที่ได้งบน้อยอาจสร้างผลกระทบสูงได้ หากเงินถูกนำไปใช้ตรงจุด ดังนั้น ปัญหาของงบปี 2570 ไม่ได้อยู่เพียงว่า…“ใครได้มาก–ใครได้น้อย” แต่อยู่ที่ “ใครได้แล้วทำอะไรสำเร็จ”

วงจรกู้ – ตัด – โตต่ำ :

ในระยะสั้น งบประมาณขาดดุลยังมีบทบาทช่วยประคองการบริโภค การจ้างงาน เศรษฐกิจท้องถิ่น และบริการสาธารณะ จึงไม่ควรสรุปว่า…การขาดดุลเป็นเรื่องเสียหายทั้งหมด แต่ประสิทธิภาพของการขาดดุลขึ้นอยู่กับว่าเงินถูกนำไปใช้กับอะไร หากใช้กับโครงการลงทุนที่มีตัวคูณทางเศรษฐกิจสูง การกู้วันนี้อาจสร้างรายได้มากกว่าดอกเบี้ยในวันหน้า แต่หากเงินส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่รายจ่ายประจำหรือโครงการที่ไม่ก่อผลิตภาพ ผลกระตุ้นก็จะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว ขณะที่ภาระหนี้คงอยู่ยาวนานกว่า

อันตรายที่แท้จริง! จึงเป็น…วงจรที่เริ่มจากรายได้รัฐเติบโตช้ากว่ารายจ่าย ทำให้ต้องกู้ชดเชยขาดดุล เมื่อหนี้เพิ่ม ดอกเบี้ยและเงินต้นก็เพิ่มตาม จากนั้นรัฐบาลต้องตัดงบลงทุนเพื่อรักษากรอบหนี้ เมื่องบลงทุนลด ศักยภาพเศรษฐกิจก็เติบโตช้า ฐานภาษีขยายตัวไม่ทัน และรัฐบาลต้องกลับมากู้เพิ่มอีกครั้ง

นี่คือวงจร “กู้เพื่อประคอง–ตัดลงทุน–โตต่ำ–รายได้หาย–กลับไปกู้ใหม่” ซึ่งหากไม่ตัดตอนด้วยการปฏิรูปภาษี ปรับโครงสร้างระบบราชการ และยกเครื่องการประเมินโครงการ ประเทศไทยจะมีงบประมาณใหญ่ขึ้นทุกปี แต่มีเงินสำหรับสร้างอนาคตน้อยลงทุกปีเช่นกัน

งบเปลี่ยนผ่าน หรืองบผัดวัน? :

หลังเสียง 338 เสียงผ่านร่างงบประมาณปี 2570 รัฐบาลจึงไม่ได้ผ่านเพียงด่านเสียงข้างมากในสภา แต่กำลังรับภาระพิสูจน์ว่า 3.788 ล้านล้านบาทจะเป็น “งบเปลี่ยนผ่าน” หรือ “งบผัดวัน” จะใช้การขาดดุลเพื่อสร้างเศรษฐกิจใหม่ หรือใช้เงินกู้รักษาระบบเดิม และจะลดหนี้ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพรัฐ หรือเพียงตัดงบลงทุนจนประเทศสูญเสียโอกาสเติบโต

เพราะท้ายที่สุด! งบประมาณที่ดีไม่ได้วัดจากวงเงินที่ใหญ่ จำนวนโครงการที่มาก หรือคะแนนเสียงในสภาที่เหนือกว่า แต่วัดจากประชาชนได้รับบริการดีขึ้นหรือไม่ เศรษฐกิจสร้างรายได้เพิ่มขึ้นเพียงใด และเงินที่กู้มาในวันนี้สร้างผลตอบแทนมากพอให้คนรุ่นต่อไปชำระหนี้ได้หรือไม่?

มติสภาอาจทำให้งบประมาณปี 2570 เดินหน้าต่อได้ แต่สิ่งที่ยังต้องตอบคือ งบประมาณก้อนนี้จะพาประเทศเดินไปข้างหน้า หรือเพียงช่วยให้ระบบเดิมเดินวนอยู่บนเส้นทางแห่งหนี้

เพราะประเทศที่ใช้เงินจากอนาคตได้ ย่อมต้องสร้างอนาคตให้มีมูลค่ามากกว่าเงินที่กู้มาเสมอ!!!.