(ลดค่าครองชีพเห็นผล แต่ผลงานบางข้อ? ยังต้องพิสูจน์ – โจทย์ใหญ่ ‘เศรษฐกิจไทย’ ยังรอคำตอบ!)
แกะบัญชี 10 ผลงานรัฐบาลอนุทิน ลดค่าไฟ–เติมเงินฐานราก เห็นผลแค่ไหน? บางมาตรการช่วยได้จริง แต่หลายโครงการยังเร็วเกินเรียกว่า “สำเร็จ” เมื่อเงินกระตุ้นหมด เศรษฐกิจไทยจะเดินต่ออย่างไร? ประเด็นสำคัญเยี่ยง “หัวหน้ารัฐบาล” ต้องตอบให้เคลียร์!!!
รัฐบาลที่นำโดย พรรคภูมิใจไทย เผยแพร่ “10 ผลงานรัฐบาล ทำแล้ว ประชาชนได้อะไร?” ภายใต้…แนวคิด “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และสร้างโอกาสให้คนไทย” โดยชูตัวเลขสำคัญๆ ได้แก่…
ยอดใช้จ่ายสะสมในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” มากกว่า 1.21 แสนล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 26 ล้านคน ร้านค้าเข้าร่วมประมาณ 1.19 ล้านร้าน และการเติมทุนให้กองทุนชุมชนทั่วประเทศ 4,452 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีการลดค่าไฟ 200 หน่วยแรกเหลือไม่เกินหน่วยละ 3 บาท การต่ออายุบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการปุ๋ยสั่งตัด แฟรนไชส์สร้างอาชีพ การปราบปรามสแกมเมอร์ ตลอดจน การพัฒนา “หมอพร้อม Super App” และ การผลักดันประเทศไทยสู่ Medical & Wellness Hub
หาก ประเมินอย่างเป็นธรรม! ต้องยอมรับว่า…บางมาตรการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้จริง แต่การเรียกรวมทั้งหมดว่าเป็น “ผลงานที่ทำแล้ว” อาจเร็วเกินไป เพราะหลายโครงการยังไม่มีข้อมูลยืนยันผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับประชาชนอย่างชัดเจน!!??
เงินสะพัด แต่ไม่ใช่กำไรทั้งหมด :
“ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เป็น…ผลงานที่รัฐบาลมีตัวเลขรองรับชัดที่สุด! ข้อมูลล่าสุดที่รัฐบาลนำเสนอระบุว่า…มียอดใช้จ่ายสะสมกว่า 1.21 แสนล้านบาท แบ่งเป็น…เงินที่รัฐร่วมจ่ายประมาณ 70,054 ล้านบาท และ เงินที่ประชาชนร่วมจ่ายประมาณ 51,794 ล้านบาท
มาตรการดังกล่าวช่วยลดค่าครองชีพ เพิ่มยอดขายให้ร้านอาหาร ร้านค้า และกิจการรายย่อย รวมทั้ง พยุงกำลังซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจและรายได้ครัวเรือนยังเปราะบาง
จึงเป็นเรื่องที่…รัฐบาลสมควรได้รับเครดิต!!!
ภาคเอกชนเอง ก็มองเห็นผลเชิงบวก คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 มาอยู่ที่ร้อยละ 1.6–2.0 โดยระบุว่า…โครงการไทยช่วยไทย พลัสเป็นหนึ่งในปัจจัยสนับสนุนการบริโภคภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม “ยอดใช้จ่าย” ไม่เท่ากับ “มูลค่าเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นสุทธิ” ทั้งหมด! เพราะ…ประชาชนบางส่วนอาจนำสิทธิไปซื้อสินค้าที่ต้องซื้ออยู่แล้ว หรือย้ายการจ่ายด้วยเงินสดเข้ามาอยู่ในโครงการ ขณะที่ การใช้จ่ายบางส่วนอาจเป็นการดึงกำลังซื้อในอนาคตมาใช้ก่อน
รัฐบาลจึงควร “เปิดข้อมูล” ให้ลึกกว่าจำนวนเงินและจำนวนผู้ใช้สิทธิ??? โดยต้องตอบให้ได้ว่า…ร้านค้ามียอดขายเพิ่มจากภาวะปกติเท่าไร? เกิดการจ้างงานใหม่กี่ตำแหน่ง เงินกระจายไปจังหวัดและกลุ่มอาชีพใด? และ หลังสิ้นสุดโครงการ ร้านค้ายังรักษารายได้ไว้ได้หรือไม่?
