(75 เหตุชายแดนใต้ บททดสอบอำนาจรัฐและภาวะ ‘ผู้นำ’ รัฐบาลอนุทิน)
กลายเป็น “บททดสอบใหญ่!” ครั้งสำคัญถึง “ภาวะผู้นำ” ของนายกฯอนุทิน และรัฐบาลของเขา รวมถึงประสิทธิภาพของระบบข่าวกรองแห่งชาติทั้งระบบ หลังเกิดเหตุความไม่สงบพร้อมกันในหลายพื้นที่ชายแดนภาคใต้ 22 – 24 ส.ค. เพราะเหตุร้ายรอบนี้ มันเป็นมากกว่าการท้าทายกำลังทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองในพื้นที่
เหตุความไม่สงบที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายพื้นที่ชายแดนภาคใต้ 22–23 ส.ค.2569 ไม่ได้เป็นเพียงการท้าทายกำลังทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองในพื้นที่ แต่กำลังกลายเป็นบททดสอบภาวะ “ผู้นำ” ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล รวมถึงประสิทธิภาพของระบบข่าวกรองแห่งชาติทั้งระบบ
สาระสำคัญไม่ได้อยู่แค่ว่า…ผู้ก่อเหตุสามารถจุดไฟ เผายาง ทำลายเสาไฟฟ้า กล้องวงจรปิด ยานพาหนะ และทรัพย์สินได้กี่จุด? แต่อยู่กับคำถามแรงๆ ที่ว่า…เหตุใดหน่วยงานรัฐซึ่งมีข้อมูลข่าวกรองล่วงหน้า จึงไม่สามารถแปลงข้อมูลนั้นเป็นมาตรการป้องกันเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ?
ข้อมูลทางการจากการแถลงร่วมของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ตำรวจ และ ศอ.บต. เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ระบุว่า…เหตุการณ์ระหว่างวันที่ 22–23 สิงหาคมเกิดขึ้นใน 4 จังหวัด ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา รวม 75 เหตุการณ์ มีผู้บาดเจ็บ 11 คน อาคารเสียหาย 17 แห่ง ยานพาหนะ 40 คัน เสาไฟฟ้า 32 ต้น รวมถึงเสาสัญญาณโทรศัพท์และกล้องวงจรปิด
ตัวเลข 75 เหตุการณ์แตกต่างจากรายงานระยะแรกที่ระบุ 32 หรือ 51 จุด แต่ความแตกต่างดังกล่าวอาจเกิดจากช่วงเวลารวบรวมข้อมูลและหลักเกณฑ์การนับที่ไม่ตรงกัน บางหน่วยนับเป็นจุดเกิดเหตุ บางหน่วยนับเป็นเหตุการณ์หรือคดี และบางหน่วยแยกระหว่างเหตุรุนแรงกับการก่อกวนเชิงสัญลักษณ์
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะใช้ตัวเลขใด การก่อเหตุพร้อมกันในพื้นที่กว้างย่อมสะท้อนถึงการวางแผน การประสานงาน และความสามารถในการเลือกเป้าหมายที่ฝ่ายรัฐดูแลได้ไม่ทั่วถึง
นั่งควบ มท. แต่กลไกรัฐเดินคนละจังหวะ :
นายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งทั้ง…นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย อีกทั้งใน..ฐานะ นายกรัฐมนตรียังเป็นผู้อำนวยการ กอ.รมน.โดยตำแหน่ง จึงมีอำนาจเชื่อมกลไกการเมือง ฝ่ายปกครอง และความมั่นคงเข้าด้วยกันมากกว่ารัฐบาลที่กระจายอำนาจกำกับไว้กับรัฐมนตรีหลายคน
หลังเกิดเหตุ นายกรัฐมนตรีเรียกผู้บริหารสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ศอ.บต. และ กอ.รมน.เข้าหารือเร่งด่วน พร้อมกำชับว่าข่าวกรองต้องรวดเร็วและแม่นยำกว่าเดิม
นายกฯอนุทิน ยังเรียก นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ซึ่งทำหน้าที่ ที่ปรึกษาคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าหารือเกือบหนึ่งชั่วโมง ก่อนนัดพูดคุยกับฝ่ายความมั่นคงอีกครั้งเพื่อวิเคราะห์สาเหตุและกำหนดแนวทางแก้ไข
