(กระจายอำนาจสู่ประชาชน หรือต่อรองอำนาจรัฐ กับชนชั้นนำในพื้นที่?)
“อนุทิน” เปิดเวทีฟังเสียงชายแดนใต้ ก่อนถก ครม.สัญจรที่สงขลา ประกาศทุกปัญหาต้องมี “เจ้าภาพ” ทุกข้อเสนอต้องมี “คำตอบ” แต่ภายใต้วลี “คนในพื้นที่ต้องมีส่วนร่วม” ก่อเกิดเป็นคำถามสำคัญ…อำนาจจะลงถึงประชาชนจริง หรือหยุดอยู่กับ “กลุ่มผู้นำ” ที่มีอำนาจต่อรอง ขณะที่ “ฝ่ายความมั่นคง” ยังไม่เปิดไพ่ทั้งหมด ก่อนการพูดคุยสันติสุขรอบใหม่
ฟังเสียง หรือจัดสรรอำนาจ :
ก่อนการประชุม คณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) อย่างเป็นทางการที่จังหวัดสงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้
โดยมี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย…รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ฝ่ายปกครอง ฝ่ายความมั่นคง ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา ภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และ ภาคประชาสังคม เข้าร่วม
เวทีดังกล่าว จึงมิใช่เพียง…การรับฟังความเดือดร้อนก่อนประชุม ครม.สัญจร แต่มีลักษณะเป็น “โต๊ะ” กำหนดทิศทางอำนาจและทรัพยากรของพื้นที่ชายแดนใต้ในระยะต่อไป
ข้อเสนอจาก…ภาคประชาชนและตัวแทนกลุ่มต่างๆ ครอบคลุมตั้งแต่…การรักษาความปลอดภัย เศรษฐกิจ ปากท้อง ยาเสพติด การศึกษา ศาสนา กีฬา เยาวชน ตลอดจน การดูแลหญิงม่ายและครอบครัวที่สูญเสียเสาหลัก
รวมถึง ข้อเสนอ…จัดตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติดโดยชุมชนมีส่วนร่วม ระบบ “หนึ่งครอบครัว หนึ่งแผนการช่วยเหลือ” การพัฒนาครูตาดีกาและครูอิสลามศึกษา การเพิ่มบุคลากรด้านอิสลามศึกษา และการสนับสนุนงบประมาณพัฒนากีฬาเด็กและเยาวชน
นายกรัฐมนตรี ประกาศว่า “ทุกปัญหาต้องมีเจ้าภาพ ทุกข้อเสนอต้องมีคำตอบ” พร้อมเปรียบ ประชาชนและเครือข่ายชุมชน เป็น “ภูมิคุ้มกัน” ที่จะช่วยป้องกัน แก้ไข และคลี่คลายปัญหาอย่างยั่งยืน
ถ้อยคำดังกล่าว มีความหมายทางการเมืองมากกว่า…คำปลอบใจ เพราะเท่ากับรัฐบาลยอมรับว่า…การแก้ปัญหาชายแดนใต้ด้วยคำสั่งจากส่วนกลางหรือกำลังความมั่นคงเพียงด้านเดียวไม่เพียงพออีกแล้ว
แต่ทันทีที่รัฐบาล…เปิดพื้นที่ให้ “คนในพื้นที่” มีบทบาทมากขึ้น คำถามสำคัญก็ตามมาว่า…
ใครคือคนในพื้นที่ที่มีสิทธินั่งบนโต๊ะ
ใครเป็นผู้แต่งตั้งหรือรับรองให้พูดแทนประชาชน
และ เสียงของผู้หญิง เยาวชน ชาวพุทธ ชาวมลายูมุสลิมที่คิดต่าง รวมถึงประชาชนซึ่งไม่สังกัดเครือข่ายการเมือง ศาสนา หรือองค์กรใด จะได้รับน้ำหนักเท่าเทียมกันหรือไม่?