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระบุว่า…รัฐบาลไม่ได้มุ่งใช้นโยบายประชานิยม แต่ต้องการให้ประชาชนยืนอยู่บนขาของตนเอง ส่วนการดำเนินโครงการระยะที่สองจะต้องพิจารณาทั้งงบประมาณและภาวะเศรษฐกิจ
ท่าทีนี้ ถือว่า…ถูกทาง!!! หากรัฐบาลประเมินผลระยะแรกอย่างตรงไปตรงมาก่อนตัดสินใจใช้เงินก้อนใหม่ ไม่ใช่ต่ออายุโครงการเพียงเพราะได้รับความนิยมทางการเมือง
หนึ่งโครงการ 2 ผลงาน? :
ใน บัญชี 10 ผลงาน รัฐบาลแยก “เติมทุนให้ชุมชน 4,452 ล้านบาท” เป็นข้อหนึ่ง และแยก “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” เป็นอีกข้อหนึ่ง
ทั้งที่ทั้ง 2 ส่วนอยู่ภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” เดียวกัน
โครงการนี้ ดำเนินการผ่าน…กองทุนหมู่บ้าน กองทุนชุมชนเมือง และ กองทุนชุมชนทหารรวม 79,610 กองทุน มี…ฐานสมาชิกรวมมากกว่า 12 ล้านคน โดยรัฐเพิ่มทุนให้กองทุนตามระดับดอกเบี้ยที่กองทุนลดให้สมาชิก
แนวคิดนำเงินทุนเข้าใกล้ประชาชน ลดต้นทุนสินเชื่อ และสกัดหนี้นอกระบบเป็นเรื่องที่ควรสนับสนุน แต่การจัดสรรงบประมาณยังไม่ใช่หลักฐานว่าประชาชนสร้างอาชีพและรายได้มั่นคงแล้ว
รัฐบาลต้องติดตามว่า…มีสมาชิกได้รับสินเชื่อจริงกี่ราย? นำเงินไปลงทุนในกิจการใด? สามารถชำระคืนได้หรือไม่? และลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบได้เท่าไร?
พร้อมป้องกัน…การใช้เส้นสาย การเลือกปฏิบัติ และ การปล่อยกู้โดยไม่ประเมินความสามารถชำระหนี้
หากไม่มีระบบติดตามที่เข้มแข็ง โครงการแก้หนี้…อาจกลายเป็นเพียงการ “สร้างหนี้ก้อนใหม่” ในระบบกองทุนชุมชน
ค่าไฟ 3 บาท จับต้องได้ :
การปรับค่าไฟสำหรับบ้านอยู่อาศัย 200 หน่วยแรก เหลือไม่เกินหน่วยละ 3 บาท เป็นอีก…มาตรการที่ประชาชนสัมผัสได้โดยตรง และ ตรวจสอบผลจากบิลค่าไฟได้ง่ายกว่าหลายโครงการ
สิ่งที่ควรให้คะแนนเพิ่ม ก็คือ…การขยายความคุ้มครองไปยังบ้านเช่า หอพัก อพาร์ตเมนต์ บ้านที่ไม่มีทะเบียนบ้าน และผู้ใช้มิเตอร์ชั่วคราวบางประเภท ซึ่งที่ผ่านมาอาจต้องจ่ายค่าไฟแพงกว่าครัวเรือนทั่วไป
มาตรการนี้ ให้ประโยชน์แก่ครัวเรือนที่ใช้ไฟน้อยมากกว่าบ้านขนาดใหญ่ จึงมีลักษณะช่วยเหลือแบบมุ่งเป้าและลดความเหลื่อมล้ำได้ระดับหนึ่ง
แต่รัฐบาลต้องชี้แจงด้วยว่า…ต้นทุนส่วนต่างมาจากแหล่งใด? ใช้งบประมาณเท่าไร? และจะดำเนินการได้นานเพียงใด?
