(ไทยผนึกสหรัฐฯ ลดพึ่งพาปักกิ่ง จับตาปม ‘กัมพูชา – ขาดดุลจีนสะสม’)
สหรัฐฯ รุกกระชับความมั่นคง ขณะไทยทบทวนสมดุลมหาอำนาจ ปม “จีน–กัมพูชา” สั่นคลอนความเชื่อมั่นของสังคมไทย แรงกดดันขาดดุลการค้าเร่งไทยลดพึ่งพาและกระจายความเสี่ยง
การเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ของ นายเอลบริดจ์ เอ. โคลบี ปลัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาฝ่ายนโยบาย ระหว่างวันที่ 12–13 สิงหาคม 2569 อาจต้องมองมากกว่า…กิจกรรมทางการทูตตามปกติ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการจัดวางยุทธศาสตร์สหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่ามกลางการแข่งขันกับจีนที่เข้มข้นขึ้นทั้งด้านการทหาร เทคโนโลยี เศรษฐกิจ และอิทธิพลทางการเมือง
ระหว่างการเยือน นายโคลบี ได้พบกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหมของไทย โดยมีประเด็นสำคัญ ครอบคลุมการฝึกร่วมคอบร้าโกลด์ การพัฒนาความสามารถด้านไซเบอร์ อวกาศ ปัญญาประดิษฐ์ อากาศยานไร้คนขับ ระบบต่อต้านโดรน การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง ตลอดจนความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
ทั้ง 2 ฝ่ายยังเดินหน้าพิจารณาร่าง Joint Vision Statement 2026 หรือ JVS 2026 ซึ่งจะกำหนดทิศทางความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศในระยะต่อไป แม้เอกสารดังกล่าวยังไม่ใช่สนธิสัญญาฉบับใหม่และยังไม่ปรากฏข้อตกลงเรื่องการตั้งฐานทัพหรือการวางกำลังทหารสหรัฐฯ อย่างถาวรในประเทศไทย แต่ถือเป็น “สัญญาณสำคัญ” ที่ว่า…ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกำลังขยับจากกรอบการฝึกแบบดั้งเดิมไปสู่ภัยคุกคามและเทคโนโลยียุคใหม่
สหรัฐฯ กลับมาให้ความสำคัญกับไทย :
สำหรับวอชิงตัน ไทยยังมีคุณค่าทางยุทธศาสตร์ ในฐานะ “พันธมิตร” ตามสนธิสัญญาเพียงประเทศเดียวของสหรัฐฯ บนแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งยังมี ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์เชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดีย อ่าวไทย และพื้นที่ลุ่มน้ำโขง
ไทยจึงมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางการฝึก การส่งกำลังบำรุง การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและภัยพิบัติ ตลอดจนเป็นพื้นที่เชื่อมโยงทางยุทธศาสตร์ระหว่างพันธมิตรของสหรัฐฯ ในมหาสมุทรแปซิฟิกกับประเทศบนแผ่นดินใหญ่ของอาเซียน
แนวทางของสหรัฐฯ ในปัจจุบันไม่ได้มุ่งรับภาระด้านความมั่นคงแทนพันธมิตรทั้งหมด แต่ต้องการให้ประเทศคู่ร่วมมือเพิ่มงบประมาณ พัฒนากำลังรบ และรับผิดชอบต่อการป้องกันประเทศของตนเองมากขึ้น ภายใต้แนวคิด “หุ้นส่วน…ไม่ใช่รัฐในอารักขา”
สำหรับไทย ความร่วมมือดังกล่าว เปิดโอกาสให้เข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี มาตรฐานการฝึก และระบบข่าวกรองที่ทันสมัยขึ้น แต่ไทยจำเป็นต้อง “กำหนดเงื่อนไข”เรื่องอธิปไตยข้อมูล การถ่ายทอดเทคโนโลยี และสิทธิในการตัดสินใจใช้ดินแดนหรือโครงสร้างพื้นฐานให้ชัดเจน
ปมกัมพูชาสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อจีน :
การขยับความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ เกิดขึ้นในช่วงที่สังคมไทยตั้งคำถามต่อบทบาทของจีนในกัมพูชามากขึ้น! โดยเฉพาะ ความร่วมมือทางทหาร การขายอาวุธ การฝึกร่วม Golden Dragon และการสนับสนุนการปรับปรุงฐานทัพเรือเรียมในอ่าวไทย
จีนและกัมพูชามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง ขณะที่ อาวุธที่ผลิตในจีนเป็นส่วนสำคัญของยุทโธปกรณ์กัมพูชา อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่เปิดเผยต่อสาธารณะยังไม่เพียงพอจะยืนยันว่าปักกิ่งสั่งการหรือจัดส่งอาวุธให้กัมพูชาเป็นกรณีพิเศษเพื่อใช้ในการปะทะกับไทยโดยตรง
รัฐบาลจีน ยืนยันว่า…ความร่วมมือด้านอาวุธกับกัมพูชาไม่ได้มุ่งต่อประเทศที่ 3 และเรียกร้องให้ไทยกับกัมพูชาแก้ไขความขัดแย้งผ่านการเจรจา
แต่คำยืนยันดังกล่าวยังไม่สามารถคลายข้อสงสัยของสังคมไทยได้ทั้งหมด???
ปัญหาสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า…จีนสนับสนุนกัมพูชามากเพียงใด? แต่อยู่ที่คนไทยจำนวนหนึ่งเริ่มไม่เชื่อมั่นว่า…ปักกิ่งรักษาระยะห่างจากคู่ขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่ายอย่างแท้จริง
บทบาทและการสื่อสาร ของ นักการทูตจีน ทั้งในไทยและกัมพูชายิ่งถูกจับตามอง เพราะถ้อยคำหรือท่าทีที่ถูกมองว่าให้น้ำหนักแก่พนมเปญ อาจสร้างต้นทุนต่อภาพลักษณ์จีนในไทย และทำให้ความสัมพันธ์ระดับประชาชนถดถอย แม้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลยังดำเนินต่อไปตามปกติ
จากความมั่นคงสู่แรงกดดันทางการค้า :
ความไม่ไว้วางใจต่อจีน ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะปัญหาชายแดน แต่กำลังเชื่อมกับความกังวลด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการขาดดุลการค้าของไทยต่อจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลที่ถูกนำมาอภิปรายระบุว่า ระหว่างปี 2559–2568 ไทยขาดดุลการค้ากับจีนสะสมประมาณ 286,879 ล้านดอลลาร์ หรือราว 9.61 ล้านล้านบาท ส่วนตัวเลขประมาณ 12.14 ล้านล้านบาทนั้นเกิดจากการรวมประมาณการขาดดุลในปี 2569 อีกประมาณ 2.53 ล้านล้านบาทเข้าไปด้วย
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไทยนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการส่งออก ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องจักร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ วัตถุดิบ และสินค้าทุน ขณะที่ ผู้ประกอบการรายย่อยและโรงงานไทยจำนวนหนึ่งต้องแข่งขันกับสินค้าจีนราคาต่ำ รวมถึง แพลตฟอร์มออนไลน์ที่สามารถส่งสินค้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง
การลงทุนจากจีนในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และศูนย์ข้อมูลช่วยสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจในไทย แต่หากนักลงทุนยังนำเข้าเครื่องจักร ชิ้นส่วน วัตถุดิบ และผู้ให้บริการจากเครือข่ายเดิมเป็นหลัก มูลค่าเพิ่มที่ตกอยู่กับผู้ผลิตและแรงงานไทยอาจต่ำกว่าตัวเลขการลงทุนที่ประกาศ
กระแสเรียกร้องให้ ทางการไทย “ลดการขาดดุล” จึงไม่ได้หมายถึง…การหยุดค้าขายกับจีนทั้งหมด! แต่คือ…การปรับความสัมพันธ์ให้สมดุลขึ้น ผ่านการป้องกันการทุ่มตลาด การตรวจสอบมาตรฐานสินค้า การปราบธุรกิจนอมินี การบังคับใช้กฎถิ่นกำเนิดสินค้า และการกำหนดให้นักลงทุนต่างชาติใช้วัตถุดิบ แรงงาน และผู้ผลิตภายในประเทศในสัดส่วนที่เหมาะสม
ปรับสมดุล ไม่ใช่ประกาศเลือกข้าง :
การเปิดพื้นที่ความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ จึงไม่ควรถูกตีความว่า…ไทยกำลังตัดสัมพันธ์หรือผลักจีนออกจากภูมิภาค เพราะจีนยังเป็นคู่ค้ารายใหญ่ แหล่งลงทุนสำคัญ และมีบทบาทโดยตรงต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงในลุ่มน้ำโขง
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น มีลักษณะเป็นการ “ลดความเสี่ยง” จากการพึ่งพามหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป!
