• เสาร์ 5 กันยายน 2569 เวลา 04:48 น.

รัฐบาลคุมกลุ่มทุน?

BREAKING NEWS POLITICAL

(นายกฯสั่งดาต้าเซ็นเตอร์ต้องสร้างมูลค่า – กติกาใหม่ต้องตอบ ‘ใครได้ประโยชน์? ใครจ่ายต้นทุน?’)

บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ “นัดแรก” เป็นมากกว่าการจัดระเบียบอุตสาหกรรมใหม่ แต่คือ “บททดสอบ” ของรัฐบาลอนุทิน หลังรัฐเร่งอนุมัติเงินลงทุนหลายแสนล้านบาท ทั้งที่กฎหมายและระบบตรวจสอบยังไม่พร้อม คำมั่น “ไม่ให้ไทยเป็นเพียงสถานที่ตั้ง” จึงต้องพิสูจน์ด้วยกติกาที่คุมทุนและคุ้มครองประชาชนได้จริง

จากเชิญทุน – สู่กำกับทุน :

การประชุม คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ไม่ได้มีความหมายเพียง…การตั้งโต๊ะจัดระเบียบอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต หากเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่รัฐบาลกำลังเปลี่ยนบทบาทจากผู้เชิญชวนนักลงทุน มาเป็นผู้กำหนดว่าทุนดิจิทัลจะต้องอยู่ภายใต้กติกาใด

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ซึ่งเป็น ประธานเปิดการประชุม ยอมรับว่า…ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ขณะเดียวกันก็ใช้ไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน และสาธารณูปโภคจำนวนมาก รวมถึงมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ความมั่นคง และความปลอดภัยทางไซเบอร์

นายกรัฐมนตรี จึงประกาศว่า…เป้าหมายของประเทศไทยไม่ใช่เพียงการดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาใช้ไทยเป็นสถานที่ตั้งดาต้าเซ็นเตอร์

แต่การลงทุนต้องสร้างมูลค่าเพิ่ม เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาบุคลากรไทย เชื่อมโยงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และยกระดับขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว

ถ้อยแถลงดังกล่าวฟังดูเป็น…การวางอนาคตเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนว่า…รัฐบาลกำลังถูกกดดันให้ตอบคำถามว่า ที่ผ่านมาการเปิดประตูต้อนรับเงินลงทุนจำนวนมหาศาลนั้น ประเทศไทยได้เตรียมกติกาและอำนาจกำกับไว้เพียงพอแล้วหรือไม่?

เม็ดเงินมหาศาล – ผลงานของใคร :

ข้อมูลจากรัฐบาลระบุว่า…ช่วงปี 2567–2569 มีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้ว 42 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 750,000 ล้านบาท ขณะที่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เคยรายงานว่า…เฉพาะปี 2568 มีผู้ยื่นขอรับการส่งเสริมกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ 36 โครงการ มูลค่ากว่า 728,000 ล้านบาท

ตัวเลขระดับหลายแสนล้านบาท ย่อมถูกนำมาใช้เป็นหลักฐาน ที่ว่า…นักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย และเป็นผลงานที่รัฐบาลสามารถนำไปสื่อสารทางการเมืองได้

แต่…ยอดขอรับการส่งเสริม ยอดที่ได้รับอนุมัติ และเงินที่ลงทุนจริง เป็นตัวเลขคนละประเภท

โครงการที่ผ่านการอนุมัติ ไม่จำเป็นต้องก่อสร้างหรือเบิกจ่ายเงินครบตามมูลค่าที่เสนอทั้งหมด อีกทั้งเงินลงทุนส่วนหนึ่งอาจถูกใช้ซื้อชิป เซิร์ฟเวอร์ และอุปกรณ์จากต่างประเทศ จึงไม่ได้หมายความว่าเม็ดเงินทั้งหมดจะหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย

คำถามจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ว่า…รัฐบาลดึงเงินลงทุนเข้าประเทศได้กี่แสนล้านบาท? แต่ต้องถามต่อว่า…เงินเหล่านั้นสร้างรายได้ งาน ภาษี เทคโนโลยี และโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยจริงเท่าใด?