ท่าทีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า…รัฐบาลตระหนักถึงความรุนแรงของสถานการณ์ แต่สิ่งที่สังคมรอคอยไม่ใช่เพียงการประชุมเพิ่มอีกหนึ่งครั้ง หากเป็นคำตอบว่าใครต้องรับผิดชอบต่อช่องว่างระหว่าง “การมีข่าว” กับ “การป้องกันเหตุ”
หากรัฐบาลมีข้อมูลล่วงหน้าแล้ว แต่ข้อมูลไม่ระบุวัน เวลา เป้าหมาย หรือพื้นที่ ก็หมายความว่า…คุณภาพข่าวกรองยังไม่เพียงพอสำหรับการปฏิบัติ แต่หากข้อมูลมีรายละเอียดและถูกส่งไปถึงหน่วยงานแล้ว เหตุใดจึงไม่มีการเพิ่มกำลังหรือยกระดับการรักษาความปลอดภัยก่อนเกิดเหตุ
คำถามนี้เป็นเรื่องของสายบังคับบัญชาและความรับผิดชอบทางการเมือง ไม่ใช่เพียงข้อจำกัดทางยุทธวิธีในพื้นที่
รู้ล่วงหน้า จุดเปลี่ยนของคำอธิบายรัฐ :
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ ซึ่งได้รับมอบหมาย กำกับหน่วยงานด้านความมั่นคงบางส่วน รวมถึง สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ยอมรับว่า…ฝ่ายรัฐทราบล่วงหน้าว่าจะมีปฏิบัติการ แต่การประเมินว่าเหตุจะเกิดขึ้นเมื่อใดและที่ใดยังไม่ดีพอ ประกอบกับการกระจายการก่อเหตุทำให้สกัดกั้นได้ยาก
คำยอมรับนี้ มีน้ำหนักทางการเมืองสูง! เพราะทำให้รัฐบาลไม่สามารถอธิบายเหตุการณ์ว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดได้อีกต่อไป!!!
ประเด็นจึงเปลี่ยนจากคำถามว่า “หน่วยข่าวรู้หรือไม่?” ไปสู่คำถามว่า “รู้มากพอหรือไม่? ส่งต่อทันเวลาหรือไม่? และผู้มีอำนาจตัดสินใจตอบสนองต่อข้อมูลอย่างไร?”
ขณะเดียวกัน นายสีหศักดิ์ ระบุด้วยว่า…มาเลเซียพร้อมให้ความร่วมมือ หากไทยแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลหรือเส้นทางหลบหนี โดยทั้งสองประเทศได้หารือเรื่องความร่วมมือชายแดนมาแล้วระหว่างการเยือนมาเลเซียของนายกรัฐมนตรี
มิติระหว่างประเทศ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมาเลเซียไม่เพียงเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกับพื้นที่เกิดเหตุ แต่ยังมีบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกในกระบวนการพูดคุยสันติสุขระหว่างรัฐบาลไทยกับ BRN
รัฐบาลต้องตัดสินใจว่า…จะใช้เหตุการณ์นี้เพิ่มแรงกดดันทางความมั่นคงเพียงด้านเดียว หรือใช้เป็นจุดเร่งให้มาเลเซียช่วยประสานการลดความรุนแรงและนำกระบวนการพูดคุยกลับเข้าสู่กรอบที่มีผลในทางปฏิบัติ
การข่าวไม่ล้มเหลว แต่กำลังไม่พอ :
คำชี้แจงของ กองทัพบกมีทั้งส่วนที่ปกป้องระบบงานเดิมและส่วนที่ยอมรับข้อจำกัด
พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุว่า…ระบบข่าวกรองไม่ได้ล้มเหลว เหตุส่วนใหญ่เกิดในพื้นที่ซึ่งไม่ใช่ชุมชนหรือเป้าหมายเฝ้าระวังสูง ผู้ก่อเหตุเลือกทำลายทรัพย์สิน เสาไฟฟ้าและสาธารณูปโภค เพื่อสร้างจำนวนเหตุและหวังผลทางจิตวิทยา มากกว่ามุ่งทำร้ายชีวิตประชาชน
กองทัพยังประเมินว่า…เหตุส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับขบวนการ BRN และยอมรับว่า…เมื่อเปรียบเทียบขนาดพื้นที่กับจำนวนเจ้าหน้าที่ กำลังที่มีอยู่ไม่เพียงพอจะครอบคลุมทุกจุด จึงต้องเพิ่มประสิทธิภาพงานข่าว โดยเฉพาะข่าวกรองระดับเหตุการณ์ย่อย