ไทยสามารถร่วมมือกับสหรัฐฯ ในด้านการทหารและเทคโนโลยี พร้อมกับ รักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน แต่ต้องต่อรองให้เกิดผลประโยชน์ที่สมดุลและตรวจสอบได้มากกว่าเดิม!!??
ความท้าทาย คือ…หากไทยขยับใกล้สหรัฐฯ อย่างรวดเร็วหรือใช้ความร่วมมือทางทหารเป็นสัญญาณกดดันปักกิ่ง จีนอาจตอบสนองด้วยการกระชับความสัมพันธ์กับกัมพูชาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ส่งผลให้วงจรความหวาดระแวงในภูมิภาครุนแรงกว่าเดิม
ในทางกลับกัน หากไทย รักษาสมดุลแบบเดิมโดยไม่ปรับเงื่อนไขใด ๆ ความเสียเปรียบด้านการค้าและการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจีนอาจสะสมจนกลายเป็นข้อจำกัดต่ออำนาจตัดสินใจทางการเมืองในอนาคต
ถึงเวลาวางความสัมพันธ์บนผลประโยชน์แห่งชาติ :
โจทย์สำคัญของไทย ไม่ใช่การเลือกระหว่าง…สหรัฐฯ กับจีน แต่คือ…การกำหนดว่าความสัมพันธ์กับแต่ละประเทศต้องให้อะไรแก่ไทย และไทยยอมรับต้นทุนได้เพียงใด?
ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ควรนำไปสู่…การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการเพิ่มขีดความสามารถป้องกันประเทศ โดยไม่ทำให้ไทยสูญเสียอิสระในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ ส่วน ความสัมพันธ์กับจีน ต้องตั้งอยู่…บนการค้าที่เป็นธรรม การลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ และท่าทีที่คำนึงถึงความกังวลด้านความมั่นคงของไทยอย่างจริงจัง
การเยือนของ ผู้บริหารระดับสูงด้านนโยบายกลาโหมสหรัฐฯ จึงเป็นมากกว่าข่าวการทหาร แต่เป็น…ภาพสะท้อนว่าไทยกำลังเข้าสู่ช่วงทบทวนสมดุลเดิม ท่ามกลางแรงกดดันจากปัญหากัมพูชา ความเชื่อมั่นต่อจีนที่ลดลง และความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจที่ไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป
“สมดุลใหม่” ของไทย ไม่จำเป็นต้องหมายถึง…การมีมิตรใหม่หรือสร้างศัตรูใหม่ หากต้องเป็นสมดุลที่ทำให้ไทยมีทางเลือกมากขึ้น พึ่งพาตนเองได้มากขึ้น และสามารถรักษาผลประโยชน์แห่งชาติได้ในเกมมหาอำนาจที่กำลังซับซ้อนขึ้นทุกขณะ!!!.