หากรัฐบาล นำยอดอนุมัติมาประกาศเป็นผลงาน แต่ไม่เปิดเผยความคืบหน้าและผลประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับ เม็ดเงินหลายแสนล้านบาท ก็อาจเป็นเพียง…ตัวเลขขนาดใหญ่บนเอกสารส่งเสริมการลงทุน มากกว่าจะเป็นมูลค่าที่ตกถึงเศรษฐกิจและประชาชนอย่างแท้จริง

สิทธิประโยชน์แลกอะไร :

ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นการลงทุนที่ใช้เงินสูงในช่วงก่อสร้างและติดตั้งระบบ แต่เมื่อเปิดดำเนินการแล้ว จำนวนแรงงานประจำ อาจไม่มากเมื่อเทียบกับโรงงานอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าลงทุนใกล้เคียงกัน

ฝ่ายสนับสนุน มองว่า…การมีดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่จะสร้างความต้องการบุคลากรด้านวิศวกรรมไฟฟ้า ระบบทำความเย็น เครือข่าย Cloud, AI และ Cybersecurity รวมถึง ช่วยต่อยอดอุตสาหกรรมที่ไทยมีฐานการผลิตอยู่แล้ว ทั้งฮาร์ดดิสก์ แผงวงจร อุปกรณ์รับส่งข้อมูล ระบบควบคุมไฟ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

ศักยภาพเหล่านี้ มีอยู่จริง! แต่จะกลายเป็นประโยชน์ของประเทศหรือไม่? ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่รัฐบาลและ BOI กำหนดแลกกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ BOI ระบุถึง…แนวทางปรับหลักเกณฑ์คัดกรองโครงการให้ครอบคลุมประโยชน์ต่อประเทศ ความพร้อมด้านพลังงานและน้ำ ตลอดจน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องทำให้คำว่า…“สร้างมูลค่าเพิ่ม” สามารถวัดผลได้ไม่ว่าจะเป็น…จำนวนงานทักษะสูงที่สงวนหรือพัฒนาสำหรับคนไทย สัดส่วนการจัดซื้อสินค้าและบริการในประเทศ จำนวนผู้ประกอบการไทยที่เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนมูลค่าการวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี

หาก ไม่มีตัวชี้วัดและบทลงโทษที่ชัดเจน! ไทยอาจได้เพียง…อาคารกับเซิร์ฟเวอร์ ขณะที่ เทคโนโลยี ศูนย์กลางการตัดสินใจ และผลกำไรส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในมือบริษัทแม่ต่างประเทศ

ค่าไฟประชาชน – ข้อสอบรัฐบาล :

หนึ่งในประเด็นอ่อนไหวที่สุดทางการเมือง! นั่นคือ…ปริมาณไฟฟ้าที่ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ตลอด 24 ชั่วโมง เพราะการลงทุนไม่ได้สิ้นสุดอยู่ภายในรั้วโครงการ แต่เชื่อมโยงกับโรงไฟฟ้า สถานีไฟฟ้า สายส่ง และความมั่นคงของระบบไฟฟ้าทั้งประเทศ

ภาครัฐจึงเตรียม แยกดาต้าเซ็นเตอร์ เป็น…ผู้ใช้ไฟฟ้าอีกประเภทหนึ่ง กำหนดหลักประกันการจองใช้ไฟ และพิจารณาอัตราค่าไฟที่สะท้อนต้นทุนการจัดหาไฟฟ้าและการขยายโครงข่าย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ไฟกลุ่มอื่นต้องรับภาระแทน

มาตรการดังกล่าวเป็นทิศทางที่ควรดำเนินการ แต่รัฐบาล ต้องเปิดเผยให้ประชาชนตรวจสอบ ได้ว่า…แต่ละโครงการขอใช้กำลังไฟเท่าใด? รัฐต้องลงทุนขยายระบบอีกกี่บาท? และ ต้นทุนนั้นถูกเรียกเก็บจากผู้ลงทุนครบถ้วนหรือไม่?

เพราะหาก รัฐต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เพื่อรองรับผู้ใช้ไฟรายใหญ่ แต่จัดเก็บค่าใช้จ่ายไม่ครบ! ภาระที่เหลืออาจ “ถูกเฉลี่ย” กลับมาอยู่ในค่าไฟของประชาชนและภาคธุรกิจเดิม!!??

