โพลฟ้องรัฐ ชี้! คนไทยถามหาคนรับผิดชอบได้จริง? มากกว่าใครเก่ง!

สวนดุสิตโพล เผย! ผลสำรวจ “ที่สุดแห่งปี 2568” ชัด! ความหวังของสังคมไทยปี 2569 ไม่ได้อยู่ที่นโยบายใหม่ หากอยู่ที่นายกฯ และรัฐบาลที่เชื่อถือได้ ท่ามกลางวิกฤตความมั่นคง ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง และการเมืองที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความรับผิดชอบ

ผลสำรวจ “ที่สุดแห่งปี 2568” ของสวนดุสิตโพล ซึ่งเผยแพร่ในช่วงต้นปี 2569 อาจถูกมองในฐานะโพลปลายปีที่ว่าด้วยเหตุการณ์ บุคคล และความทรงจำของสังคมไทยตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ทว่าหากพิจารณาให้ลึกกว่านั้น ตัวเลขจากโพลชุดนี้กำลังสะท้อนอารมณ์ ความรู้สึก และความคาดหวังของประชาชนต่อ “รัฐ” และ “การเมือง” ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญก่อนการเลือกตั้งครั้งถัดไป

เหตุการณ์ที่ประชาชนยกให้เป็น “ที่สุดแห่งปี 2568” ล้วนเกี่ยวข้องกับความสูญเสีย ความไม่ปลอดภัย และความเปราะบางเชิงโครงสร้าง ตั้งแต่การสวรรคตของพระบรมราชชนนีพันปีหลวง แผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ และเหตุอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินถล่ม ไปจนถึงปัญหาความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ภาพรวมเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ข่าวรายวัน หากแต่ตอกย้ำความรู้สึกของสังคมว่า “ชีวิต ความปลอดภัย และความมั่นคง” ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐต้องตอบให้ได้

ในบริบทเช่นนี้ คำตอบเรื่อง “ความหวังในปี 2569” ที่ประชาชนระบุว่า อยากได้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่ดี มากกว่าความคาดหวังด้านนโยบายเฉพาะทาง จึงมีนัยทางการเมืองที่น่าจับตาอย่างยิ่ง

เมื่อความหวังของสังคมถอยกลับสู่ฐาน

หากรัฐมีเสถียรภาพและได้รับความเชื่อมั่นสูง ความหวังของประชาชนมักจะขยับไปสู่เรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ รายได้ โอกาส หรือคุณภาพชีวิตในระดับที่สูงขึ้น แต่ผลโพลสวนดุสิตกลับสะท้อนความหวังในระดับ “พื้นฐาน” คือการมีผู้นำและรัฐบาลที่ดี มีความรับผิดชอบ และดูแลประชาชนได้จริง

สัญญาณนี้อาจตีความได้ว่า ความมั่นใจของสังคมต่อโครงสร้างรัฐและกลไกการเมืองกำลังสั่นคลอน การเมืองไทยในสายตาประชาชนไม่ได้ขาด “ความรู้” หรือ “ความสามารถเชิงเทคนิค” แต่กำลังขาดสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ “ความน่าไว้วางใจ”

นักการเมืองที่สุดแห่งปี กับการเมืองแบบตรวจสอบ

หนึ่งในประเด็นที่โดดเด่นที่สุดของโพลชุดนี้ คือการที่ “รักชนก ศรีนอก” ได้รับคะแนนสูงสุดในหมวดนักการเมืองที่สุดแห่งปี ปรากฏการณ์นี้น่าสนใจ เพราะเธอไม่ได้ดำรงตำแหน่งฝ่ายบริหาร ไม่ใช่แกนนำรัฐบาล และไม่ได้ถืออำนาจในการกำหนดนโยบายระดับประเทศ

อย่างไรก็ตาม ภาพจำของนักการเมืองรายนี้ในสายตาประชาชนคือการทำหน้าที่ตรวจสอบ ตั้งคำถาม และสื่อสารกับสังคมอย่างตรงไปตรงมา การได้รับการยอมรับในโพลลักษณะนี้จึงอาจไม่ได้สะท้อน “ความนิยมเชิงอำนาจ” หากแต่สะท้อนความต้องการการเมืองที่ตรวจสอบได้ โปร่งใส และพร้อมรับผิดชอบต่อสาธารณะ

