ไม่จบไม่เลิก! แก้ได้…ก็ไม่ได้หน้า

“…คนไทยได้หน้า ฝรั่งมังค่าได้เงิน!” บางส่วนของบทเพลง Made in Thailand ที่ “แอ๊ด คาราบาว” แต่งและร้องไว้ตั้งแต่ปี 2527 ผ่านมา 40 ปีเศษ…เพลงนี้กลับมาฮิตติดหูคนไทยและชาวโลกที่ติดตามชมซีรีส์ดังอย่าง The White Lotus ซีซั่น 3 กันอีกครั้ง!
ยุคสมัยนี้…วลีและความหมายอาจเปลี่ยนตามสถานการณ์โลก “หน้าก็ไม่ได้…เงินต้องจ่าย…ข้อมูลหลักฐานสำคัญ ยังไม่เก็บไว้อีก” จะอะไร? ก็ผลพวงจากการประกาศ “3 ตัด” ไฟฟ้า – อินเตอร์เน็ต – น้ำมันสำเร็จ หวังขจัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ นั่นไง!!!
“…ทางการจีนได้หน้า คนไทยและรัฐบาลไทยเสียค่าโง่?” เป็นคำส่อเสียดที่แพร่หลายอยู่ในโลกโซเชียล กับการดำเนินนโยบายแบบ ตั้งรับ! มากเกินไปของ “รัฐบาลแพทองธาร”
จะว่าไป…หาก นายหลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ไม่เดินทางมาเพื่อภารกิจ…ขจัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ “จีนเทา” ในประเทศเมียนมา โดยใช้ไทยเป็นฐานดำเนินการ และอยู่บนพื้นฐาน “ข้อมูลลับสำคัญ” ที่บรรดา “สายลับจีน” ยั๊วเยี๊ยะเต็มเมืองไทย คอยให้ข้อมูล…“จีนดำ จีนเทา และไทยเทา” โดยเฉพาะ คนกลุ่มหลัง…ที่ถูกสาวโยงไปแบบไม่สุดทาง!
แต่ก็ได้ ตัวเป้งๆ ระดับ “คนมีสี” ไปบางส่วน ทว่าอีกหลายส่วนที่สูงและใหญ่กว่านั้น…กลับไม่ยอมสาวไปให้ถึงตัวสักที???
ไม่รู้ติดตออะไร!!!
อีกประเด็น เพราะ “ผู้นำไทย” น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีโปรแกรมจะเดินทางไปร่วมงานเปิดกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว และเข้าเยี่ยมคารวะ “นายสี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีของจีน เมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแล้ว
หากไม่มีเรื่องนี้แล้วล่ะก็…ยุทธการ “3 ตัด” ยังจะได้เห็นกันหรือไม่? คงต้องลุ้นกันเหนื่อย!!!
แต่ที่แน่ๆ ข้อสั่งการของ นายกฯแพทองธาร จะโดยคิดเอง หรือ ที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก คอยชี้แนะ หรือเป็นเพราะ…แรงบีบจากทางการจีน ก็ตาม
งานนี้…คนในรัฐบาลที่เสียหายมากสุด! คงไม่พ้น “เสี่ยหนู – นายอนุทิน ชาญวีรกูล” ที่เป็นทั้ง…รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กำกับดูแล การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) “ต้นทาง” ของการจ่ายกระแสไฟฟ้าไปให้ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเมียน ได้ใช้ เพื่อกลับมาหลอกลวงคนไทยและชาวโลก
รวมถึง พรรคภูมิใจไทย…ที่เสียหายแบบหา (เครดิต) ไม่เจออีกแล้ว
เพราะเป็นฝ่ายที่ยื้อเกมตัดกระแสไฟฟ้าเสียเอง
แต่ก็นั่นแหละ จะ พรรคภูมิใจหรือพรรคเพื่อไทยเสียหาย หรือจะเป็น นายอนุทิน หรือ นส.แพทองธาร เสียหาย
สุดท้าย…เสียหายมากที่สุด! ก็คือ ประเทศไทยและคนไทย
ยิ่ง…ผลลัพธ์ความสำเร็จจาก มาตรการ “3 ตัด” นำไปสู่การทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ “จีนเทา” ในเมียนมา กระทั่ง ช่วยเหลือเหยื่อนับหมื่นคนจากทั่วโลก ที่ถูกหลอกลวงโดย “ขบวนการค้ามนุษย์” และ จับกุมหัวหน้าและแกนนำแก๊งจีนเทานับร้อยคน
แต่ทางการไทย กลับไม่ได้จัดเก็บข้อมูล “เชิงอัตลักษณ์” ของบรรดาแก๊งจีนเทาเอาไว้แต่อย่างใด?
