• อาทิตย์ 16 สิงหาคม 2569 เวลา 16:02 น.

เส้นตายวัดความเป็นธรรม!

BREAKING NEWS POLITICAL

(บัตรสวัสดิการฯ ยืนยันตัวตนแล้ว 76% แต่ไทยอีกหลายล้านคน ต้องเร่งรักษาสิทธิก่อน 31 ส.ค.นี้)

ตัวเลขความคืบหน้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสะท้อนว่ารัฐเข้าถึงประชาชนมากขึ้น แต่ยอดผู้ยังไม่ยื่นทบทวนสิทธิถึง 4.9 ล้านคน กำลังเปลี่ยน “เส้นตายทางราชการ” ให้เป็นบทพิสูจน์คำมั่นเรื่องความเป็นธรรมของ “รัฐบาลอนุทิน”

76% ยังไม่ใช่เส้นชัย :

ความคืบหน้าโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ หลัง “โฆษกรัฐบาล” น.ส.รัชดา ธนาดิเรก เปิดเผยความคืบหน้า การยืนยันตัวตนและการทบทวนสิทธิโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า จาก ข้อมูลกรมการปกครอง ณ วันที่ 15 สิงหาคม 2569 ผู้ได้รับสิทธิรายใหม่ยืนยันตัวตนแล้วประมาณ 2.3 ล้านคน หรือร้อยละ 76 เพิ่มขึ้นจากวันที่ 2 สิงหาคม ซึ่งอยู่ที่ 2.1 ล้านคน หรือร้อยละ 69

ส่งผลให้จำนวน ผู้ที่ยังไม่ได้ยืนยันตัวตนลดลงจากประมาณ 9.8 แสนคน เหลือราว 8 แสนคน โดย กลุ่มนี้ ต้องดำเนินการให้ครบถ้วน เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนรับสิทธิตามโครงการ ซึ่งกำหนดเริ่มใช้พร้อมกันวันที่ 1 ตุลาคม 2569

ขณะเดียวกัน ผู้ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติได้ยื่นทบทวนสิทธิแล้ว 4.4 ล้านคน เพิ่มจาก 4.1 ล้านคน แต่ยังมีผู้ไม่ได้ยื่นคำร้องอีกประมาณ 4.9 ล้านคน ซึ่งต้องดำเนินการภายในวันที่ 31 สิงหาคมนี้

ตัวเลขร้อยละ 76 จึงเป็นทั้งข่าวดีและสัญญาณเตือน เพราะแม้ระบบจะเดินหน้าได้มากกว่าสามในสี่ แต่ประชาชนที่ยังอยู่ในกระบวนการหรืออยู่นอกการเข้าถึงยังมีจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องยื่นทบทวนสิทธิภายในเวลาจำกัด

คัดคนให้ตรง อย่าคัดคนจนหลุด :

เป้าหมายสำคัญของ การทบทวนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบนี้ คือ การปรับปรุงฐานข้อมูลที่ใช้งานต่อเนื่องมาหลายปี เพื่อคัดกรองผู้ที่มีฐานะเปลี่ยนแปลง ผู้เสียชีวิต หรือผู้ที่มีข้อมูลคลาดเคลื่อนออกจากระบบ พร้อมเปิดทางให้คนยากจนและกลุ่มเปราะบางที่เคยตกสำรวจได้รับสิทธิ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เคยระบุว่า การดำเนินการครั้งนี้ช่วยให้ผู้มีสิทธิรายใหม่เข้าสู่ระบบกว่า 2.3 ล้านคน สะท้อนความพยายามนำความช่วยเหลือไปถึงผู้เดือดร้อนจริง พร้อมย้ำว่าผู้ไม่ผ่านการพิจารณายังสามารถยื่นทบทวนและอุทธรณ์ได้อย่างเป็นธรรม

หลักการดังกล่าวถือว่า…มีเหตุผล เพราะโครงการที่ใช้งบประมาณจำนวนมากจำเป็นต้องตรวจสอบผู้รับสิทธิเป็นระยะ เพื่อให้เงินภาษีไปถึงกลุ่มเป้าหมาย และป้องกันผู้ที่มีฐานะเกินเกณฑ์เข้ามาใช้ประโยชน์จากระบบ

แต่โจทย์ยากไม่ได้อยู่ที่การคัดกรองเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่ว่าฐานข้อมูลของรัฐสามารถสะท้อนชีวิตจริงของประชาชนได้แม่นยำเพียงใด?

