• เสาร์ 15 สิงหาคม 2569 เวลา 00:37 น.

ซักฟอก ‘ระบอบน้ำเงิน’

BREAKING NEWS POLITICAL

(ปชน.เก็บทุกบิล รอเปิด ‘เส้นเงิน – คลิปเสียง – เครือข่ายอำนาจ’ ชำแหละ ‘ภูมิใจไทย’ จากท้องถิ่นถึงวุฒิสภา)

ฝ่ายค้านส่งสัญญาณเปิดศึกใหญ่ในสมัยประชุมหน้า เป้าหมายอาจไม่ใช่เพียงโค่นรัฐมนตรีรายคน แต่คือการตีแผ่สิ่งที่เรียกว่า “ระบอบน้ำเงิน” ผ่านปมฮั้วเลือก สว. ความผิดปกติในการสอบท้องถิ่น และข้อกังขาโครงการ TH-AI Passport ขณะที่รัฐบาลต้องรับมือทั้งน้ำหนักของหลักฐานและจังหวะยื่นญัตติที่อาจจำกัดทางเลือกในการยุบสภา

ไม่บอกวันยื่น เพราะเดิมพันคือยุบสภา :

คำประกาศของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะ “ผู้นำฝ่ายค้านฯ” ที่ระบุว่า…พรรคประชาชนจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมหน้า “แน่นอน” เพียงแต่ยังไม่เปิดเผยวันยื่น สิ่งนี้ มันสะท้อนว่า…

ศึกครั้งนี้ ไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะข้อมูลในสภา หากยังเป็นการชิงจังหวะทางการเมืองนอกสภาด้วย

เงื่อนไขตามมาตรา 151 ทำให้จังหวะยื่นญัตติเชื่อมโยงกับข้อจำกัดในการยุบสภาโดยตรง ฝ่ายค้านจึงต้องเก็บวันยื่นไว้เป็นความลับ ไม่ให้รัฐบาลรู้ล่วงหน้าว่าหน้าต่างสำหรับตัดสินใจยุบสภาจะปิดลงเมื่อใด

แต่การประกาศว่า…“ยื่นแน่” ก็อาจเร่งให้รัฐบาลประเมินทางเลือกของตัวเองเร็วขึ้น! หากเห็นว่า…หลักฐานของฝ่ายค้านรุนแรงพอจะกระทบเสถียรภาพหรือความนิยม

เกมนี้…จึงไม่ใช่เพียงใครมีข้อมูลมากกว่า แต่รวมถึงใครอ่านจังหวะอีกฝ่ายขาดกว่ากัน!!??

เป้าใหญ่กว่ารัฐมนตรี คือโครงข่ายอำนาจ :

คำว่า “ระบอบน้ำเงิน” คือ…แกนกลางของการซักฟอกครั้งนี้!!!

ฝ่ายค้านไม่ได้ต้องการเล่าเรื่องความผิดพลาดเป็นรายกระทรวงเท่านั้น แต่กำลังพยายามร้อยข้อกล่าวหาหลายเรื่องให้เป็นภาพเดียวกัน ตั้งแต่…เครือข่ายการเมืองท้องถิ่น กระบวนการเลือกวุฒิสภา การทำงานขององค์กรตรวจสอบ ไปจนถึงการใช้งบประมาณในโครงการขนาดใหญ่

หากทำสำเร็จ การอภิปรายจะไม่จบเพียงคำถาม ที่ว่า…“รัฐมนตรีคนใดทำผิด?” แต่จะยกระดับไปสู่คำถามว่า…“รัฐบาลกำลังบริหารประเทศผ่านเครือข่ายอำนาจและผลประโยชน์ที่เชื่อมโยงกันหรือไม่?”

นี่เป็น…ข้อกล่าวหาที่รุนแรงกว่าความล้มเหลวทางนโยบาย เพราะ รัฐบาลอาจอธิบายได้ว่า…ยังมีเวลาทำงานไม่มาก แต่ไม่สามารถใช้อายุรัฐบาลเป็นคำตอบต่อข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใส การแทรกแซง หรือการละเว้นหน้าที่ได้

ฮั้ว สว. ดังที่สุด แต่พิสูจน์ยากที่สุด :

ปมความผิดปกติในการเลือก สว. มีพลังทางการเมืองสูง เพราะแตะถึงองค์ประกอบของอำนาจระดับชาติและความน่าเชื่อถือของกระบวนการได้มาซึ่งวุฒิสภา

อย่างไรก็ตาม นี่อาจเป็นประเด็นที่ อภิปรายยากที่สุดเช่นกัน! เนื่องจาก…ญัตติไม่ไว้วางใจต้องมุ่งตรวจสอบนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ไม่ใช่อภิปรายพฤติกรรมของ สว. หรือบุคคลภายนอกอย่างเลื่อนลอย

ฝ่ายค้านจึงต้องสร้าง “สะพานเชื่อม” ให้ชัด ว่า…เส้นทางการเงิน คลิปเสียง การนัดหมาย หรือเครือข่ายบุคคลที่อ้างว่ามีนั้น เชื่อมถึงนักการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งในรัฐบาลอย่างไร???

หลักฐานต้องตอบให้ได้ว่า…รัฐมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้อง สนับสนุน ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ ขัดขวางการตรวจสอบ หรือทราบเรื่องแล้วละเว้นไม่ดำเนินการหรือไม่?