น่าเสียดายมากๆ!!!
ต่อให้เมื่อวันก่อน…นายกฯแพทองธาร จะประกาศเสียงดังฟังชัด “ไม่จบไม่เลิก!” ปมเดินหน้าขจัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ามนุษย์ในประเทศเพื่อนบ้าน ที่ไม่ได้มีเฉพาะฝั่งของเมียนมา แต่ฟากของกัมพูชา ก็มีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำไป!!!
“ที่ประชุม ครม. มีข้อสรุป ถึงการปราบปรามคอลเซ็นเตอร์มีการรายงานเรื่องการซีล (ปิด) พื้นที่ชายแดน 14 จังหวัด มีผู้ถูกจับกุมจำนวนมาก ได้รับความร่วมมือจากจีนและเมียนมาเป็นอย่างดี กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รายงานการรื้อถอนเสาสัญญาณบริเวณชายแดน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลจัดการอย่างจริงจัง ทั้งในส่วนของไทยและประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นจีน เมียนมา กัมพูชา วันที่ 28 ก.พ. จะลงพื้นที่ จ.สระแก้วไปดูพื้นที่ด้วยตัวเอง เพื่อเร่งแก้ปัญหาให้หมดไปจากประเทศไทยโดยเร็ว เรื่องนี้ไม่จบไม่เลิก ต้องทำอย่างจริงจัง ตอนนี้ต่างประเทศร่วมมืออย่างดี พูดได้อย่างเต็มปากว่าไทยจัดการอย่างจริงจังและอาจเป็นประโยชน์ต่อประเทศเพื่อนบ้านด้วย”
ข้างต้นคือ คำพูดจากปากของ นายกฯแพทองธาร ที่ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ภายหลังการประชุม ครม. ในทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2568 ที่ผ่านมา
ฟังเสียงของอีกคน…นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ที่แสดงความเป็นห่วงเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์จากหลายชาติ อีกกว่า 7,000 คนในเมียนมา หลังกองทัพชนกลุ่มน้อยดูแลไม่ไหว และอาจปล่อยให้เข้ามายังประเทศไทย
“ได้หารือกับนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ กำลังประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเราเป็นห่วงคนที่ล้นอยู่ 7,000 คน มันจะเป็นปัญหาที่ยุ่งยากกับเรา อาจต้องทำให้เร็วขึ้น” นายภูมิธรรม ระบุและย้ำว่า…
ในฝั่งกัมพูชา ขณะนี้ ตำรวจไทยได้ประสานกับตำรวจกัมพูชา นำไปสู่การกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ขึ้น สามารถช่วยคนไทยได้จำนวนหนึ่ง โดยมีการประสานงานของผู้ใหญ่ในรัฐบาลกัมพูชากับรัฐบาลไทยเพื่อเร่งแก้ปัญหานี้ ซึ่งนั่นอาจทำให้บางส่วนของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แอบหลบหนีเข้ามายังประเทศไทย โดยเฉพาะรอยต่อในพื้นที่ธรรมชาติ จำเป็นจะต้องหาทางรับมือกับสถานการณ์นี้
โดยขณะนี้ ได้เตรียมการตั้งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ระหว่างประเทศ ซึ่งจะเป็นรูปเป็นร่างในเร็วๆ นี้
ทั้งหมดที่เห็น…ประหนึ่งว่า รัฐบาลไทย จะทำงานแบบวิ่งไล่ตามเงา คือ ถึงจะตามทัน แต่จับต้องอะไรไม่ได้!!!
ย้อนวลีข้างต้นกันอีกที!!!
“…ทางการจีนได้หน้า คนไทยและรัฐบาลไทยเสียค่าโง่” หรือจะให้สังคมไทยคิดเป็นอื่นจากนี้.