เปิดศึกเดลิเวอรี่!!??

(ไทยช่วยไทยพลัส : รัฐบาลโชว์ดอกเบี้ยต่ำ – ฝ่ายค้านจี้ความเป็นธรรมร้านอาหารในระบบภาษี)
นายกฯอนุทิน นำทีมเศรษฐกิจ ดัน “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ประกาศเดินหน้าเฟสใหม่ ผ่าน “ฟู้ดเดลิเวอรี่” 4 แพลตฟอร์มหลัก ชูเป็น “เครื่องมือ” กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ลดค่าครองชีพ และยกระดับร้านค้าสู่ดิจิทัล ขณะที่ฝ่ายค้านและตัวแทนผู้ประกอบการร้านอาหารตั้งคำถามถึง “ความเป็นธรรม” ของกติกา โดยเฉพาะร้านที่จดทะเบียนถูกต้องและเสียภาษี แต่อาจถูกกันออกจากโครงการ
วันแรกของเดลิเวอรี่ รัฐบาลเปิดเกมรุกที่ทำเนียบ :
วานนี้ (15 มิถุนายน 2569) ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล, นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร หรือ Food Delivery Platform โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ผู้บริหารธนาคารกรุงไทย และ ตัวแทนแพลตฟอร์มเอกชน ร่วมงาน
โครงการดังกล่าวเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เชื่อมต่อไปยังแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ 4 ราย ได้แก่ Grab, LINE MAN, Robinhood และ ShopeeFood ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 ระหว่างเวลา 06.00-21.00 น.
อนุทินชู “วินวิน” ลดค่าครองชีพ–เพิ่มยอดขายร้านค้า :
นายกฯอนุทิน กล่าวว่า การนำฟู้ดเดลิเวอรี่เข้าร่วมโครงการจะช่วยให้ประชาชนใช้สิทธิได้สะดวกขึ้น ขณะเดียวกัน ยังช่วยเพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการ โดยย้ำว่า โครงการลักษณะนี้ทำให้ประชาชนซื้อของได้ถูกลง ผู้ขายขายได้มากขึ้น เป็นลักษณะ “ไทยช่วยไทย” หรือ “วินวิน” ทั้ง 2 ฝ่าย
นายกรัฐมนตรี ยังระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบการจำนวนมากมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5 เท่าในช่วงมีโครงการ บางรายเพิ่มขึ้น 9-10 เท่า และหลังจบโครงการยังมีโอกาสยกระดับฐานรายได้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ตอบโต้ฝ่ายค้าน ปมเงินกู้และภาระหนี้ :
ประเด็นสำคัญทางการเมือง อยู่ที่การชี้แจงเรื่อง แหล่งเงินของโครงการ ทั้งนี้ นายกฯอนุทิน ยืนยันว่า…แม้โครงการจะใช้เงินกู้ แต่เป็นการกู้ภายในประเทศ เป็นเงินบาททั้งหมด จึงไม่มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน อีกทั้งรัฐบาลสามารถระดมทุนได้ในอัตราดอกเบี้ยเพียง 1.2% ต่อปี ต่ำกว่ากรอบเดิมที่ประเมินไว้ไม่เกิน 3%
“เงินกู้ดังกล่าวไม่ใช่การผลักภาระให้ประชาชน แต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และไม่ออกมาตรการใดที่ทำให้ต้นทุนชีวิตประชาชนเพิ่มขึ้น” นายกรัฐมนตรี ย้ำหนักแน่น
เอกนิติผูกโจทย์พลังงาน–เศรษฐกิจโลก–จีดีพี :
ด้าน รองนายกฯเอกนิติ กล่าวเชื่อมโยงโครงการกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยระบุว่า…สัญญาณบวกจากสถานการณ์สหรัฐฯ–อิหร่าน หากนำไปสู่การหยุดยิงจริง จะช่วยลดแรงกดดันด้านราคาพลังงาน และอาจส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม โลกยังมีความผันผวนสูง ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องติดตามต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และผลกระทบต่อรายย่อยอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ โครงการไทยช่วยไทยพลัสมีเป้าหมายลดต้นทุน เพิ่มยอดขาย และช่วยให้ร้านค้ารายย่อยเข้าถึงเครื่องมือดิจิทัลและแหล่งทุนมากขึ้น
กรุงไทยดัน AI “นกกระซิบ” เปลี่ยนร้านค้าเป็นธุรกิจดิจิทัล :