เพื่อไม่ให้ค่าไฟที่ลดลงวันนี้…กลายเป็นภาระหนี้ หรือถูกเรียกเก็บคืนจากประชาชนในอนาคต
ทางออกระยะยาว…ต้องไปไกลกว่าการกำหนดราคาพิเศษ ได้แก่…การเปิดเผยต้นทุนค่าไฟ ทบทวนสัญญาซื้อไฟและค่าความพร้อมจ่าย ส่งเสริมโซลาร์ภาคประชาชน และเพิ่มการแข่งขันในกิจการพลังงาน
สวัสดิการต้องพาคนพ้นจน :
การต่อสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 รวมทั้ง การเพิ่มเบี้ยความพิการเดือนละ 200 บาท เป็นมาตรการจำเป็นสำหรับดูแลกลุ่มเปราะบางในช่วงค่าครองชีพสูง
แต่การต่อเวลาใช้สิทธิเป็น…การรักษามาตรการเดิม มิใช่การปฏิรูประบบสวัสดิการครั้งใหม่ ดังนั้น รัฐบาลจึงควรพัฒนาฐานข้อมูลให้ค้นหาคนตกหล่นได้รวดเร็ว และปรับสิทธิตามรายได้กับความจำเป็นที่เปลี่ยนแปลงไป
ความสำเร็จไม่ควรวัดจากจำนวนผู้ถือบัตรที่เพิ่มขึ้น แต่ต้องวัดจากจำนวนครัวเรือนที่มีรายได้สูงขึ้น มีงานทำ และสามารถพ้นจากภาวะเปราะบางได้อย่างถาวร
ปุ๋ยดี ต้องมีตัวเลข :
“ปุ๋ยสั่งตัด” เป็นแนวคิดที่ถูกต้องในทางวิชาการ เพราะใช้…ผลวิเคราะห์ดินและชนิดพืชกำหนดสูตรและปริมาณปุ๋ย ลดการใช้เกินความจำเป็น ลดต้นทุน และช่วยฟื้นฟูคุณภาพดิน
แต่การนับเป็น…ผลงานรัฐบาล จะต้องมีข้อมูลมากกว่าการเปิดตัวโครงการ เช่น พื้นที่เข้าร่วมจำนวนกี่ไร่ เกษตรกรได้รับประโยชน์กี่ราย? ต้นทุนต่อไร่ลดลงเท่าไร? ผลผลิตเพิ่มขึ้นเพียงใด? และรายได้สุทธิของเกษตรกรเปลี่ยนแปลงอย่างไร?