คำอธิบายว่า…กำลังไม่เพียงพอมีเหตุผลในทางยุทธวิธี แต่ในทางการเมืองย่อมก่อให้เกิดคำถามต่อทันที ว่า…เมื่อกำลังไม่สามารถครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด เหตุใดหน่วยงานจึงยังไม่สามารถใช้ข่าวกรองจัดลำดับความเสี่ยงและคุ้มครองเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ได้
เสาไฟฟ้า ระบบสื่อสาร และกล้อง CCTV ไม่ใช่เพียงทรัพย์สินของรัฐ การทำลายเป้าหมายเหล่านี้สามารถลดความสามารถในการสื่อสาร ติดตาม และตอบโต้ของเจ้าหน้าที่ พร้อมสร้างความรู้สึกว่ารัฐควบคุมพื้นที่ไม่ได้
จึงอาจไม่ใช่การก่อกวนขนาดเล็กอย่างที่คำชี้แจงบางส่วนพยายามอธิบาย แต่เป็นการเลือกโจมตี “สายตา–การสื่อสาร–สาธารณูปโภค” ของรัฐอย่างมีแบบแผน
คำสั่ง 5 ผู้ว่าฯ “ล้อมพื้นที่ หรือแก้หลังเกิดเหตุ?” :
นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ออกคำสั่งด่วนที่สุด! ถึง ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา และสตูล ให้ยกระดับการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ลาดตระเวนพื้นที่เสี่ยง ฟื้นฟูระบบไฟฟ้า การสื่อสาร และกล้องวงจรปิด พร้อมประเมินสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง
การรวมสตูลไว้ในคำสั่งไม่ได้หมายความว่าเกิดเหตุในสตูล แต่สะท้อนการขยายวงเฝ้าระวังเพื่อป้องกันการกระจายตัวไปยังจังหวัดใกล้เคียง
คำสั่งดังกล่าวมีความจำเป็นในภาวะฉุกเฉิน แต่ส่วนใหญ่เป็นมาตรการตอบสนองหลังเหตุเกิดขึ้นแล้ว และเป็นมาตรการที่ฝ่ายความมั่นคงใช้มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตั้งด่าน ลาดตระเวน ประสานข่าว และคุ้มครองสถานที่สำคัญ
โจทย์ของรัฐบาลจึงไม่ควรอยู่ที่การสั่งให้ “เข้มขึ้น” เท่านั้น แต่ต้องตรวจสอบว่า…เหตุใดกลไกเดิมจึงไม่สามารถป้องกันการก่อเหตุพร้อมกัน? และ จะเปลี่ยนโครงสร้างการสั่งการ การแลกเปลี่ยนข่าว รวมถึงการคุ้มครองเป้าหมายอย่างไร?
การเมืองใต้กับผลประโยชน์แทรกซ้อน :
นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. ประเมินว่า…เหตุการณ์อาจมีลักษณะ ตอบโต้เชิงสัญลักษณ์จากการที่รัฐเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปราม ประกอบกับอาจมี “ภัยแทรกซ้อน” หรือผลประโยชน์ผิดกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง
ประเด็นนี้ต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง! เพราะ…ความรุนแรงในชายแดนใต้ ไม่ได้มีสาเหตุเดียว หากมีทั้งมิติอุดมการณ์ การต่อรองทางการเมือง เครือข่ายอาชญากรรม การค้าของเถื่อน ยาเสพติด น้ำมันเถื่อน และการแข่งขันของกลุ่มผลประโยชน์ในพื้นที่
แต่รัฐบาลไม่ควรใช้คำว่า “ภัยแทรกซ้อน” เป็นคำอธิบายกว้าง ๆ โดยไม่แสดงหลักฐาน เพราะอาจทำให้
การวิเคราะห์สาเหตุคลุมเครือ และลดแรงกดดันที่หน่วยงานรัฐต้องตอบเรื่องประสิทธิภาพข่าวกรอง
หากรัฐเห็นว่า…เหตุการณ์เป็นการตอบโต้การปราบปรามผลประโยชน์ผิดกฎหมาย ก็ควรเปิดเผยว่า…มีปฏิบัติการใดเกิดขึ้นก่อนหน้า เชื่อมโยงกับเครือข่ายใด และมีหลักฐานทางคดีเพียงพอหรือไม่?