หากเชื่อมไม่ได้ รัฐบาลย่อมตัดเรื่องนี้ออกเป็นแค่…คดีของ สว. และบุคคลภายนอก แต่หาก เชื่อมถึงฝ่ายบริหารได้จริง ปมฮั้ว สว. อาจกลายเป็น “แผลใหญ่ที่สุด!” ของรัฐบาล

“มหาดไทย” จุดบรรจบของทุกเรื่อง :

นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นทั้ง…นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตัวเขาจึงไม่ใช่เพียง เป้าหมายตามตำแหน่ง แต่เป็น…จุดที่ฝ่ายค้านสามารถพยายามเชื่อมหลายประเด็นเข้าหากัน

กระทรวงมหาดไทยมีความสัมพันธ์กับการบริหารราชการส่วนภูมิภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายอำนาจในพื้นที่ ขณะที่ข้อกล่าวหาเรื่องโกงสอบท้องถิ่นและปมเลือก สว. ต่างมีมิติของฐานกำลังระดับจังหวัดเข้ามาเกี่ยวข้อง

โจทย์ของ ฝ่ายค้าน จึงอยู่ที่การพิสูจน์ว่า…สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความผิดปกติของบุคคลหรือหน่วยงานระดับล่าง หรือสะท้อนระบบอุปถัมภ์ที่ผู้มีอำนาจทางการเมืองรับรู้และได้ประโยชน์

หากตอบคำถามนี้ได้ การซักฟอกจะพุ่งตรงถึงความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรี แต่หากมีเพียงข้อสงสัยโดยไม่มีหลักฐานเชื่อมโยง ฝ่ายรัฐบาลก็มีโอกาสสกัดข้อกล่าวหาไว้ที่ระดับเจ้าหน้าที่

TH-AI Passport แผลตรงของฝ่ายบริหาร :

เมื่อเทียบกับ คดีฮั้ว สว. ประเด็น โครงการ TH-AI Passport อาจมีแรงระเบิดทางการเมืองน้อยกว่า แต่กลับเชื่อมถึงความรับผิดชอบของรัฐมนตรีได้ตรงกว่า

โครงการมูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท อยู่ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และถูกตั้งคำถามทั้งเรื่องความคุ้มค่า ความโปร่งใส และกระบวนการดำเนินงาน ขณะเดียวกัน นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ยังถูก ฝ่ายค้านโจมตีกรณีไม่มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการด้วยตนเองหลายครั้ง! แม้กระทรวงจะส่งผู้แทนเข้าชี้แจงตามกระบวนการก็ตาม

หากฝ่ายค้านมีเอกสารเกี่ยวกับการกำหนดโครงการ การจัดทำเงื่อนไข การคัดเลือกเอกชน หรือผู้ได้รับประโยชน์ ประเด็นนี้จะกลายเป็น…สนามทดสอบสำคัญ ที่ว่า…

“ระบอบน้ำเงิน” เป็นเพียงวาทกรรม หรือมีโครงสร้างผลประโยชน์รองรับจริง!!??

เป้าหมายอาจไม่ใช่ชนะโหวต :

ด้วยจำนวนเสียงของรัฐบาล โอกาสที่ฝ่ายค้านจะล้มรัฐบาลด้วยมติในสภาอาจไม่สูง ตราบใดที่พรรคร่วมรัฐบาลยังยกมือไปในทิศทางเดียวกัน

แต่ชัยชนะของฝ่ายค้านไม่จำเป็นต้องอยู่บนกระดานลงคะแนนเท่านั้น

การเปิดหลักฐานที่มีน้ำหนัก อาจสร้างแรงกดดันต่อพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้ สส.ฝ่ายรัฐบาลต้องแบกรับต้นทุนจากการลงมติไว้วางใจ และบังคับให้องค์กรอย่าง กกต. ป.ป.ช. หรือ ปปง. ต้องขยับตรวจสอบอย่างจริงจัง

ยิ่งหลักฐานเชื่อมถึงบุคคลสำคัญได้มากเท่าใด? การยกมือไว้วางใจก็ ยิ่งกลายเป็น…ภาระทางการเมืองในการเลือกตั้งครั้งต่อไปมากขึ้นเท่านั้น

“ข้อมูลว้าว” ต้องไม่จบแค่เสียงปรบมือ :

ฝ่ายค้านวางความคาดหวังไว้สูง ด้วยการพูดถึงข้อมูลเชิงลึก เส้นทางการเงินและคลิปเสียงที่ยังไม่สามารถเปิดเผยนอกสภาได้ ความคาดหวังนี้เป็นทั้งพลังและความเสี่ยง

ในวันอภิปราย สังคมไทย จะไม่ได้พิจารณาเพียงว่า…มีเอกสารหรือคลิปหรือไม่? แต่จะถามต่อไปว่า…หลักฐานนั้นแท้เพียงใด? เชื่อมถึงใคร? และพิสูจน์การกระทำผิดหรือการละเว้นหน้าที่ได้จริงแค่ไหน?

หากเป็นเพียง การนำข่าวเก่ามาเรียงใหม่ คำว่า “ระบอบน้ำเงิน” อาจถูกลดทอนให้เหลือเพียงวาทกรรมทางการเมือง แต่หาก ฝ่ายค้านสามารถเชื่อมตั้งแต่ท้องถิ่นถึงวุฒิสภา และจากเครือข่ายบุคคลถึงโต๊ะรัฐมนตรีได้แล้วล่ะก็…

ศึกซักฟอกครั้งนี้จะไม่จบลงพร้อมเสียงโหวตในสภาอย่างแน่นอน!!!

เพราะ เดิมพันที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลจะรอดกี่เสียง? แต่อยู่ที่…หลังจบการอภิปรายแล้ว สังคมไทยยังเชื่อหรือไม่ ว่า…รัฐบาลนี้บริหารประเทศเพื่อประชาชนคนไทย หรือเพียงเพื่อรักษา “ระบอบน้ำเงิน” ก็เท่านั้น!!!.