เมื่อความไม่สงบเป็นทุนต่อรอง :
คนไทยในภูมิภาคอื่นย่อม ซึ่งเป็น “เจ้าของร่วม” เงินภาษีแผ่นดิน ก็มีสิทธิ “ตั้งข้อสังเกต” ที่ว่า…ภายใต้สถานการณ์ความรุนแรงที่ยืดเยื้อ กลุ่มแกนนำ ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน และเครือข่ายทางการเมืองบางส่วนอาจกำลังใช้อำนาจการเป็น “ตัวแทนพื้นที่” ต่อรองกับรัฐบาล เพื่อให้ได้งบประมาณ บทบาท และอำนาจกำหนดนโยบายเพิ่มขึ้นหรือไม่???
โดยเฉพาะ เมื่อข้อเรียกร้องบางเรื่องไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเยียวยาหรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่เกี่ยวพันถึงการบริหารโครงการ การจัดการศึกษา ระบบข่าวภาคประชาชน และการออกแบบกลไกของรัฐในพื้นที่
การตั้งคำถามเช่นนี้ ไม่ควรถูกตีความว่า…เป็นการปฏิเสธสิทธิของประชาชนชายแดนใต้ เพราะประชาชนผู้รับผลกระทบโดยตรงย่อมต้องมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของตนเอง
แต่ปัญหาอยู่ที่คำว่า “การมีส่วนร่วม” จะหมายถึง…การกระจายอำนาจไปถึงประชาชนจริง หรือเป็นเพียงการถ่ายโอนอำนาจจากข้าราชการส่วนกลางไปสู่ชนชั้นนำท้องถิ่นอีกชุดหนึ่ง!!??
หาก…งบประมาณและอำนาจใหม่ ตกอยู่กับ “เครือข่ายเดิม?”
หาก…ผู้เข้าร่วมเวทีไม่มีที่มาโปร่งใส?
หรือ หาก…ผู้นำบางกลุ่มสามารถผูกขาดการอธิบายว่าอะไรคือความต้องการของพื้นที่?
การมีส่วนร่วม ก็อาจกลายเป็น…ระบบอุปถัมภ์รูปแบบใหม่!!!
และ ยิ่งสถานการณ์ไม่สงบยืดเยื้อ “อำนาจต่อรอง” ของ ผู้ที่อ้าง ว่า…สามารถควบคุมหรือประสานคนในพื้นที่ก็ยิ่งสูงขึ้น! ความรุนแรง จึงเสี่ยงถูกแปลงเป็น “ทุนทางการเมือง” แม้ไม่จำเป็นว่า…ผู้นำทุกคน จะมีเจตนาเช่นนั้น ก็ตามที
รัฐบาลจึงต้องแยกให้ได้ ระหว่าง…ตัวแทนที่ทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ กับ ตัวแทนที่ใช้ความเปราะบางของพื้นที่เพิ่มอำนาจให้เครือข่ายตนเอง
การรับฟังต้องกว้างกว่าการเชิญบุคคลที่รัฐคุ้นเคยมานั่งประชุม และการให้งบประมาณต้องมาพร้อมการเปิดเผยเจ้าภาพ กรอบเวลา ผลสัมฤทธิ์ และระบบตรวจสอบจากประชาชน!!??
ไพ่ความมั่นคงที่ยังคว่ำอยู่ :
ท่าทีของ ฝ่ายความมั่นคง ยิ่งทำให้เห็นว่า…สมการนี้ยังไม่ลงตัว? เห็นได้ชัดจากท่าทีของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ปฏิเสธให้สัมภาษณ์เรื่องการปรับยุทธวิธีให้สอดรับกับการพูดคุยสันติสุข
ขณะที่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบกและเลขาธิการ กอ.รมน. ระบุว่า ยังต้องหารือกรอบของฝ่ายความมั่นคง
และยอมรับว่า…ยังมีบางพื้นที่น่ากังวล แม้ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้
การไม่เปิดไพ่ทั้งหมด อาจเป็นความจำเป็นทางยุทธการ เพราะ…ข้อมูลข่าวกรอง การวางกำลัง พื้นที่เสี่ยง และขีดเส้นที่รัฐยอมรับได้ ไม่ควรถูกเปิดเผยจนกระทบการปฏิบัติหรือทำให้รัฐเสียอำนาจต่อรองก่อนการพูดคุย
แต่ความระมัดระวังดังกล่าว อาจสะท้อนอีกด้านว่า…ฝ่ายความมั่นคงยังไม่มั่นใจว่าการเปิดพื้นที่ทางการเมืองและเพิ่มบทบาทแก่เครือข่ายท้องถิ่นจะถูกใช้เพื่อสร้างสันติสุข หรือถูกบางกลุ่มนำไปขยายอิทธิพล!!!