ข้อมูลถูก ชีวิตอาจไม่ตรง :

กรณีการใช้ ข้อมูลลดหย่อนภาษีค่าอุปการะบิดามารดา เป็นหนึ่งใน…ตัวอย่างสำคัญ เพราะระบบอาจตีความว่า เมื่อบุตรนำชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษี ย่อมหมายความว่าพ่อแม่ได้รับการดูแลและอาจไม่ควรได้รับบัตรสวัสดิการ

แต่ในชีวิตจริง บุตรบางคนอาจใช้สิทธิลดหย่อนภาษีโดยไม่ได้อุปการะพ่อแม่อย่างเพียงพอ หากรัฐใช้ข้อมูลดังกล่าวเป็นเหตุเพื่อตัดสิทธิโดยอัตโนมัติ ผู้สูงอายุที่ยากจนจริงอาจกลายเป็นผู้เสียประโยชน์จากข้อมูลที่ถูกต้องตามเอกสาร แต่ไม่ตรงกับสภาพความเป็นอยู่

นายเอกนิติ เคยยอมรับถึงข้อกังวลนี้ และระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งให้ทบทวนหลักเกณฑ์ เพราะการตัดสิทธิพ่อแม่จากการที่บุตรนำชื่อไปลดหย่อนภาษีอาจไม่เป็นธรรม

ต่อมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสิ่งที่ กำชับในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการทบทวนหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วยคำสั้น ๆ ว่า “ความเป็นธรรม”

คำดังกล่าวจึงเป็นมากกว่า คำตอบทางการเมือง แต่เป็น มาตรวัดการทำงานของรัฐบาล ว่า จะสามารถใช้ข้อมูลคัดกรองผู้ไม่สมควรได้รับสิทธิ โดยไม่ผลักคนยากจนจริงออกจากระบบได้หรือไม่???

คนที่เหลือ คือคนเข้าถึงยาก :

ในช่วงประมาณ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้ยืนยันตัวตนเพิ่มขึ้นราว 2 แสนคน และยื่นทบทวนสิทธิเพิ่มขึ้นประมาณ 3 แสนคน สะท้อนว่าการประชาสัมพันธ์และการเพิ่มช่องทางบริการของรัฐเริ่มเห็นผล

อย่างไรก็ตาม ประชาชนกลุ่มที่ยังไม่ดำเนินการอาจเป็นกลุ่มที่เข้าถึงได้ยากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น…ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดบ้าน ผู้ไม่มีสมาร์ตโฟน ผู้ไม่ถนัดเทคโนโลยี หรือผู้ที่อาศัยห่างไกลหน่วยบริการ

บางส่วนอาจยังไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่าง “การยืนยันตัวตน” สำหรับผู้ได้รับสิทธิ กับ “การยื่นทบทวนสิทธิ” สำหรับผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ ขณะที่บางรายอาจ “ติดปัญหา” ข้อมูลที่ดิน รถยนต์ รายได้ ภาษี หรือสถานะการเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

ดังนั้น งานร้อยละ 24 ที่ยังเหลืออยู่ อาจต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่และการลงพื้นที่มากกว่างานในช่วงที่ผ่านมา การประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์เพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ

4.9 ล้านคนกับเวลาที่เหลือ :

ตัวเลขที่น่ากังวลที่สุด! คือ ผู้ที่ยังไม่ได้ยื่นทบทวนสิทธิประมาณ 4.9 ล้านคน หากต้องดำเนินการทั้งหมดภายในช่วงครึ่งหลังของเดือนสิงหาคม จะต้องมีผู้ยื่นคำร้องเฉลี่ยมากกว่า 3 แสนคนต่อวัน

เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งมี ผู้ยื่นเพิ่มเพียงราว 3 แสนคน ย่อมเห็นได้ว่า อัตราการดำเนินการจำเป็นต้องเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว จึงจะรองรับประชาชนที่เหลือได้ครบถ้วน

หากความเร็วของกระบวนการยังอยู่ในระดับเดิม มีความเป็นไปได้สูงว่าจะมีประชาชนจำนวนมากยื่นทบทวนสิทธิไม่ทันกำหนด แม้บางรายอาจมีคุณสมบัติสมควรได้รับความช่วยเหลือก็ตาม

รัฐบาลจึงไม่ควรรอจนถึงวันสุดท้ายจึงประเมินสถานการณ์ แต่ควรเปิดเผยยอดผู้ตกค้างเป็นรายจังหวัดและรายอำเภอ เพื่อส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่อย่างตรงจุด พร้อมเตรียมแผนรองรับกรณีระบบออนไลน์หรือหน่วยบริการมีประชาชนหนาแน่น

สวัสดิการคือความไว้วางใจ :

ในทางการเมือง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่ได้เป็นเพียงมาตรการช่วยค่าครองชีพ แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล

ผู้ผ่านเกณฑ์ ย่อมรู้สึกว่า รัฐมองเห็นความเดือดร้อน ขณะที่ ผู้ถูกตัดสิทธิจากข้อมูลผิดพลาด ย่อมรู้สึกว่า ระบบราชการปฏิเสธข้อเท็จจริงในชีวิตของตน