อีก “จุดขายสำคัญ” ของงานนี้ นั่นคือ…การเปิดตัวและสื่อสารบทบาทของ AI “นกกระซิบ” บนแอปพลิเคชันถุงเงิน ซึ่งพัฒนาโดยธนาคารกรุงไทย เพื่อช่วยร้านค้าดูข้อมูลยอดขาย วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า ติดตามราคาวัตถุดิบ วางแผนธุรกิจ และเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น
โดยรัฐบาลพยายามวางภาพว่า…ไทยช่วยไทยพลัสไม่ได้เป็นเพียงมาตรการร่วมจ่ายระยะสั้น แต่เป็นสะพานเชื่อมร้านค้ารายย่อยเข้าสู่ระบบดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจในระยะยาว
“วันแรก” เดลิเวอรี่ 46 ล้านบาท / ยอดสะสมทั้งโครงการกว่า 3 หมื่นล้าน :
ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เวลา 15.00 น. มีผู้ใช้จ่ายผ่านโครงการสำเร็จกว่า 24.98 ล้านราย ใช้จ่ายกับร้านค้า 1,001,525 ร้านค้า มียอดใช้จ่ายสะสมรวม 30,918.44 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินประชาชน 13,020.20 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่าย 17,898.24 ล้านบาท
เฉพาะการใช้จ่ายผ่าน Food Delivery Platform ซึ่งเริ่มวันแรก มียอดใช้จ่าย 46.13 ล้านบาท
ร้านอาหารในระบบภาษีเปิดแผลอีกด้าน :
ขณะที่ รัฐบาลเดินหน้าเปิดเฟสเดลิเวอรี่ ตัวแทนผู้ประกอบการร้านอาหารบางส่วนกลับสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง ว่า…กติกาโครงการอาจไม่เป็นธรรมกับร้านอาหารที่จดทะเบียนถูกต้องและอยู่ในระบบภาษี
ทั้งนี้ นายวรันทร แดนใหญ่ กรรมการสมาคมร้านอาหาร ระบุว่า…ร้านอาหารระดับ S หรือร้านขนาดกลาง-เล็กจำนวนมากเผชิญยอดขายตกต่อเนื่อง 2-3 ปี จากต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และกำลังซื้อที่ลดลง แต่เมื่อโครงการกำหนดเงื่อนไขไม่ให้ร้านที่มียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีเข้าร่วม กลับทำให้ร้านที่เสียภาษีถูกต้องเสียเปรียบร้านบางส่วนที่ไม่ได้เข้าสู่ระบบภาษี
โดยสรุปข้อเสนอจาก ผู้ประกอบการ ให้กระชับ ก็คือ…ขอให้รัฐบาลเปิดทางให้ร้านอาหารขนาดเล็กหรือระดับ S ที่มียอดขายไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อปี สามารถเข้าร่วมโครงการในช่วง 3 เดือนที่เหลือได้
ฝ่ายค้านชี้ “ลงโทษคนทำดี” :
นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตว่า…โครงการไทยช่วยไทยพลัส อาจกลายเป็นการ “ลงโทษผู้ประกอบการที่ทำดี” เพราะร้านที่จดทะเบียนนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท และเสียภาษีถูกต้อง อาจถูกมองว่าเป็นร้านขนาดใหญ่ ทั้งที่ในความเป็นจริงอาจเป็นเพียงร้านอาหารระดับ S
ทั้งนี้ ฝ่ายค้านได้เสนอให้รัฐบาลใช้ฐานข้อมูลจากกรมสรรพากรและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปรับเกณฑ์ให้ละเอียดขึ้น และเปิดทางให้ร้านอาหารที่จดทะเบียนถูกต้องเข้าร่วมโครงการในช่วงเวลาที่เหลือ เพื่อไม่ให้มาตรการรัฐสร้างแรงจูงใจผิดทางต่อระบบภาษี
สำเร็จเชิงปริมาณ แต่สะดุดเชิงความเป็นธรรม :
จากข่าวและข้อมูลข้างต้น “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เชื่อว่า…โครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส “ฟู้ดเดลิเวอรี่” เป็นการเดินเกมเชิงรุกของ “รัฐบาลอนุทิน” ใน 3 มิติ พร้อมกัน กล่าวคือ โครงการนี้ สามารถจะ…
กระตุ้นเศรษฐกิจ ลดแรงกดดันค่าครองชีพ และสร้างภาพรัฐบาลที่เข้าใจเศรษฐกิจดิจิทัล
โดยมี ตัวเลขยอดใช้จ่ายสะสมกว่า 3 หมื่นล้านบาท และจำนวนร้านค้ามากกว่า 1 ล้านร้าน เป็นหลักฐานที่รัฐบาลใช้ตอบโต้ฝ่ายค้าน ได้ว่า…โครงการมีผลในระบบเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่เพียงมาตรการเชิงประชานิยม
แต่ “จุดอ่อนสำคัญ” ก็คือ…“ความเป็นธรรมของเกณฑ์คัดเลือกร้านค้า!!!”