แม้ ผู้ประกอบการจะประกาศใช้ไฟฟ้าสีเขียว หรือซื้อใบรับรองพลังงานหมุนเวียน ก็ยังต้องตรวจสอบว่า…ทำให้เกิดกำลังผลิตพลังงานสะอาดแห่งใหม่จริง หรือเป็นเพียงการซื้อสิทธิจากกำลังผลิตเดิม

เพราะหากความต้องการไฟเพิ่มขึ้น แต่ไฟสะอาดใหม่ไม่เพิ่มตาม ระบบอาจยังต้องเดินโรงไฟฟ้าก๊าซหรือเชื้อเพลิงฟอสซิลมาชดเชยอยู่ดี

จัดสรรน้ำ – จัดสรรอำนาจ :

ทรัพยากรน้ำ เป็นอีกโจทย์ที่อาจกลายเป็น…ความขัดแย้งทางการเมืองในระดับพื้นที่ เหตุเพราะ…ดาต้าเซ็นเตอร์บางประเภทต้องใช้น้ำในระบบระบายความร้อนจำนวนมาก แม้ปริมาณการใช้จะแตกต่างกันตามขนาด เทคโนโลยี และระบบหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ก็ตาม

ความกังวลจะเพิ่มขึ้นเป็น พิเศษในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่ง ภาคครัวเรือน เกษตรกรรม อุตสาหกรรมเดิม และโครงการลงทุนใหม่ ต่างต้อง…พึ่งพาแหล่งน้ำชุดเดียวกัน โดยเฉพาะ ในฤดูแล้ง

รัฐบาล และ BOI จึงเสนอให้จัดทำแผนที่ระบบน้ำและชลประทาน (Water Map) ควบคู่กับ แผนที่ศักยภาพของระบบไฟฟ้า (Power Map) เพื่อกำหนดพื้นที่ซึ่งมีความพร้อมรองรับดาต้าเซ็นเตอร์อย่างแท้จริง

แต่การจัดสรรน้ำและไฟฟ้า ก็ไม่ควรเป็นเพียงการตัดสินใจ ระหว่าง…หน่วยงานรัฐกับนักลงทุน เพราะเป็น…การจัดสรรทรัพยากรสาธารณะ ประชาชนในพื้นที่จึงควรเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมตั้งแต่ก่อนอนุมัติโครงการ ไม่ใช่รอรับฟังคำชี้แจงเมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้นแล้ว

รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่า…ในวันที่น้ำไม่เพียงพอ ใครจะได้รับสิทธิก่อน? ระหว่าง…ประชาชน เกษตรกร โรงงานเดิม หรือดาต้าเซ็นเตอร์ที่ได้รับการส่งเสริมจากรัฐ

นั่นเพราะ…ลำดับความสำคัญดังกล่าวไม่ใช่เพียงเรื่องทางเทคนิค แต่เป็นการตัดสินใจเชิงอำนาจและนโยบายสาธารณะโดยตรง!!!

แผลเก่า – วัดอำนาจใหม่ :

แรงกดดันที่ทำให้รัฐบาลต้องเร่งจัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ได้มาจาก…เรื่องพลังงานและน้ำ เท่านั้น แต่ยังรวมถึง…กรณีอาคารดาต้าเซ็นเตอร์ย่านพระราม 9 ซึ่งมีรายงานว่า…ตรวจพบน้ำมันสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองประมาณ 200,000 ลิตรโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่จึงมีคำสั่งให้นำน้ำมันออกและดำเนินการตามกฎหมาย

กรณีดังกล่าว เปิดให้เห็น “ช่องว่าง” ของระบบกำกับ เมื่อ…ดาต้าเซ็นเตอร์ ยังไม่มีนิยามและสถานะทางกฎหมายที่เป็นเอกภาพ บางโครงการอาจขออนุญาตก่อสร้างในลักษณะโกดัง อาคารสำนักงาน หรืออาคารประเภทอื่น ทั้งที่กิจการจริงมีการใช้ไฟฟ้าสูง มีระบบทำความเย็น เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และน้ำมันสำรองจำนวนมาก

เมื่อกิจการลักษณะนี้ ตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชน ปัญหาย่อมไม่ใช่เพียงเรื่องการลงทุน แต่ครอบคลุมถึงผังเมือง อัคคีภัย การอพยพ เสียง ความร้อน มลพิษ และความปลอดภัยของประชาชนโดยรอบ

บททดสอบของรัฐบาลจึงไม่ได้มีอยู่เฉพาะ…การออกกติกาสำหรับโครงการใหม่ แต่รวมถึง ความกล้าตรวจสอบโครงการที่ได้รับอนุญาตหรือได้รับสิทธิส่งเสริมไปแล้ว ว่า…ใช้ประโยชน์อาคารตรงตามใบอนุญาตหรือไม่ มีระบบป้องกันอุบัติภัยเพียงพอหรือไม่? และหน่วยงานใดต้องรับผิดชอบหากพบความบกพร่อง?