หากยังไม่มีข้อมูลเหล่านี้ “ปุ๋ยสั่งตัด” ควรถูกจัดอยู่ในกลุ่มนโยบายที่มีทิศทางดีและกำลังดำเนินงาน มากกว่าผลงานที่ประสบความสำเร็จแล้ว
แฟรนไชส์ 150 ราย ยังไกลคำว่าสำเร็จ :
โครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” สนับสนุน…ค่าแพ็กเกจแฟรนไชส์ร้อยละ 50 สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อราย พร้อม สนับสนุนพื้นที่ขาย แหล่งเงินทุน และการพัฒนาทักษะ
แต่ข้อมูล ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า…มีประชาชนรับเงื่อนไขแพ็กเกจแล้วเพียง 150 ราย ตัวเลขดังกล่าวยังน้อยเกินกว่าจะเรียกว่าเป็นผลงานสร้างอาชีพระดับประเทศ
ยิ่งกว่านั้น การซื้อแพ็กเกจไม่ได้รับประกันว่าธุรกิจจะอยู่รอด ผู้เข้าร่วมยังต้องแบกรับค่าวัตถุดิบ ค่าเช่า ทำเล การแข่งขัน และความเสี่ยงจากยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า
ตัวชี้วัด! ที่มีความหมาย? จึงต้องเป็น…จำนวนกิจการที่เปิดได้จริง รายได้สุทธิ อัตราการอยู่รอดหลัง 6 เดือนและ 1 ปี รวมถึงจำนวนผู้เข้าร่วมที่เลี้ยงชีพจากกิจการได้ ไม่ใช่จำนวนผู้ลงชื่อรับเงื่อนไข
ปราบสแกมเมอร์ ต้องถึงตัวการ :
รัฐบาลระบุว่า…ได้ยกระดับการปราบปรามสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ โดยประสานงานกับ FBI และหน่วยงานต่างประเทศ แลกเปลี่ยนข้อมูล ติดตามเครือข่าย และยึดอายัดทรัพย์เพื่อนำมาคืนผู้เสียหาย
ทิศทางนี้ถูกต้อง เพราะ…ขบวนการสแกมเมอร์เชื่อมโยงกันหลายประเทศ แต่คำว่า “ประสานความร่วมมือ” จึงยังไม่ใช่ผลสำเร็จในตัวเอง
รัฐบาลควรเปิดเผย…จำนวนคดี ผู้ต้องหา บัญชีม้าที่ถูกระงับ มูลค่าทรัพย์สินที่ยึดได้ และจำนวนผู้เสียหายที่ได้รับเงินคืน พร้อม ดำเนินคดีถึงผู้บงการ นายทุน และเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ใช่จับได้เฉพาะบัญชีม้าหรือผู้ปฏิบัติระดับล่าง
หมอพร้อม แต่ระบบพร้อมหรือยัง? :
การพัฒนา “หมอพร้อม Super App” ให้เชื่อม…ประวัติสุขภาพ การนัดหมาย การส่งต่อ และ บริการป้องกันโรค มีศักยภาพช่วยลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความสะดวกให้ประชาชน
ส่วนการ ผลักดันประเทศไทยสู่ Medical & Wellness Hub ก็เป็นโอกาสสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมสุขภาพ การแพทย์ และนวัตกรรม
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องแสดงผลลัพธ์ ที่ว่า…มีสถานพยาบาลเชื่อมข้อมูลจริงกี่แห่ง? ประชาชนใช้งานอย่างต่อเนื่องกี่คน? ลดเวลารอรับบริการได้เท่าไร? และ มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลสุขภาพอย่างไร?
การดึงผู้ป่วยต่างชาติเข้ามาใช้บริการต้องไม่ทำให้แพทย์ พยาบาล และทรัพยากรไหลออกจากระบบหลักประกันสุขภาพ จนคนไทยต้องรอรับบริการนานขึ้น
ฝ่ายค้านทวงแผนใหญ่ :
ฝ่ายค้านเคยตั้งคำถามว่า…นโยบายของรัฐบาลยังไม่สะท้อนทิศทางรับมือวิกฤตอย่างชัดเจน และมาตรการจำนวนหนึ่งมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
ข้อวิจารณ์ดังกล่าวมีน้ำหนัก เพราะ…10 ผลงานที่รัฐบาลนำเสนอส่วนใหญ่เน้นอุดหนุนกำลังซื้อ ลดรายจ่าย และเพิ่มสภาพคล่อง ขณะที่ ปัญหาใหญ่ทั้งผลิตภาพแรงงาน หนี้ครัวเรือน การผูกขาด ระบบภาษี การศึกษา สังคมสูงวัย และความสามารถแข่งขัน ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน!!!
