โดมิโน…สะเทือน!

(เมื่อ ‘องค์กรอิสระ’ เริ่มถูกตรวจสอบกลับ! ฤาคือ ‘จุดเริ่ม’ รอยร้าวใต้ระบอบสีน้ำเงิน?)
แม้สนามผู้ว่าฯ กทม. จะคึกคัก! ด้วยเกมหาเสียงและศึกชิงฐานคะแนน แต่เบื้องหลังการเมืองไทย กลับกำลังเกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างเงียบๆ ทันทีที่ 2 คำพิพากษา “คดีใหญ่” เกิดขึ้นตามๆ กันมา เสมือนเป็น “โดมิโน – การเมือง” สิ่งนี้ อาจกำลังเขย่า! ความศักดิ์สิทธิ์ขององค์กรอิสระ และเปิด “รอยร้าวใหม่” ใต้ระบอบอำนาจเดิม
สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากอย่างคึกคัก! ตั้งแต่เช้าตรู่ของวันนี้ (28 พ.ค.2569) ที่เปิดให้บรรดาผู้สมัครทั้งหน้าเก่า หน้าใหม่ และตัวแทนพรรคการเมือง รวม 14 คน ได้จับสลากเลือกหมายประจำตัวฯ ณ อาคารกีฬาเวสน์ 2 ดินแดง กรุงเทพฯ
ผลจับสลากปรากฏว่า…นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้หมายเลข 9 ขณะที่ “ดร.โจ” หรือ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครจากพรรคประชาชนได้หมายเลข 10 ส่วนผู้สมัครรายอื่น ต่างพยายามสร้างจุดขายและพื้นที่สื่อของตนเองอย่างเต็มที่
แม้การแข่งขันในสนาม กทม. จะถูกทำให้ดูมีชีวิตชีวาและดุเดือด แต่ในทางการเมืองแล้ว แทบทุกฝ่ายต่างรู้กันดีว่า…เกมครั้งนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ “ใครจะชนะ” เพียงอย่างเดียว
หากแต่เป็น…สนามวัดกำลัง วัดฐานเสียง และปูทางสู่…สมรภูมิ “การเมืองระดับชาติ” ในอนาคตข้างหน้าเสียมากกว่า
พรรคการเมืองเอง ก็ต้องการจะเก็บคะแนน สร้างแบรนด์ สะสมคอนเนกชัน และใช้ “เวทีเมืองหลวง” เป็นเครื่องมือสื่อสารทางการเมือง! มากกว่าการลุ้นผลแพ้ชนะเพียงวันเลือกตั้ง?
อย่างไรก็ตาม ในวันที่สนาม “ผู้ว่าฯ กทม.” ถูกทำให้ดูคึกคัก! การเมืองระดับโครงสร้าง…กลับกำลังเกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างเงียบๆ จาก…คำพิพากษา “2 คดีใหญ่” ในเวลาไล่เลี่ยกัน
สิ่งนี้…อาจส่งผลกระทบต่อ “สมดุลอำนาจ” ทางการเมืองไทยมากกว่า…การเลือกตั้งท้องถิ่น ชนิดเทียบกันไม่ได้เลย!!!
คดีแรก…คำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประประพฤติมิชอบกลาง สั่งจำคุก…อดีตผู้บริหารระดับสูงของ ป.ป.ช. “พล.ต.อ. วัชรพล ประสารราชกิจ” อดีตประธาน ป.ป.ช. และ “น.ส.สุภา ปิยะจิตติ” อดีตกรรมการ ป.ป.ช. คนละ 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา
จากกรณี ละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในคดีปกปิดข้อมูล “นาฬิกาหรูยืมเพื่อน” ของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
คดีที่สอง…คำพิพากษาของศาลอาญา ที่สั่ง “ยกฟ้อง” นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในคดีมาตรา 112 จากกรณีไลฟ์สดวิจารณ์การบริหารวัคซีนโควิด-19 ซึ่ง ศาลวินิจฉัย ว่า…การพูดดังกล่าวเป็นการวิจารณ์รัฐบาลและตัวนายกรัฐมนตรีโดยตรง
มิใช่การล่วงละเมิดสถาบัน!!??
คำพิพากษาทั้ง “2 คดี” อาจยังไม่ถึงขั้น “โค่น!” เครือข่ายอำนาจเดิม แต่ก็ได้สร้าง…แรงสะเทือนทางการเมือง! ที่สำคัญอย่างยิ่ง
เพราะสิ่งที่กำลัง “สั่นคลอน” ไม่ใช่เพียงตัวบุคคล หากแต่คือ “ความศักดิ์สิทธิ์” ขององค์กรและกลไกอำนาจที่เคยถูกมองว่าแตะต้องไม่ได้มาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา
โดยเฉพาะ คดีอดีต ป.ป.ช. นั้น ไม่ได้สะเทือนแค่…ตัวองค์กร แต่กำลัง “สั่นคลอน” ภาพจำของ “องค์กรตรวจสอบ” ทั้งระบบ!
นั่นเพราะเป็น…ครั้งแรกๆ ที่ประชาชนคนธรรมดา สามารถต่อสู้คดี จนลาก “อดีตผู้บริหารองค์กรอิสระ” ขึ้นสู่บัลลังก์จำเลย และได้รับคำพิพากษาจำคุกจริง!!!