อย่างไรก็ตาม ความเงียบของฝ่ายความมั่นคง ไม่ได้พิสูจน์โดยอัตโนมัติว่า…ผู้นำในพื้นที่กำลังต่อรองเกินขอบเขต
เพราะมันอาจสะท้อนว่า…หน่วยงานรัฐยังตกลงกันเองไม่ได้ หรือรัฐบาลยังไม่ได้กำหนดนโยบายและเส้นแบ่งอำนาจชัดเจน
ดังนั้น หากฝ่ายการเมืองพูดเรื่องสันติภาพ ฝ่ายพัฒนาพูดเรื่องงบประมาณ แต่ฝ่ายปฏิบัติยังยึดตรรกะควบคุมพื้นที่โดยไม่มีกติกากลาง
การบูรณาการ ระหว่าง…กระทรวงมหาดไทย ทหาร ตำรวจ ศอ.บต. และ กอ.รมน. ก็อาจเป็นเพียงการรวมหลายหน่วยงานไว้ในคณะกรรมการเดียว โดยไม่สามารถแก้ปัญหาคำสั่งซ้อนและความรับผิดชอบทับซ้อนได้
ความไว้วางใจที่รัฐต้องพิสูจน์ :
กรณี นายซอและ ดอเลาะ อายุ 21 ปี ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุ ถูกยิงในอำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม และเกิดข้อสงสัยว่า…อาจเกี่ยวข้องกับเฮลิคอปเตอร์ที่บินลาดตระเวน นั้น ถือเป็น “บททดสอบสำคัญ” ของความไว้วางใจ???
ฝ่ายหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ยืนยันว่า…ไม่มีอาวุธประจำเครื่องและไม่มีการนำอาวุธประจำกายขึ้นไป ขณะที่ พ.อ.ภาสกร บูรณวณิช รองเลขาธิการ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แสดงความมั่นใจว่า…ไม่ได้มีการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ และ พร้อมให้ลงโทษทั้งทางวินัยและอาญาหากพิสูจน์ได้ว่าเจ้าหน้าที่กระทำผิด
แต่เมื่อ คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ขอระเบียบห้ามนำอาวุธขึ้นอากาศยาน บันทึกการบิน รายชื่อเจ้าหน้าที่ และข้อมูลการเบิกอาวุธ ได้รับคำตอบที่ว่า…เอกสารบางส่วนยังต้องรอผู้บังคับบัญชาพิจารณา
ประเด็นจึงมิได้อยู่เพียงว่า…ใครเป็นผู้ยิง? แต่อยู่ที่ประชาชนจะเชื่อถือกระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงของรัฐได้เพียงใด?
การประกาศความมั่นใจก่อนหลักฐานทุกด้านเปิดเผย อาจทำให้คำยืนยันของรัฐถูกมองว่าเป็นการปกป้ององค์กร มากกว่าการแสวงหาความจริง!!!
รัฐบาลไม่อาจขอให้ประชาชนเป็น “ภูมิคุ้มกัน” ของพื้นที่ ขณะที่ รัฐปิดข้อมูลซึ่งจำเป็นต่อการตรวจสอบ ความโปร่งใสจึงไม่ใช่อุปสรรคต่อความมั่นคง
แต่เป็น…ส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความมั่นคง
นั่นเพราะ…ทุกครั้งที่รัฐตอบข้อสงสัยอย่างตรงไปตรงมา จะลดพื้นที่ของข่าวลือ ความหวาดระแวง และการชักจูงประชาชนเข้าสู่ความขัดแย้ง
สันติภาพสามโต๊ะ :
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ระบุว่า…ความสงบและความปลอดภัยเป็นหัวใจ หากไม่มีความปลอดภัย การพัฒนาด้านอื่นก็ทำได้ลำบาก พร้อมระบุว่า…มีการตั้งกลไกบูรณาการกระทรวงมหาดไทย ทหาร และตำรวจแล้ว
ขณะที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ ซึ่ง กำกับดูแล ศอ.บต. และดำรงตำแหน่งรองประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ มองว่า…การพูดคุยสันติสุขเป็นส่วนหนึ่งของการลดความรุนแรง แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด รัฐต้องยกระดับชีวิต สร้างโอกาสแก่ประชาชนและเยาวชน รวมทั้งพูดคุยประเด็นการเมืองควบคู่กัน
ภาพที่ปรากฏจึงดูเหมือน…กระบวนการสันติสุขกำลังเกิดขึ้นพร้อมกันบน 3 โต๊ะ???
