• ศุกร์ 30 ตุลาคม 2569 เวลา 13:27 น.

คปภ. รุก ‘ตัดเสี่ยง’ บนถนน! ดัน พ.ร.บ. คุ้มครอง 100%

BREAKING NEWS JUSTICE & CRIME

วงถก คปภ. ชี้! พร้อมใช้ข้อมูลอุบัติเหตุปักหมุดจุดอันตราย ขยายผล 4 จังหวัด 6 ท้องถิ่นต้นแบบ ผนึกภาคีเครือข่ายแก้ปัญหาตรงพื้นที่ มุ่งป้องกันก่อนเกิดเหตุ พร้อมผลักดันประชาชนให้ได้รับความคุ้มครองจาก พ.ร.บ. อย่างทั่วถึง

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) เดินหน้าขับเคลื่อนความปลอดภัยทางถนนเชิงรุก มุ่งตัดวงจรความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิและเยียวยาผู้ประสบภัยจากรถอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม ภายใต้นโยบายของ นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. ที่ย้ำว่า “ความสูญเสียต่อชีวิตและร่างกายไม่สามารถทดแทนได้ด้วยตัวเงิน” โดยภาคประกันภัยต้องมีบทบาทมากกว่าการจ่ายค่าสินไหมหลังเกิดเหตุ แต่ต้องร่วมป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียตั้งแต่แรก

โดยเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 สำนักงาน คปภ. จัดประชุมเผยแพร่ผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นโครงการขับเคลื่อนมาตรการความปลอดภัยทางถนนและการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ประจำปี 2569 ณ โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ เปิดเวทีแลกเปลี่ยนบทเรียนจากพื้นที่จริงระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาคธุรกิจประกันภัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาสังคม

นางมยุรินทร์ สุทธิรัตนพันธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงาน คปภ. กล่าวว่า การสร้างความปลอดภัยทางถนนต้องเปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นการลงมือแก้ปัญหา โดยนำข้อมูลอุบัติเหตุและบทเรียนจากชุมชนมาผสานกับกลไกประกันภัย เพื่อแก้จุดเสี่ยงให้ตรงสาเหตุ พร้อมต่อยอดผลจากจังหวัดปราจีนบุรีสู่ 4 จังหวัด 6 ท้องถิ่นต้นแบบ และผลักดันให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองจาก พ.ร.บ. อย่างทั่วถึง

นายพงษ์ศักดิ์ ชีวรัตนพงษ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ สำนักงาน คปภ. ระบุว่า เป้าหมายสำคัญคือการป้องกันก่อนเกิดเหตุ ไม่ใช่เพียงลดความรุนแรงเมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้ว เช่น การรณรงค์สวมหมวกนิรภัย แต่ต้องมุ่งให้ “รถไม่ชน คนไม่เกิดเหตุ” โดยมาตรการต้องสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน ทั้งการปรับปรุงสภาพถนนและการสร้างพฤติกรรมปลอดภัยตั้งแต่วัยเด็ก

ผลศึกษาร่วมกับ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ครอบคลุมจังหวัดปราจีนบุรี นครนายก นครสวรรค์ และสุพรรณบุรี ชี้ว่า การแก้จุดเสี่ยงทางกายภาพต้องรับฟังคนในพื้นที่ด้วย หากมาตรการกระทบวิถีชีวิตจนชุมชนไม่ยอมรับ ก็ยากจะเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน

นายประยูร ภู่แส รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด กล่าวว่า บริษัทพร้อมนำข้อมูลอุบัติเหตุและการจ่ายค่าสินไหมจากระบบ e-Claim มาปักหมุดจุดเสี่ยงให้ท้องถิ่นใช้วางมาตรการได้ตรงจุด พร้อมสนับสนุนให้หน่วยงานระดับตำบลเป็นแกนหลัก เพราะใกล้ชิดประชาชนและจัดการปัญหาได้คล่องตัว ควบคู่กับการประสานศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ทุกระดับ

นายชอ พงษ์อ้อ รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตูม จังหวัดปราจีนบุรี สะท้อนว่า พื้นที่อุตสาหกรรมมีทั้งโรงงาน ประชากรแฝง และแรงงานต่างชาติจำนวนมาก จึงต้องสื่อสารเรื่องวินัยจราจรให้เข้าถึงคนหลากหลายกลุ่ม ขณะเดียวกัน ถนนหลายสายอยู่ในความรับผิดชอบของหลายหน่วยงาน ทำให้การแก้จุดเสี่ยงล่าช้า จึงเสนอให้กำหนดเจ้าภาพประสานงานและสนับสนุนงบประมาณให้ท้องถิ่นเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมจราจร

นายดุสิต ศิริวราศัย ผู้อำนวยการกองบูรณาการความปลอดภัยทางถนน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เสนอให้ใช้ กลไก ศปถ. โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอเป็นแกนประสานหน่วยงานเจ้าของถนนทุกสังกัด พร้อม ยกระดับจุดอันตรายที่เกินอำนาจท้องถิ่นไปสู่การแก้ไขระดับนโยบาย โดยใช้ข้อมูลอุบัติเหตุประกอบการตัดสินใจ

ด้าน นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร รองประธานแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด เสนอให้ เร่งประเมินสุขภาพผู้ขับขี่ ลงพื้นที่อำเภอเสี่ยง จัดระบบรถรับส่งนักเรียน และควบคุมความเร็วบริเวณหน้าโรงเรียน โรงพยาบาล โรงงาน และตลาด พร้อมผลักดัน การแก้จุดเสี่ยงหน้าโรงพยาบาลกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ให้เป็นต้นแบบ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเสนอให้เร่งสำรวจรถจักรยานยนต์ที่ขาดต่อ พ.ร.บ. พร้อมพัฒนาสื่อสั้น ระบบแจ้งเตือนต่ออายุ และหารือแพ็กเกจประกันภัยระยะยาวกับผู้ผลิตรถและธุรกิจลีสซิ่ง รวมถึง จัดทำแผนปฏิบัติการระดับจังหวัดที่กำหนดผู้รับผิดชอบ กรอบเวลา และตัวชี้วัดชัดเจน

ภาคีเครือข่ายยังเสนอให้เปิดฐานข้อมูลพิกัดจุดเสี่ยงและเขตจำกัดความเร็ว เชื่อมกับแผนที่นำทางเพื่อแจ้งเตือนผู้ใช้ทาง จัดระเบียบหน้าที่ถนนสายหลักกับถนนชุมชน และพิจารณาส่วนลดเบี้ยประกันภัยสำหรับรถจักรยานยนต์ที่ติดตั้งระบบ ABS พร้อมจัดทำตัวชี้วัดรายจังหวัด ทั้งการต่อทะเบียน การต่อ พ.ร.บ. การมีใบขับขี่ และการใช้ความเร็วตามกฎหมาย

พร้อมกันนี้ สำนักงาน คปภ. ยังได้ระบุว่า…จะนำข้อเสนอจากเวทีไปขับเคลื่อนร่วมกับภาคธุรกิจประกันภัยและเครือข่ายความปลอดภัยทางถนน เพื่อให้การป้องกันอุบัติเหตุเกิดผลในระดับพื้นที่ และผลักดันให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองจาก พ.ร.บ. อย่างทั่วถึง พร้อมได้รับการเยียวยาเมื่อประสบภัยจากรถ.