• อังคาร 8 กันยายน 2569 เวลา 16:26 น.

ศึกชิงธง ‘อนุรักษนิยม?’

BREAKING NEWS POLITICAL

(‘สนธิ’ เปิดแนวรบสีน้ำเงิน จากพันธมิตรต้านทักษิณสู่คู่ขัดแย้ง ‘อนุทิน’)

อดีตแนวร่วมต้าน “ระบอบทักษิณ” วันนี้หันมาเผชิญหน้ากันเอง “สนธิ” เปิดเกมฮั้ว สว.–เขากระโดง–ทุนเทา ท้าทายอำนาจสีน้ำเงิน จับตา “ม็อบจุดติด” หรือจุดเริ่มจัดขั้วใหม่ในสนามอนุรักษนิยมไทย

การกลับมาประกาศเคลื่อนไหวทางการเมืองของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ภายใต้แคมเปญ “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” อาจดูเผินๆ เป็นเพียงการกลับมาของ “ม็อบการเมืองรุ่นเก่า”

แต่หากมองให้ลึกกว่านั้น การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีนัยสำคัญมากกว่าจำนวนคนที่จะออกมาบนถนน เพราะ คู่ขัดแย้ง ในวันนี้ ไม่ใช่ “ทักษิณ ชินวัตร” ไม่ใช่พรรคไทยรักไทย พลังประชาชน หรือเพื่อไทย แต่กลับเป็น รัฐบาลของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” และพรรคภูมิใจไทย

2 ฝ่ายซึ่งครั้งหนึ่ง เคยมี…จุดร่วมอยู่บนพื้นที่การเมืองฝ่ายอนุรักษนิยม และเคยมี “ศัตรูร่วม” คือเครือข่ายการเมืองของทักษิณ

วันนี้ กลับยืนคนละฝั่ง!!?? นี่จึงอาจไม่ใช่เพียง “ม็อบสนธิ” แต่เป็นสัญญาณของ ศึกชิงพื้นที่นำภายในขั้วอนุรักษนิยมด้วยกันเอง

เมื่อ “ศัตรูร่วม” หายไป :

การเมืองไทยเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เคยถูกแบ่งอย่างง่ายๆ ระหว่าง…ฝ่ายสนับสนุนทักษิณกับฝ่ายต่อต้านทักษิณ

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยคือหนึ่งในพลังสำคัญของฝ่ายหลัง ก่อนที่การเมืองจะพัฒนาผ่าน กปปส. รัฐประหารปี 2557 และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

แต่เมื่อโครงสร้างการเมืองเปลี่ยนไป “ศัตรูร่วม” แบบเดิมไม่ได้มีสถานะเหมือนอดีต สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจึงน่าสนใจ

เพราะ “สนธิ” ไม่เพียงวิจารณ์รัฐบาลอนุทิน แต่ถึงขั้นนำคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” มาเปรียบเทียบกับ “ระบอบทักษิณ” ที่ตัวเองเคยต่อสู้มาในอดีต

วันที่ 7 กันยายน สนธิพร้อมนิติธร ล้ำเหลือ และพิชิต ไชยมงคล ประกาศทิศทาง “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” โดยตั้งประเด็นทั้ง…ทุนเทา นอมินีต่างชาติ การทุจริต เขากระโดง และฮั้ว สว. พร้อมกำหนดการเคลื่อนไหวหน้าสถานทูตอิสราเอลวันที่ 10 กันยายน และวางเงื่อนไขยกระดับการเคลื่อนไหวในประเด็นฮั้ว สว.

นี่คือ…จุดเปลี่ยนที่ควรจับตา เพราะเส้นแบ่งใหม่อาจไม่ใช่ “ทักษิณ VS ต่อต้านทักษิณ” อีกต่อไป

แต่อาจกำลังกลายเป็น “สีน้ำเงิน VS อนุรักษนิยมที่ไม่ยอมรับอำนาจสีน้ำเงิน”

ฮั้ว สว.–เขากระโดง ไม่ใช่แค่ “คดี” :

เหตุผลที่รัฐบาลต้องจับตาการเคลื่อนไหวครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะ สนธิเคยนำม็อบใหญ่เท่านั้น แต่เพราะประเด็นที่ถูกเลือกมาโจมตี ล้วนกระทบต่อ “ความชอบธรรม” ของรัฐบาล โดยเฉพาะ คดีฮั้ว สว.และเขากระโดง

2 เรื่องนี้มีความหมายทางการเมืองมากกว่าผลแพ้ชนะในทางกฎหมาย เพราะสามารถถูกนำไปสร้างคำถามว่า…พรรคภูมิใจไทยกำลังมีอำนาจและอิทธิพลมากเกินไปในโครงสร้างการเมืองไทยหรือไม่?

รัฐบาลจึงไม่สามารถปล่อยให้ข้อกล่าวหาเดินอยู่ฝ่ายเดียว!!!

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ออกมาตอบโต้ว่า…รัฐบาลไม่ได้ประวิงเวลาเรื่องเขากระโดง ส่วน คดีฮั้ว สว.เป็นอำนาจของ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ พร้อมยืนยันว่า…พรรคภูมิใจไทยพร้อมยอมรับผลไม่ว่าจะออกมาอย่างไร?