โต๊ะแรก คือ…รัฐบาลกับประชาชนและตัวแทนพื้นที่
โต๊ะที่สอง คือ…รัฐบาลกับฝ่ายความมั่นคง
และ โต๊ะที่สาม คือ…คณะพูดคุยของรัฐกับกลุ่มผู้เห็นต่าง
หากทั้ง 3 โต๊ะไม่มีเป้าหมายและเส้นแบ่งอำนาจร่วมกัน ข้อตกลงจากโต๊ะหนึ่ง อาจถูกขัดขวางหรือไม่ยอมรับโดยอีกโต๊ะหนึ่ง!!??
โจทย์ของนายอนุทิน จึงไม่ใช่เพียงทำให้การพูดคุยเริ่มต้น หรืออนุมัติงบประมาณตามข้อเสนอ แต่ต้องทำให้ฝ่ายการเมือง ฝ่ายความมั่นคง และกลไกท้องถิ่นทำงานภายใต้กติกาเดียวกัน
รัฐบาลต้องกำหนดให้ชัดว่า…เรื่องใดกระจายอำนาจได้? เรื่องใดต้องตรวจสอบร่วมกัน? และเรื่องใดเกี่ยวข้องกับอธิปไตย กฎหมาย และสิทธิของประชาชนทั้งประเทศ? ซึ่งไม่อาจนำไปต่อรองเฉพาะกลุ่ม
อย่าให้สันติสุขผูกขาด :
การแก้ปัญหาชายแดนใต้ ไม่ควรกลับไปสู่…การผูกขาดอำนาจโดยส่วนกลาง แต่ก็ไม่ควรเดินไปสู่การผูกขาดอำนาจ โดยชนชั้นนำท้องถิ่น
การมีส่วนร่วมต้องเปิดกว้างและมีตัวแทนหลากหลาย งบประมาณต้องตรวจสอบได้ ฝ่ายความมั่นคงควรเก็บความลับเฉพาะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติ แต่การใช้อำนาจและข้อกล่าวหาต่อประชาชนต้องอยู่ภายใต้กระบวนการยุติธรรมที่น่าเชื่อถือ
ครม.สัญจรที่สงขลา ครั้งนี้ จึงเป็นมากกว่า…เวทีพัฒนาเศรษฐกิจห้าจังหวัดภาคใต้ แต่มันจะเป็น สนามสอบ ที่ว่า…รัฐบาลอนุทินจะเปลี่ยนเสียงประชาชนให้เป็นนโยบาย เปลี่ยนอำนาจความมั่นคงให้เป็นความไว้วางใจ และป้องกันไม่ให้กระบวนการสันติสุขกลายเป็นตลาดต่อรองผลประโยชน์ได้หรือไม่?
สันติสุข! ต้องไม่กลายเป็น…ราคาต่อรองเพื่อแบ่งอำนาจ และ ความมั่นคง! จะต้องไม่กลายเป็นข้ออ้างเพื่อปิดบังอำนาจ
เป้าหมายสุดท้าย! ต้องไม่ใช่เพียงทำให้…เสียงปืนเงียบ! แต่ต้องทำให้…ประชาชนทุกกลุ่มอยู่ภายใต้กติกาที่เป็นธรรม โดยไม่มีฝ่ายใดใช้ความรุนแรง ความหวาดกลัว ศาสนา หรือสถานะตัวแทนประชาชน…
สร้างอาณาจักรอำนาจของตนขึ้นมาแทนที่รัฐและสังคมส่วนรวมอย่างเด็ดขาด!!!.