สิ่งที่น่ากลัวสำหรับเครือข่ายอำนาจเดิม อาจไม่ใช่โทษจำคุก 3 ปี แต่มันคือ การเกิดบรรทัดฐานใหม่ ที่ว่า…
ประชาชนสามารถลากองค์กรอิสระขึ้นสู่บัลลังก์จำเลยได้จริง
นั่นจึงอธิบายได้ว่า..เหตุใดในช่วงหนึ่ง จึงมีรายงานข่าวในทำนองที่มีพยายามวิ่งเต้นขอ “เคลียร์คดี” และติดต่อไปยัง นายวีระ สมความคิด ผู้ฟ้องร้อง เพื่อให้ถอนฟ้อง
นั่นก็เพราะ “คนในระบบ” ต่างรู้ดีว่า…หากคดีนี้เดินไปถึงที่สุด! ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่…คนสองคน แต่จะกลายเป็น “โดมิโน” ทางการเมืองและกฎหมายที่ย้อนกลับมาตรวจสอบองค์กรอิสระทั้งระบบได้ในอนาคต!!!
การพยายาม เคลียร์คดีนอกศาล สะท้อน วัฒนธรรมอำนาจแบบไทย ที่เชื่อว่า…ความสัมพันธ์ยังอยู่เหนือกระบวนการยุติธรรม
ผู้ใหญ่ยังพูดคุยต่อรองกันได้ และคดีสำคัญทางการเมืองไม่จำเป็นต้องจบในห้องพิจารณาเสมอไป
แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่า นั่นคือ…การที่ศาลยกคำร้องขอถอนฟ้อง พร้อมให้เหตุผลว่า…เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะและผลกระทบต่อรัฐ
นั่นหมายความว่า…อย่างน้อยในบางส่วนของระบบ กำลังมีความพยายาม “ดึง” คดีสาธารณะ กลับเข้าสู่หลักนิติรัฐ และลดพื้นที่ของการ “ต่อรอง” ทางอำนาจแบบเดิมลงไป
ปรากฏการณ์นี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่…ฝ่ายสีส้ม กำลังเผชิญหน้าอยู่กับ องค์กรอิสระหลายแห่ง ทั้ง ป.ป.ช. และ กกต.
จึงไม่แปลกใจ หากทั้ง 2 คำพิพากษาข้างต้น จะถูกนำไปใช้เป็น “อาวุธทางวาทกรรม” ของพรรคการเมืองฝั่งนี้ เพื่อยืนยันประโยคคำพูดเดิม ที่ว่า…
องค์กรอิสระบางส่วนอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางอำนาจทางการเมือง!!??
ยิ่งเมื่อ คดีของ นายธนาธร จบลงด้วยการยกฟ้อง! ก็ยิ่งทำให้ ฝ่ายสนับสนุน มองว่า…กระแสสังคมและบางส่วนของกระบวนการยุติธรรม กำลังเริ่มเปลี่ยนทิศทาง??? และทำให้ การใช้ “อาวุธ” ทางกฎหมาย กับฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง อาจต้องมี “ต้นทุนทางสังคม” สูงขึ้นกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม หากจะสรุปว่า…ระบอบอำนาจเดิมกำลังล่มสลาย! ก็คงเร็วเกินไป เพราะในความเป็นจริง เครือข่ายอำนาจอนุรักษนิยม ยังคงถือกลไกรัฐส่วนสำคัญ ทั้ง…ระบบราชการ วุฒิสภา เครือข่ายท้องถิ่น และอำนาจตามรัฐธรรมนูญไว้ในมือ
แต่สิ่งที่กำลังเปลี่ยนไป นั่นคือ “ความรู้สึกกลัว” และ “ความศักดิ์สิทธิ์” ที่เคย “ห่อหุ้ม” องค์กรเหล่านั้น
ในอดีต…องค์กรอิสระจำนวนมาก ถูกมองว่าเป็นพื้นที่ที่ไม่มีวันถูกแตะต้องได้ แต่คำพิพากษาทั้ง 2 คดีนี้ ได้ทำให้ภาพนั้น…เริ่มแตกร้าว และทำให้คนในระบบเอง เริ่มตระหนักแล้ว ว่า…
วันหนึ่งพวกเขาอาจถูกตรวจสอบย้อนหลังได้เช่นกัน!!!
นี่คือ “ความกลัว…โดมิโน” ที่กำลังเกิดขึ้นเงียบๆ ในหมู่เครือข่ายอำนาจเดิม!!??
ขณะเดียวกัน ฝ่ายอนุรักษนิยมเอง ก็อาจใช้คดีนี้ เป็นโอกาส “รีเซ็ตภาพลักษณ์” เช่นกัน ด้วยการชี้ให้เห็น ว่า…
อย่างน้อย…ระบบยังสามารถตรวจสอบกันเองได้ และ ศาลยังสามารถลงโทษผู้มีอำนาจได้โดยไม่ละเว้น
แต่ไม่ว่า ฝ่ายใด…จะตีความอย่างไร? สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ ก็คือ…ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ…ครั้งใหม่” ของการเมือง ที่กลไก “อำนาจเดิม” ยังไม่พังลง! แต่ก็…ไม่แข็งแรงเหมือนเดิมอีกต่อไป
และบางที รอยร้าวที่อันตรายที่สุด! ของระบอบอำนาจ อาจไม่ใช่การพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง หากแต่คือ…วันที่ผู้คนเริ่มเชื่อ ว่า…
“ผู้มีอำนาจ ก็ถูกลากขึ้นศาลได้เหมือนคนทั่วไป!” ได้เช่นกัน!!??.