หาก “กติกาใหม่” ใช้เฉพาะโครงการในอนาคต แต่ปล่อยให้ “ช่องโหว่” ของโครงการเดิมดำรงอยู่ การตั้ง “บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์” ก็อาจเป็นเพียงการ “ปิดประตู” หลังทุนบางส่วนเดินเข้ามาแล้ว!!!

ตั้งบอร์ดง่าย – คุมทุนยาก :

คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ก่อนเปิดประชุมนัดแรกในวันที่ 4 กันยายน โดย นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดและมอบหมายให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ในฐานะ ประธานกรรมการ ดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระต่อไป

การมี คณะกรรมการกลาง จะได้ช่วยรวบรวมหน่วยงานที่เดิมต่างคนต่างถือกฎหมายคนละฉบับ ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม BOI หน่วยงานด้านไฟฟ้า น้ำ ผังเมือง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า…รัฐบาลจะเร่งทบทวนกฎหมาย กำหนดนิยามและสถานะทางกฎหมายของดาต้าเซ็นเตอร์ วางมาตรฐาน Green Data Center ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน และยกระดับการคุ้มครองข้อมูลกับความมั่นคงทางไซเบอร์

แต่ จำนวนคณะกรรมการ ไม่ได้เป็นหลักประกันว่า…จะควบคุมปัญหาได้ สิ่งสำคัญ ก็คือ…บอร์ดชุดนี้มีอำนาจบูรณาการข้อมูล สั่งการ และกำหนดมาตรฐานที่ทุกหน่วยงานต้องปฏิบัติตามได้จริงหรือไม่?

หาก บอร์ดมีเพียงอำนาจเสนอแนะ ขณะที่ ใบอนุญาตยังออกแยกกัน การตรวจสอบยังกระจัดกระจาย และไม่มีฐานข้อมูลกลางให้ประชาชนเข้าถึง ปัญหาการทำงานแบบต่างคนต่างรับผิดชอบก็อาจยังคงอยู่ภายใต้ชื่อคณะกรรมการชุดใหม่เท่านั้น

คำมั่นวันนี้ – คำตอบวันหน้า :

“รัฐบาลอนุทิน” กำลังเผชิญแรงกดดัน 2 ด้าน!!?? ด้านหนึ่ง คือ…การแข่งขันดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ซึ่งหากไทย วางกติกาช้าหรือไม่สามารถรับประกันไฟฟ้า น้ำ และโครงสร้างพื้นฐานได้ นักลงทุนอาจเลือกประเทศอื่น

อีกด้าน คือ…ความกังวลของประชาชนที่ไม่ต้องการให้ทรัพยากรสาธารณะถูกจัดสรรแก่ทุนขนาดใหญ่โดยขาดความโปร่งใส หรือปล่อยให้ชุมชนรับความเสี่ยง ขณะที่ ผลประโยชน์สำคัญตกอยู่กับนักลงทุนและผู้ได้รับสิทธิส่งเสริม

ทางเลือกของรัฐบาล จึงไม่ใช่…การปฏิเสธดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมด และไม่ใช่การเปิดรับทุกโครงการ!!!

แต่ต้อง…คัดเลือกการลงทุนที่ประเทศได้รับประโยชน์มากกว่าต้นทุน พร้อมกำหนดให้ ผู้ลงทุนรับผิดชอบค่าไฟ น้ำ โครงข่าย สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยอย่างเหมาะสม

คำประกาศของนายกรัฐมนตรี ที่ว่า…ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ นั้น นับเป็น…การตั้งโจทย์ที่ถูกทาง!

แต่คำตอบไม่ได้อยู่ที่ถ้อยแถลงหรือจำนวนคณะกรรมการ หากอยู่ที่กติกาซึ่งมีผลบังคับจริง การเปิดเผยข้อมูล การรับฟังชุมชน และความกล้าปฏิเสธโครงการที่ใช้ทรัพยากรของประเทศมากกว่าประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ

เพราะท้ายที่สุด! คำถาม “รัฐบาลคุมทุน?” จะไม่ได้ตัดสินจากว่า…ไทยสามารถดึงเงินลงทุนเข้ามาได้กี่แสนล้านบาท แต่ตัดสินจากรัฐบาลทำให้ ทุนรับผิดชอบต้นทุนได้เพียงใด? และสามารถรักษาผลประโยชน์ของประชาชนไว้ได้จริงหรือไม่!!??.