พร้อมทิ้งประโยคสำคัญว่า…สิ่งที่กังวลคือประชาชนอาจได้รับ “ข้อมูลไม่ครบถ้วน”

คำพูดนี้สะท้อนว่า รัฐบาลเองก็รู้ว่าอีกสมรภูมิหนึ่งกำลังเปิดขึ้นแล้ว นั่นคือ…“สงครามช่วงชิงความเชื่อของประชาชน”

ภาพคู่ “สนธิ–อนุทิน” เกมสกัดม็อบ? :

ในจังหวะเดียวกัน มีการนำภาพที่สนธิเคยถ่ายร่วมกับอนุทินกลับมาเผยแพร่ในโลกออนไลน์ แน่นอนว่า…ภาพถ่ายร่วมกันเพียงภาพเดียวไม่สามารถพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางการเมืองหรือผลประโยชน์ใดๆ และหากไม่มีหลักฐานก็ไม่ควรกล่าวหาว่าใครเป็นผู้ปล่อยภาพหรือมีขบวนการอยู่เบื้องหลัง

แต่ในสนามการเมือง ภาพสามารถทำหน้าที่ทางการเมืองได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายยาว

คำถามที่ต้องการให้เกิดขึ้นคือ…“ถ้าเคยใกล้ชิดหรือเคยอยู่ในพื้นที่เดียวกัน แล้ววันนี้เหตุใดจึงหันมาเผชิญหน้ากัน?”

หากคำถามนี้ติดตลาด การเคลื่อนไหวอาจถูกลดทอนจากเรื่อง “ตรวจสอบรัฐบาล” ให้กลายเป็น “ความขัดแย้งระหว่างคนที่เคยอยู่ฝ่ายเดียวกัน”

แต่เกมนี้ก็มีอีกด้าน เพราะการที่คนเคยรู้จัก เคยพบ หรือเคยมีจุดยืนทางการเมืองร่วมกัน ไม่ได้หมายความว่า…จะตรวจสอบกันไม่ได้ในอนาคต ดังนั้น สิ่งที่จะตัดสินความน่าเชื่อถือของม็อบจึงไม่ใช่ภาพถ่ายเก่า แต่คือ…ข้อเท็จจริงของประเด็นที่สนธินำมาเคลื่อนไหว

ถ้าฮั้ว สว. เขากระโดง หรือทุนเทา ไม่สามารถขยายออกจากฐานมวลชนเดิม การนำภาพคู่กลับมาเผยแพร่ย่อมมีน้ำหนัก แต่ถ้าประเด็นใดประเด็นหนึ่งกลายเป็นข้อสงสัยของประชาชนวงกว้าง ภาพดังกล่าวก็อาจหมดพลังลงอย่างรวดเร็ว

ม็อบจะ “จุดติด” ต้องมีชนวน:

นี่จึงนำมาสู่คำถามสำคัญที่สุดว่า ม็อบสนธิจะจุดติดหรือไม่? คำตอบไม่ได้ขึ้นอยู่กับสนธิเพียงคนเดียว

ประสบการณ์การเมืองไทยบอกว่า…ม็อบจำนวนมากไม่ได้ขยายตัวเพียงเพราะแกนนำสามารถระดมคนเก่ง แต่ขยายตัวเมื่อเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ประชาชนซึ่งเดิมไม่ได้อยู่ในฐานมวลชน รู้สึกว่าเรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับตัวเองหรือเป็นปัญหาของประเทศ

นั่นคือ Trigger Event หรือ “ชนวน”

ชนวนดังกล่าวอาจมาจากผลการพิจารณาคดีฮั้ว สว.ที่เกิดข้อโต้แย้งในสังคม ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับเขากระโดง หลักฐานใหม่เรื่องทุนเทาหรือคอร์รัปชัน หรือแม้แต่ความผิดพลาดในการบริหารจัดการการชุมนุมของรัฐบาลเอง

ถ้าไม่มี Trigger การเคลื่อนไหวอาจจำกัดอยู่ในฐานมวลชนเดิม และค่อยๆ ลดระดับลง แต่ถ้ามีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้คนทั่วไปเริ่มคิดว่า…“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของสนธิแล้ว” สถานการณ์จะเปลี่ยนทันที

จาก “ม็อบของสนธิ” สามารถกลายเป็น “ม็อบของประเด็น”

และนั่นต่างหากคือ…เส้นแบ่งระหว่างม็อบที่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้ กับม็อบที่อาจกลายเป็นแรงกดดันต่อเสถียรภาพรัฐบาล

ถนนร้อน – สภาถกงบฯ 3.78 ล้านล้าน :

จังหวะเวลาของการเคลื่อนไหวยังเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลมีภารกิจสำคัญในสภา คือการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วงเงินประมาณ 3.78 ล้านล้านบาท

งบประมาณไม่ใช่เพียงตัวเลขรายรับรายจ่ายของประเทศ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบาย จัดสรรทรัพยากร และรักษาความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างพรรคร่วม กลุ่มผลประโยชน์ และพื้นที่ต่างๆ