สันติสุขจะเดินหน้าหรือถอยหลัง :
ก่อนเหตุการณ์ครั้งนี้ รัฐบาลได้หารือในที่ประชุม สมช.เกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดถี่ขึ้น และผลกระทบต่อการพูดคุยกับ BRN ซึ่งมีแนวโน้มต้องเลื่อนกำหนดการออกไป
เหตุรุนแรงระลอกใหม่ อาจเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลใช้มาตรการทางทหารและการบังคับใช้กฎหมายเข้มข้นขึ้น แต่หากไม่มีช่องทางการเมืองรองรับ การเพิ่มกำลังเพียงอย่างเดียวอาจลดเหตุได้ชั่วคราว โดยไม่สามารถจัดการเงื่อนไขความขัดแย้งระยะยาว
ในทางกลับกัน การพูดคุยสันติสุขก็ไม่ควรกลายเป็นกระบวนการเชิงพิธีกรรมที่ไม่มีข้อตกลงลดความรุนแรง ไม่มีระบบตรวจสอบ และไม่มีต้นทุนสำหรับฝ่ายที่ละเมิดข้อตกลง
รัฐบาลจึงต้องเดิน 2 ขาควบคู่กัน คือบังคับใช้กฎหมายกับผู้ก่อเหตุโดยใช้พยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม พร้อมผลักดันการพูดคุยให้มีเป้าหมายเรื่องการลดความรุนแรงที่ตรวจสอบได้ โดยประสานมาเลเซียอย่างเป็นระบบ
5 คำถามที่นายกฯ ต้องตอบ :
หลังการประชุมฝ่ายความมั่นคง รัฐบาลควรตอบต่อสาธารณะอย่างน้อย 5 ประเด็น ประกอบด้วย…
หนึ่ง ข้อมูลข่าวกรองล่วงหน้ามีรายละเอียดถึงระดับใด? และส่งถึงผู้บังคับบัญชาเมื่อใด?
สอง ใครเป็นผู้ประเมินระดับภัยคุกคาม? และเพราะเหตุใดจึงไม่มีการยกระดับมาตรการก่อนเกิดเหตุ?
สาม เหตุใดเป้าหมายด้านไฟฟ้า การสื่อสาร และกล้อง CCTV จึงถูกโจมตีได้พร้อมกันหลายจุด?
สี่ รัฐบาลจะจัดทำระบบบัญชาการข่าวกรองร่วมให้ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง สำนักข่าวกรองและหน่วยงานพื้นที่ใช้ข้อมูลชุดเดียวกันอย่างไร?
และ ห้า เหตุการณ์ครั้งนี้จะส่งผลต่อยุทธศาสตร์การพูดคุยสันติสุขและความร่วมมือกับมาเลเซียอย่างไร?
บททดสอบไม่ได้อยู่ที่จำนวนด่าน :
เหตุการณ์วันที่ 22–23 สิงหาคมอาจไม่ได้สร้างความสูญเสียชีวิตในระดับเดียวกับเหตุโจมตีขนาดใหญ่ในอดีต แต่ความสามารถในการก่อเหตุพร้อมกันจำนวนมากย่อมสร้างผลทางการเมืองและจิตวิทยาอย่างชัดเจน
ฝ่ายผู้ก่อเหตุ ต้องการแสดงว่า…ยังสามารถเลือกเวลา เลือกเป้าหมาย และทำให้รัฐต้องกระจายกำลังตอบสนอง ขณะที่ ภาพเสาไฟฟ้า กล้องวงจรปิดและทรัพย์สินถูกเผาทำลายสามารถถูกนำไปขยายผลในพื้นที่สื่อและสงครามข้อมูลได้
รัฐบาลจึงไม่ควรวัดความสำเร็จจากจำนวนด่าน จำนวนกำลัง หรือจำนวนการประชุมหลังเกิดเหตุ แต่ต้องวัดจากความสามารถในการป้องกัน การจับกุมโดยมีหลักฐาน การรักษาความเชื่อมั่นของประชาชน และการลดเงื่อนไขที่ทำให้กลุ่มผู้ก่อเหตุสามารถระดมคนรุ่นใหม่เข้าสู่ความรุนแรง
สำหรับ นายอนุทิน เหตุการณ์นี้เป็นบททดสอบโดยตรง เพราะนายกรัฐมนตรีควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและกำกับกลไก กอ.รมน.
หากหน่วยงานยังรายงานตัวเลขต่างกัน อธิบายข่าวกรองไม่ตรงกัน และไม่มีผู้รับผิดชอบต่อการประเมินที่ผิดพลาด ภาพของรัฐบาลที่มีอำนาจสั่งการครบมือก็จะย้อนกลับมาเป็นคำถามว่า เหตุใดอำนาจที่รวมศูนย์จึงยังไม่สามารถทำให้กลไกรัฐทำงานเป็นหนึ่งเดียว
ท้ายที่สุด! ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงว่า…“รัฐรู้ข่าวหรือไม่” แต่อยู่ที่ว่า…เมื่อรัฐรู้แล้ว ใครเป็นผู้ตัดสินใจ? ใครต้องลงมือ? และหากไม่สามารถป้องกันได้? ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ?
นั่นคือ…คำตอบที่ประชาชนชายแดนใต้ควรได้รับ มากกว่าคำสั่งให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวดอีกครั้งหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว.

