ตร.คุมเกมเลือกตั้ง’69

(จัด1.26 แสนนาย ‘ดูแลการเลือกตั้งทั่วไทย’ พ่วงคำสั่งแรง! ‘ปิดเหล้าข้ามคืน’ สะท้อน…สัญญาณรัฐ ‘ไม่ยอมให้พลาดซ้ำ!’
มาตรการคุมเข้ม! ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก่อนวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้สะท้อนแค่การรักษาความสงบ แต่กำลังทำหน้าที่ประคองความชอบธรรมของกระบวนการเลือกตั้ง ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองและความระแวงของสังคมต่อระบบรัฐ
การออกมาย้ำความพร้อมของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ในการดูแลความปลอดภัยหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ ด้วยจำนวนกำลังพลมากกว่า 126,000 นาย พร้อมการประกาศ ห้ามจำหน่าย จ่ายแจก หรือจัดเลี้ยงสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันก่อนเลือกตั้ง จนถึงเวลา 18.00 น. ของวันเลือกตั้ง
กลายเป็นหนึ่งในมาตรการที่ถูกจับตามองมากที่สุดในสนามการเมืองปี 2569
พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล และรองโฆษก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กำชับให้ตำรวจทุกนายปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยหน่วยเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด วางตัวเป็นกลางทางการเมือง หลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง และปฏิบัติหน้าที่ต่อเนื่องจนกว่าจะเสร็จสิ้นการนับคะแนนตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งร้องขอ
ในเชิงปฏิบัติ ตำรวจถูกมอบหมายภารกิจครอบคลุมตั้งแต่…การรักษาความปลอดภัยหน่วยเลือกตั้ง การอำนวยความสะดวกด้านการจราจร ไปจนถึง การเตรียมชุดเคลื่อนที่เร็วระดับสถานีและระดับจังหวัด เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น โดยย้ำให้ เจ้าหน้าที่ทุกนายศึกษากฎหมายเลือกตั้งอย่างละเอียด และปฏิบัติตามแผน “พิทักษ์เลือกตั้ง” อย่างเคร่งครัด
อย่างไรก็ตาม มาตรการห้ามจำหน่ายสุรา ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่ได้ถูกมองเพียงในมิติความสงบเรียบร้อย แต่ถูกอ่านในเชิงการเมือง ว่าเป็น “สัญญาณควบคุมความเสี่ยง” ของรัฐ ในช่วงเวลาที่ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้งถูกตั้งคำถามจากเหตุผิดพลาดและความขัดแย้งทางการเมืองในระยะก่อนหน้า
การสื่อสารเชิงรุกของตำรวจ ทั้งการเตือนโทษทางกฎหมาย และการเชิญชวนประชาชนเรียนรู้กฎหมายเลือกตั้งผ่านแอปพลิเคชัน Police Care จึงสะท้อน…ความพยายามขยับบทบาทตำรวจจากผู้รักษากฎหมาย ไปสู่ “ผู้ค้ำประกันความเรียบร้อยของกระบวนการประชาธิปไตย” ในสายตาสังคมไทย
ในฝั่งการเมือง พรรคการเมืองหลัก…ต่างสะท้อนมุมมองต่อมาตรการคุมเข้มของรัฐอย่างระมัดระวัง นายภูมิธรรม เวชยชัย ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่ใครชนะ แต่คือการทำให้ทุกคะแนนเสียงได้รับการคุ้มครองอย่างเสมอภาค พร้อมย้ำว่าการบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้งต้องไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในภายหลัง
ด้าน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน มองว่า การเตรียมความพร้อมของตำรวจเป็นเรื่องจำเป็น แต่หัวใจอยู่ที่ความโปร่งใสและความสม่ำเสมอในการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะในพื้นที่แข่งขันสูง พร้อมเรียกร้องให้รัฐแสดงความเป็นกลาง “ไม่ใช่เฉพาะในคำสั่ง แต่ต้องเห็นได้จริงในวันเลือกตั้งและช่วงนับคะแนน”
ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แสดง “จุดยืน” สนับสนุนการทำหน้าที่ของตำรวจ โดยระบุว่า ความสงบเรียบร้อยในวันเลือกตั้งคือเงื่อนไขสำคัญของเสถียรภาพประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพกติกา และไม่สร้างเงื่อนไขความวุ่นวายหลังปิดหีบ
ในกลุ่ม พรรคเก่าแก่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า มาตรการอย่างการห้ามขายสุราเป็นเพียงเครื่องมือพื้นฐาน แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดคือความเชื่อมั่นว่าผลการเลือกตั้งจะไม่ถูกบิดเบือน พร้อมเรียกร้องให้ตำรวจและ กกต. สื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่องเพื่อลดข่าวลือและความหวาดระแวง
ส่วน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ระบุว่า การใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในวันเลือกตั้งเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งทางการเมืองลุกลาม พร้อมสนับสนุนบทบาทของเจ้าหน้าที่รัฐในการรักษาความสงบเรียบร้อย
เมื่อประมวลภาพรวม มาตรการของตำรวจในวันเลือกตั้ง 2569 จึงไม่ได้เป็นเพียงการ “ปิดเหล้า–กันเหตุ” แต่กำลังทำหน้าที่เป็นกลไกประคองความชอบธรรมของการเลือกตั้งทั้งระบบ หากกระบวนการผ่านไปอย่างเรียบร้อย ไม่มีข้อครหาเรื่องการเลือกปฏิบัติหรือการใช้กฎหมาย 2 มาตรฐาน ตำรวจจะถูกจดจำในฐานะกลไกที่ช่วยพาประชาธิปไตยเดินต่อ
แต่หากเกิดความผิดพลาด! ไม่ว่าจะเป็น…การใช้ดุลยพินิจที่ถูกตั้งคำถาม หรือการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่สม่ำเสมอ มาตรการคุมเข้มทั้งหมด—including การห้ามจำหน่ายสุรา—อาจย้อนกลับมาเป็นหลักฐานว่ารัฐ “รับรู้ความเสี่ยง แต่ยังจัดการไม่สำเร็จ”
การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงไม่ใช่บททดสอบของพรรคการเมืองฝ่ายเดียว หากแต่เป็นบททดสอบของตำรวจ รัฐ และระบบเลือกตั้งไทยทั้งชุด ว่า…
จะสามารถทำให้คำว่า “ปลอดภัย เป็นธรรม และเชื่อถือได้” เกิดขึ้นจริงท่ามกลางสายตาทั้งประเทศได้จริงหรือไม่???.