หาก ร้านที่เข้าสู่ระบบภาษีถูกกันออก ขณะที่ ร้านนอกระบบบางส่วนได้ประโยชน์??? รัฐบาลอาจเผชิญคำถามหนักกว่าเดิม ในทำนอง…
มาตรการนี้กำลังช่วยเศรษฐกิจฐานราก หรือกำลังบิดเบือนแรงจูงใจในการเข้าสู่ระบบภาษี!!!
รัฐบาลมีพื้นที่ปรับเกมก่อนเสียแต้ม :
ในทางการเมือง รัฐบาลยังมีโอกาส เปลี่ยนแรงเสียดทานเป็นคะแนนบวก หากเร่ง “ปรับเกณฑ์” ให้รองรับ ร้านอาหารขนาดเล็กและขนาดกลางที่จดทะเบียนถูกต้อง โดยเฉพาะ กลุ่มยอดขายไม่เกินระดับที่กำหนดอย่างสมเหตุสมผล
หากรัฐบาลรับฟังข้อเสนอของผู้ประกอบการและฝ่ายค้านบางส่วน จะสามารถสื่อสารได้ว่า…“ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นโครงการที่ยืดหยุ่น รับฟัง และแก้ไขตามข้อมูลจริง ไม่ใช่นโยบายที่สั่งจากส่วนกลางเพียงด้านเดียว
เปลี่ยนประชานิยมเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ :
หัวใจของโครงการไม่ได้อยู่แค่ 60/40 แต่อยู่ที่การนำร้านค้ารายย่อยเข้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล ฐานข้อมูล ระบบชำระเงิน และ AI เพื่อการวิเคราะห์ธุรกิจ
หากรัฐบาลต่อยอดได้จริง ไทยช่วยไทยพลัสอาจกลายเป็นมากกว่ามาตรการแจกกำลังซื้อ แต่เป็นเครื่องมือสร้างฐานข้อมูลเศรษฐกิจรายย่อย และผลักดันร้านค้าเข้าสู่ระบบภาษีอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ใช้วิธีบังคับ
ความเสี่ยง! แพลตฟอร์มโต แต่ร้านค้าแบกต้นทุน :
อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลต้องระวัง ว่า…การดึงเดลิเวอรี่เข้ามาอาจทำให้แพลตฟอร์มได้รับประโยชน์สูง ขณะที่ร้านค้าเผชิญค่าธรรมเนียม ค่าคอมมิชชั่น และการแข่งขันด้านราคา หากไม่มีมาตรการกำกับสมดุล ร้านค้ารายย่อยอาจได้ยอดขายเพิ่ม แต่กำไรจริงไม่ได้เพิ่มตาม
สำหรับ ข้อเสนอแนะต่อทุกฝ่าย “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” อยากให้ ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ได้พิจารณาตามเห็นควรแยกกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ดังนี้…
ต่อรัฐบาล :
รัฐบาลควรเร่งทบทวนเกณฑ์ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ โดย แยกระหว่าง “ร้านขนาดใหญ่จริง” กับ “ร้านขนาดเล็กที่จดทะเบียนถูกต้อง” ให้ชัดเจน พร้อม เปิดช่องให้ร้านอาหารระดับ S หรือ SMEs ในระบบภาษีเข้าร่วมช่วง 3 เดือนที่เหลือ
พร้อมกันนี้ ควรเปิดเผยข้อมูลผลลัพธ์โครงการอย่างโปร่งใส เช่น ยอดขายเฉลี่ยต่อร้าน กำไรสุทธิหลังหักค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม จำนวนร้านที่ได้ลูกค้าใหม่ และจำนวนร้านที่ยังเติบโตหลังจบโครงการ เพื่อพิสูจน์ว่าโครงการสร้างผลระยะยาวจริง
