Full Power จุดเร่ง! ‘รัฐบาลใหม่’ สร้างสู้ ‘วิกฤตพลังงาน-ปมเชื่อมั่น’

“อนุทิน” เร่งสู่สถานะ Full Power หลังจบรายชื่อ ครม.จ่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ตั้งเป้าแถลงนโยบายทันที หวังสู้ “วิกฤตพลังงานโลก-แรงกดดันค่าครองชีพ” หลังกระแสสังคมตั้งคำถามแรง ปมผลประโยชน์ราคาน้ำมันพุ่ง ตั้งเป้าคุมเกมนโยบายและความเชื่อมั่น

การขยับเข้าสู่สถานะ “Full Power” ของรัฐบาลในช่วงเวลานี้ ไม่ได้เป็นเพียงขั้นตอนตามกระบวนการทางการเมือง หากแต่เป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่เกิดขึ้นภายใต้แรงกดดันหลายมิติ 

ทั้งจากสถานการณ์ระหว่างประเทศและบรรยากาศความเชื่อมั่นภายในประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว???

ความเคลื่อนไหวล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยืนยันในวันนี้ (30 มีนาคม 2569) ว่า ขณะนี้ รายชื่อคณะรัฐมนตรีได้จัดทำเรียบร้อย และเตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯ ทั้งนี้ รัฐบาลมีความพร้อมในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาทันทีหลังถวายสัตย์ปฏิญาณ

เรียบร้อยดี สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯได้เลย โดยต้องรีบพิจารณาเอกสารและดำเนินการนำขึ้นทูลเกล้าฯให้เร็วที่สุดนายกฯอนุทิน ระบุ

ภาพนี้ สะท้อนภาพของการเร่งเครื่องเพื่อเข้าสู่โหมดบริหารอย่างเต็มรูปแบบโดยเร็วที่สุด ท่ามกลางความคาดหวังของสังคมไทยที่ต้องการเห็นการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเข้าสู่ Full Power กลายเป็นเรื่องเร่งด่วน คือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกผันผวนอย่างต่อเนื่องในช่วง 15 วันที่ผ่านมา 

แม้ต้นเหตุของวิกฤตจะอยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาลไทย แต่ผลกระทบกลับเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมต่อค่าครองชีพของประชาชน

ตั้งแต่…ราคาน้ำมัน ต้นทุนการขนส่ง ไปจนถึงราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน

สถานการณ์เช่นนี้้ ทำให้รัฐบาลไม่สามารถอยู่ในสภาวะ “กึ่งอำนาจ” ได้อีกต่อไป เพราะการจัดการปัญหาพลังงานจำเป็นต้องใช้เครื่องมือเชิงนโยบายอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งด้านภาษี กองทุน และมาตรการแทรกแซงตลาด

ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่ท้าทายไม่แพ้กัน ก็คือกระแสความกังวลและข้อสงสัยของสังคมเกี่ยวกับผลประโยชน์ในภาคพลังงาน ซึ่งเริ่มปรากฏให้เห็นในช่วงเวลาเดียวกัน 

แม้ข้อกล่าวหาดังกล่าวจะยังไม่มีข้อยืนยันในเชิงข้อเท็จจริง แต่ในทางการเมือง “การรับรู้ของสังคม” ย่อมมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อระดับความเชื่อมั่นของประชาชน!!!

เมื่อวิกฤตพลังงานและกระแสข้อกังขาเกิดขึ้นพร้อมกัน รัฐบาลจึงเผชิญกับแรงกดดันสองด้าน คือ…การแก้ไขปัญหาเชิงนโยบาย และการบริหารความเชื่อมั่นไปพร้อมกัน

การเข้าสู่ Full Power ในบริบทนี้ จึงมีความหมายมากกว่าการมีอำนาจบริหารอย่างสมบูรณ์ นายอนุทิน

นั่นเพราะเป็น…การสร้างความชัดเจนในโครงสร้างอำนาจ เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ และลดพื้นที่ของความคลุมเครือที่อาจนำไปสู่การตั้งคำถามในวงกว้าง 

การมีคณะรัฐมนตรีที่ชัดเจน การกำหนดผู้รับผิดชอบในแต่ละด้านอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงการแสดงท่าทีเชิงนโยบายอย่างรวดเร็ว ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้

ขณะเดียวกัน การที่นายกรัฐมนตรีออกมาแสดงความเสียใจต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนก่อนหน้านี้ ถือเป็นสัญญาณของความพยายามลดแรงกดดันในระยะสั้น  

แต่ในอีกมุมหนึ่ง คำขอโทษเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจนและจับต้องได้ 

สถานะ Full Power จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้รัฐบาลสามารถเปลี่ยนการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ให้กลายเป็นการดำเนินนโยบายจริง

อีกประเด็นที่ไม่อาจมองข้าม คือ…การเปลี่ยนผ่านจากช่วงของการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเต็มไปด้วยการเจรจาต่อรองทางการเมือง ไปสู่ช่วงของการบริหารประเทศที่ต้องเผชิญกับความท้าทายจริง

การมีอำนาจเต็มไม่ได้หมายความว่า…จะได้รับความเชื่อมั่นโดยอัตโนมัติ ตรงกันข้าม กลับเป็นจุดเริ่มต้นของการถูกจับตามองอย่างเข้มข้นมากขึ้น

โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรง

ทิศทางหลังจากนี้ิ จึงขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาลในการใช้สถานะ Full Power อย่างมีประสิทธิภาพ

หากสามารถควบคุมสถานการณ์พลังงาน บรรเทาผลกระทบต่อประชาชน และสื่อสารอย่างโปร่งใสได้ ก็อาจเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของภาวะผู้นำ 

แต่หากไม่สามารถตอบสนองได้อย่างทันท่วงที หรือปล่อยให้ข้อสงสัยในสังคมขยายตัวโดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน ความเสียหายทางความเชื่อมั่นก็อาจขยายตัวตามไปด้วยในท้ายที่สุด!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password