กล่าวอีกนัยหนึ่ง โพลนี้ไม่ได้ให้รางวัลกับผู้มีอำนาจสูงสุด แต่ให้พื้นที่กับนักการเมืองที่ทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนของความคาดหวังทางคุณค่า” ของสังคม

“เก่งเชิงเทคนิค” ที่ไม่เพียงพอ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การเมืองไทยมักถูกอธิบายผ่านกรอบของความสามารถเชิงเทคนิค ไม่ว่าจะเป็นความรู้ด้านเศรษฐกิจ การคลัง กฎหมาย หรือการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลสามารถอธิบายนโยบายด้วยตัวเลข มาตรการ และกรอบกฎหมายได้อย่างครบถ้วน แต่ในช่วงเวลาที่ประชาชนเผชิญภัยพิบัติ ความไม่ปลอดภัย และความไม่แน่นอน สิ่งที่สังคมต้องการกลับไม่ใช่คำอธิบายเชิงระบบเพียงอย่างเดียว

ความเก่งเชิงเทคนิค อาจทำให้รัฐ “ไม่ผิด” ตามระเบียบ แต่ไม่ได้การันตีว่ารัฐจะ “ไม่ทอดทิ้ง” ประชาชน ความสามารถในการบริหารจึงต้องมาพร้อมความเข้าใจชีวิตจริง ความรับผิดทางการเมือง และการยืนอยู่ข้างประชาชนในยามวิกฤต

ผลโพลสวนดุสิตในปีนี้จึงสะท้อนการเปลี่ยนแกนความคาดหวังของสังคม จากการมองหาความเก่งเชิงเทคนิค ไปสู่การมองหาความน่าเชื่อถือและความรับผิดชอบ

Soft Power กับความเชื่อมั่นที่แซงหน้าการเมือง

อีกหนึ่งภาพสะท้อนที่ชัดเจนจากโพล คือการที่บุคคลจากวงการบันเทิง นักกีฬา และนักวิชาการ ได้รับความนิยมในระดับสูง ผู้ทรงอิทธิพลแห่งปีอย่างศิลปินระดับโลก หรือการยอมรับนักกีฬาหญิงและนักวิชาการสายเหตุผล ล้วนสะท้อนว่าความเชื่อมั่นของสังคมกำลังเคลื่อนย้ายออกจากศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองแบบเดิม

เมื่อสถาบันการเมืองถูกตั้งคำถาม พลังทางวัฒนธรรม ความสามารถส่วนบุคคล และเหตุผลเชิงวิชาการ จึงกลายเป็นที่พึ่งทางความรู้สึกของสังคมมากขึ้น นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องรสนิยม แต่เป็นคำถามเชิงโครงสร้างว่า สังคมไทยกำลังเลือก “เชื่อใคร” และ “เชื่อบนฐานอะไร”

สัญญาณก่อนเลือกตั้ง 2569

เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด โพล “ที่สุดแห่งปี 2568” จึงไม่ใช่เพียงสถิติปลายปี หากแต่เป็นกระจกสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ ความหวังเรื่องนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่ดี การยอมรับนักการเมืองสายตรวจสอบ และการให้คุณค่ากับ Soft Power ล้วนบ่งชี้ว่าการเมืองไทยกำลังถูกท้าทายให้ปรับตัว

การเลือกตั้งปี 2569 อาจไม่ใช่การแข่งขันกันว่าใครมีนโยบายซับซ้อนกว่า แต่คือการแข่งขันว่าใครสามารถสร้างความน่าไว้วางใจ และตอบคำถามพื้นฐานของสังคมได้ว่า รัฐจะยืนอยู่ตรงไหนในวันที่ประชาชนรู้สึกเปราะบางที่สุด

ในท้ายที่สุด โพลนี้อาจไม่ได้บอกว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง แต่กำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า หากการเมืองยังยึดติดกับความเก่งเชิงเทคนิค โดยไม่ฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความรับผิดชอบ ความหวังของประชาชนก็จะยังคงวนกลับมาที่คำถามเดิม นั่นคือ…

ประเทศนี้จะมีรัฐบาลที่ “ดีพอให้เชื่อใจได้หรือไม่???”.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password