พักโทษ ‘ทักษิณ’ ชอบด้วย กม. ยัน! ไม่ขัด พ.ร.บ.ราชทัณฑ์

กรมราชทัณฑ์ออกโรงชี้แจงกรณีพักการลงโทษ “อดีตนายกฯทักษิณ” ยืนยันดำเนินการตามกฎหมายทุกขั้นตอน ไม่เลือกปฏิบัติ และสามารถตรวจสอบได้
รายงานข่าวจากกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยถึงกรณี การพิจารณาพักการลงโทษของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า กระบวนการดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่ขัดต่อ พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 แต่อย่างใด พร้อมกับชี้แจงว่า ตามที่มีข้อสังเกตเกี่ยวกับเงื่อนไขการพักการลงโทษ ซึ่งระบุว่านักโทษต้องเป็นชั้นดีขึ้นไปนั้น แท้จริงแล้ว บทบัญญัติในมาตรา 52 ของกฎหมายราชทัณฑ์ เป็นเพียงกรอบภาพรวมของสิทธิประโยชน์ที่นักโทษเด็ดขาดพึงได้รับ โดยมิได้กำหนดเรื่อง “ชั้นของนักโทษ” ไว้โดยตรง
ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวระบุสิทธิประโยชน์ไว้ 8 ประการ อาทิ การเลื่อนชั้น การลดวันต้องโทษ และการพักการลงโทษ ซึ่งกำหนดให้ ผู้ต้องขังที่รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือ 1 ใน 3 ของโทษ สามารถเข้าสู่การพิจารณาได้
ขณะเดียวกัน กฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งออกตามอำนาจของกฎหมาย ได้กำหนดรายละเอียดเพิ่มเติม โดยระบุว่า นักโทษตั้งแต่ “ชั้นกลางขึ้นไป” สามารถได้รับการพักโทษได้ไม่เกิน 1 ใน 3 ของกำหนดโทษ ถือเป็นการดำเนินการภายใต้กรอบของมาตรา 52(7) อย่างถูกต้อง และผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการราชทัณฑ์แล้ว
สำหรับกรณีของ นายทักษิณ นั้น กรมราชทัณฑ์ ระบุว่า มีการต้องโทษใน 3 คดี ก่อนจะได้รับพระราชทานอภัยโทษ เหลือโทษจำคุก 1 ปี โดยต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำวินิจฉัยให้บังคับโทษจำคุกดังกล่าวอย่างครบถ้วน
ทั้งนี้ การบังคับโทษ 1 ปี ไม่เข้าข่ายความผิดซ้ำตามประมวลกฎหมายอาญา และไม่ถือเป็นกรณีกระทำผิดซ้ำภายใน 5 ปี ส่งผลให้ยังคงมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์การพักการลงโทษ
กรมราชทัณฑ์ ยังระบุเพิ่มเติมอีกว่า ผู้ต้องขังรายดังกล่าวมีสถานะเป็นนักโทษชั้นกลาง และได้ผ่านการรับโทษมาแล้ว 2 ใน 3 ของระยะเวลาที่กำหนด จึงเข้าเกณฑ์ได้รับการพักโทษตามที่กฎหมายและกฎกระทรวงกำหนด
นอกจากนี้ กระบวนการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาจากข้อเท็จจริง พฤติการณ์ และคุณสมบัติของผู้ต้องขังอย่างรอบคอบ ครบถ้วน และเป็นธรรม โดยยืนยันว่า ไม่มีการเลือกปฏิบัติ หรือให้สิทธิประโยชน์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
กรมราชทัณฑ์ ยังชี้แจงทิ้งท้ายว่า การพักการลงโทษในกรณีนี้ ดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยคำนึงถึงความเสมอภาค ความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน.