ต่อฝ่ายค้าน :
ฝ่ายค้านควรเดินหน้าตรวจสอบเรื่องภาระหนี้ ความคุ้มค่า และความเป็นธรรมของเกณฑ์ พร้อมกับเสนอ “ทางออก” เชิงนโยบายควบคู่ไปด้วย ไม่ควรหยุดเพียงการคัดค้าน เพราะประชาชนและผู้ประกอบการจำนวนมากยังได้รับประโยชน์จากโครงการ
ประเด็นที่ควรผลักดัน นั่นคือ…การทำให้โครงการช่วยทั้งร้านนอกระบบและร้านในระบบ โดยไม่ทำลายแรงจูงใจในการเสียภาษีอย่างถูกต้อง
ต่อผู้ประกอบการร้านอาหาร :
ผู้ประกอบการควรรวมข้อมูลผลกระทบอย่างเป็นระบบ เช่น ยอดขายก่อนและหลังโครงการ ต้นทุนแพลตฟอร์ม ค่าธรรมเนียม และจำนวนลูกค้าที่หายไป เพื่อใช้เป็นฐานต่อรองกับรัฐบาลและแพลตฟอร์มอย่างมีน้ำหนัก
ขณะเดียวกัน ร้านอาหารควรใช้โอกาสนี้ปรับตัวเข้าสู่ระบบดิจิทัล ทั้งการขายออนไลน์ การใช้ข้อมูลลูกค้า และการจัดการต้นทุน เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคหลังโครงการอาจไม่กลับไปเหมือนเดิมทั้งหมด
ต่อแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ :
แพลตฟอร์มควรแสดงความรับผิดชอบร่วมกับสังคม โดยพิจารณามาตรการลดค่าธรรมเนียมชั่วคราวให้ร้านค้ารายย่อยในช่วงโครงการ หรือจัดแพ็กเกจสนับสนุนร้านขนาดเล็ก เพื่อไม่ให้ภาพของโครงการกลายเป็นการใช้เงินรัฐไปเพิ่มรายได้ให้แพลตฟอร์มมากกว่าร้านค้า
สำหรับ ประชาชนคนไทย อีกกว่า 26 ล้านคนที่ได้รับสิทธิ์ใน โครงการไทยช่วยไทยพลัส ย่อมจะได้รับประโยชน์และจะได้มากที่สุด! หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา และยึดโยงผลประโยชน์สาธารณะอย่างจริงจัง
ถึงบรรทัดนี้ โครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส “ฟู้ดเดลิเวอรี่” ถือว่าเป็น…สนามทดสอบสำคัญของ “รัฐบาลอนุทิน” ระหว่าง…
“ความสำเร็จเชิงตัวเลข” กับ “ความเป็นธรรมเชิงโครงสร้าง”
หาก รัฐบาล “ปรับเกณฑ์” ได้ทัน พร้อมกับ…เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการในระบบภาษี และ กำกับแพลตฟอร์มให้เป็นธรรม
โครงการนี้อาจกลายเป็นต้นแบบของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจยุคใหม่!!??
แต่หากปล่อยให้คำถามเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ” ของร้านค้าในระบบภาษี กระทั่ง กลายเป็น “แผลเปิด” ก็อาจเป็นไปได้ว่า…โครงการไทยช่วยไทยพลัส มิต่างจากนโยบายสร้างคะแนนนิยม และจะเป็น…ประเด็นการเมืองที่ “ย้อนกลับ” มากดดันรัฐบาลในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของโครงการ เสียเอง!!!.