รัฐบาลอนุทิน” จึงต้องรักษาสมดุล ระหว่าง…การป้องกันผู้ที่ไม่สมควรได้รับสิทธิ กับการคุ้มครองคนยากจนจริงไม่ให้ตกหล่น หากทำสำเร็จ จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้ระบบสวัสดิการแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย

แต่หากประชาชนจำนวนมากหลุดจากระบบ เพราะยื่นคำร้องไม่ทัน ใช้เทคโนโลยีไม่เป็น หรือข้อมูลหน่วยงานรัฐไม่ตรงกัน ประเด็นนี้ อาจย้อนกลับมาเป็นแรงกดดันทางการเมือง ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคัดคนออก มากกว่าการพาคนเดือดร้อนเข้าสู่ระบบ

รัฐต้องไปให้ถึงประชาชน :

ในช่วงเวลาที่เหลือ รัฐบาลควรแยกการสื่อสารให้ชัดว่าใครต้องยืนยันตัวตน และใครต้องยื่นทบทวนสิทธิ พร้อมแจ้งเหตุไม่ผ่านเกณฑ์เป็นรายบุคคลว่าเกิดจากข้อมูลด้านใด ต้องแก้ไขกับหน่วยงานใด และใช้หลักฐานอะไร

เจ้าหน้าที่อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และอาสาสมัครในพื้นที่ควรได้รับรายชื่อกลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่ดำเนินการ เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดบ้าน และผู้ไม่มีอุปกรณ์สื่อสารอย่างเร่งด่วน

หากเข้าสู่สัปดาห์สุดท้ายแล้ว ยังมีผู้ตกค้างจำนวนมาก หรือระบบไม่สามารถรองรับได้ รัฐบาลควรเตรียมพิจารณาขยายเวลาเฉพาะกลุ่มที่มีเหตุจำเป็น โดยไม่ปล่อยให้ข้อจำกัดที่ประชาชนไม่ได้ก่อกลายเป็นเหตุแห่งการสูญเสียสิทธิ

อย่ารอวันสุดท้าย :

สำหรับประชาชน ผู้ได้รับสิทธิรายใหม่ควรรีบตรวจสอบสถานะและยืนยันตัวตน ส่วน ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ควรยื่นทบทวนสิทธิภายในวันที่ 31 สิงหาคม พร้อมเก็บเลขรับเรื่อง ภาพหน้าจอ และสำเนาเอกสารทุกครั้ง

ผู้ที่พบข้อมูลผิด เช่น ถูกนำชื่อไปจดทะเบียนเป็นกรรมการบริษัทหรือผู้ถือหุ้นโดยไม่รู้ตัว มีข้อมูลที่ดินหรือรถยนต์คลาดเคลื่อน หรือถูกระบุว่ามีผู้ดูแลทั้งที่ไม่ได้รับการอุปการะจริง

ควรแจ้งแก้ไขกับหน่วยงานเจ้าของข้อมูลควบคู่กับการยื่นทบทวนสิทธิ

บุตรหลานและคนในชุมชนควรช่วยเหลือผู้สูงอายุและผู้ไม่ถนัดเทคโนโลยี พร้อมระวังมิจฉาชีพ ไม่เปิดเผยรหัส OTP รหัสผ่าน หรือข้อมูลการเงิน และตรวจสอบข้อมูลผ่านช่องทางทางการของโครงการที่ เว็บไซต์กระทรวงการคลัง

เส้นตายต้องไม่ทิ้งใคร :

ความสำเร็จของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ไม่ควรวัดจาก…จำนวนคนที่ถูกคัดออก หรือเปอร์เซ็นต์การยืนยันตัวตนเพียงอย่างเดียว แต่ควร วัดจากความสามารถของรัฐในการนำความช่วยเหลือไปถึงคนเดือดร้อน โดยไม่ปล่อยให้ใครเสียสิทธิเพราะความผิดพลาดของข้อมูลและข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ

ตัวเลขร้อยละ 76 เป็นสัญญาณบวก แต่ประชาชนอีกหลายล้านคนที่ยังอยู่ระหว่างทาง คือ บทพิสูจน์ที่แท้จริงของคำว่า “ความเป็นธรรม”

ก่อนถึงวันที่ 31 สิงหาคม รัฐบาลจึงต้องทำมากกว่าการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าหารัฐ แต่ต้องพารัฐลงไปค้นหาประชาชนที่ยังเข้าไม่ถึงระบบ ก่อนที่เส้นตายทางราชการจะกลายเป็นเส้นแบ่งผู้คนออกจากสวัสดิการที่ควรได้รับ!!!.