ภาคธุรกิจ ยังตั้งข้อสังเกตว่า…การกำหนดเงื่อนไขบางโครงการอาจทำให้ผู้ประกอบการในระบบภาษีแข่งขันไม่เท่าเทียมกับกิจการนอกระบบ รัฐบาลจึงควรใช้มาตรการสนับสนุนเป็นแรงจูงใจดึงร้านค้าเข้าสู่ระบบภาษี แทนการปล่อยให้คนทำถูกกฎหมายเสียเปรียบ
“ทำแล้ว” ต้องวัดผลได้ :
หากจำแนกบัญชี 10 ผลงานอย่างตรงไปตรงมา อาจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย…
กลุ่มแรก คือ…มาตรการที่เกิดผลและประชาชนสัมผัสได้ ได้แก่ ไทยช่วยไทย พลัส การลดค่าไฟ 200 หน่วยแรก และการต่อสิทธิสวัสดิการแก่กลุ่มเปราะบาง
กลุ่มที่สอง คือ…มาตรการที่มีทิศทางดี แต่ยังต้องรอผลลัพธ์ ได้แก่ ดอกเบี้ยคนละครึ่ง ปุ๋ยสั่งตัด และการปราบสแกมเมอร์
กลุ่มที่สาม คือ…โครงการระยะเริ่มต้นหรือยังเป็นเป้าหมาย ได้แก่ แฟรนไชส์สร้างอาชีพ หมอพร้อม Super App และ Medical & Wellness Hub
ดังนั้น คำว่า…“10 ผลงาน ทำแล้ว” จึงมีทั้ง…ส่วนที่เป็นผลงานจริง การนับองค์ประกอบของโครงการเดียวเป็นมากกว่าหนึ่งผลงาน และ การนำโครงการที่เพิ่งเริ่มต้นมารวมกับมาตรการที่เกิดผลแล้ว
สิ่งที่รัฐบาลควรทำต่อไป นั่นก็คือ…จัดทำบัญชีผลงานเปิดเผยทุก 3 เดือน ระบุงบประมาณ ผู้ได้รับประโยชน์ ผลลัพธ์สุทธิ การกระจายรายได้ การจ้างงาน ตลอดจน ข้อบกพร่องของแต่ละโครงการ พร้อมเปิดให้ หน่วยงานตรวจสอบ นักวิชาการ ภาคธุรกิจ และประชาชน ได้เข้าถึงข้อมูลอย่างเต็มที่!!!
รัฐบาลสมควรได้รับคำชม ในเรื่องที่ช่วยประชาชนได้จริง แต่ก็ต้องยอมรับคำติงในเรื่องที่ยังไม่มีผลพิสูจน์
นั่นเพราะ…รัฐบาลที่ดี ไม่ใช่รัฐบาลที่ประชาสัมพันธ์เก่งที่สุด หากเป็นรัฐบาลที่แยกให้ออก ว่า…มาตรการใดควรเดินหน้าต่อ มาตรการใดต้องปรับปรุง และมาตรการใดควรยุติก่อนสร้างภาระให้ประเทศ
ท้ายที่สุด! ตัวเลข 1.21 แสนล้านบาท อาจแสดงให้เห็นว่า…เงินถูกใช้ไปมากเพียงใด? แต่นั่น ก็ยังไม่ได้ตอบคำถามสำคัญที่สุดว่า…หลังเงินก้อนนี้หมดลง ประชาชนจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ธุรกิจจะแข็งแรงขึ้น และเศรษฐกิจไทยจะเดินต่อได้ด้วยตัวเองหรือไม่? แค่ไหน? และอย่างไร?
ทั้งหมดนี่คือ…การบ้านที่ใหญ่กว่า “10 ผลงาน” และเป็นคำตอบที่รัฐบาลอนุทินยังต้องพิสูจน์ต่อประชาชน!!!.