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีอนุทินอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศ

2 เรื่องนี้ไม่ได้มีความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลกับการเคลื่อนไหวของสนธิ และไม่ควรถูกนำไปผูกกันโดยไม่มีหลักฐาน

แต่มันทำให้เห็นภาพว่า…รัฐบาลกำลังบริหารหลายสนามพร้อมกัน

ในสภา ต้องประคองงบประมาณและเสถียรภาพทางการเมือง นอกสภา ต้องรับมือข้อกล่าวหาและรักษาความเชื่อมั่นของประชาชน

หากการชุมนุมยังอยู่ในวงจำกัดและเป็นไปโดยสงบ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การลงทุน หรือการท่องเที่ยวก็อาจมีไม่มาก

แต่หากแรงกดดันบนถนนไปเชื่อมกับความขัดแย้งในสภา คดีการเมือง หรือเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ต่างประเทศเริ่มตั้งคำถามต่อเสถียรภาพของไทย สิ่งที่ต้องจับตาจะเปลี่ยนจาก “ม็อบใหญ่แค่ไหน” เป็น “รัฐบาลยังควบคุมสถานการณ์และขับเคลื่อนประเทศได้หรือไม่”

ตรงนั้นต่างหากที่ความเสี่ยงทางการเมืองสามารถกลายเป็นความเสี่ยงต่อความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจได้

ใครจะถือ “ธงอนุรักษนิยม” :

สุดท้ายแล้ว ตัวชี้วัดที่สำคัญอาจไม่ใช่จำนวนคนในการชุมนุมครั้งแรก แต่คือ หลังจากสนธิเปิดเกมแล้ว ใครจะเดินเข้ามายืนข้างเขา

หากยังเป็น..ฐานมวลชนเดิมของพันธมิตรหรือผู้สนับสนุนสนธิ การเคลื่อนไหวอาจยังมีขอบเขตจำกัด

แต่ถ้าเริ่มมีอดีตมวลชนพันธมิตร กปปส. กลุ่มเคลื่อนไหว หรือเครือข่ายการเมืองอนุรักษนิยมอื่นทยอยเข้าร่วม นั่นจะเป็นสัญญาณที่มีความหมายมากกว่ายอดคนบนถนน

เพราะมันอาจหมายความว่า ความขัดแย้งกำลังเปลี่ยนจาก “สนธิ VS อนุทิน” ไปสู่ “การช่วงชิงพื้นที่นำภายในขั้วอนุรักษนิยม”

และตรงนี้ต้องแยกให้ชัดว่า พรรคประชาชนไม่ได้อยู่ในสมการการแย่งชิงธงอนุรักษนิยม พรรคประชาชนเป็นอีกขั้วหนึ่งของสนามการเมือง และอาจมีบทบาทตรวจสอบรัฐบาลหรือได้รับผลจากการจัดขั้วใหม่ แต่ไม่ใช่ผู้เข้าแข่งขันในสนามนี้

ผู้ที่ต้องจับตาจริงๆ คือเครือข่ายและมวลชนที่ครั้งหนึ่งเคยถูกเชื่อมเข้าด้วยกันด้วยคำว่า “ต่อต้านระบอบทักษิณ”

เมื่อศัตรูร่วมในอดีตไม่สามารถทำหน้าที่รวมพวกเขาไว้เหมือนเดิม คำถามใหม่จึงเกิดขึ้นว่า…ใครจะเป็นศูนย์กลางอำนาจของฝ่ายอนุรักษนิยมในยุคต่อไป?

ภูมิใจไทยและ “สีน้ำเงิน” ซึ่งเติบโตจนกลายเป็นศูนย์กลางอำนาจรัฐบาล จะสามารถยึดพื้นที่นี้ไว้ได้หรือไม่

หรือการกลับมาของสนธิจะเป็นจุดเริ่มต้นของการรวบรวมฝ่ายอนุรักษนิยมอีกกลุ่มขึ้นมาท้าทาย?

วันนี้ยังเร็วเกินไปที่จะตอบ

แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดขึ้นแล้วคือ แนวร่วมที่ครั้งหนึ่งเคยยืนอยู่ฝั่งเดียวกันในการต่อสู้กับทักษิณ กำลังไม่ได้มองไปยังศัตรูคนเดิมอีกต่อไป

พวกเขากำลังหันกลับมามองกันเอง

และหากการเคลื่อนไหวครั้งนี้ “จุดติด” จริง สิ่งที่ถูกเขย่าอาจไม่ใช่เพียงเก้าอี้รัฐบาลอนุทิน แต่อาจเป็น โครงสร้างและดุลอำนาจภายในขั้วอนุรักษนิยมไทยทั้งขั้ว

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า…“ม็อบสนธิจะไปได้ไกลแค่ไหน?” แต่คือ…เมื่อสนามต่อต้านทักษิณไม่ใช่สนามหลักเหมือนวันวาน

ใครจะเป็นผู้ถือ “ธงอนุรักษนิยม” ในการเมืองไทยยุคใหม่???.