• อังคาร 15 กันยายน 2569 เวลา 07:54 น.

ใคร? มีสิทธิ์สั่ง สสส.!

BREAKING NEWS JUSTICE & CRIME

(ขสช.ร้อง ‘กมธ.วุฒิสภา’ สอบปม ‘แทรกแซง – ชะลองบภาคี’ จับตา! เส้นแบ่ง ‘ให้นโยบาย’ กับ ‘สั่งการ’)

ขสช.นำเครือข่ายกว่า 150 องค์กร ร้องกรรมาธิการวุฒิสภา ตรวจสอบฝ่ายการเมืองแทรกแซง สสส. หลังงบประมาณภาคีสะดุด และแผนปี 2570 ล่าช้า เปิดข้อกฎหมายสำคัญ – รัฐมนตรีเสนอทิศทางได้ แต่การปรับแผนและจัดสรรเงินต้องผ่านอำนาจคณะกรรมการกองทุน

วานนี้ (14 กันยายน 2569) ที่อาคารรัฐสภา นายธนากร คมกฤส ผู้ประสานงานขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) พร้อม ตัวแทนภาคีเครือข่ายองค์กรสมาชิก เข้ายื่นหนังสือต่อ นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา

เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการแทรกแซงการดำเนินงานของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

การร้องเรียนครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงข้อขัดแย้งเรื่องงบประมาณ แต่กำลังเปิดคำถามทางกฎหมาย ว่า…ฝ่ายการเมืองมีอำนาจต่อ สสส. เพียงใด? และเส้นแบ่งระหว่างการกำหนดนโยบายกับการสั่งการโดยตรงอยู่ตรงไหน?

งบสะดุด–ภาคีสะเทือน :

นายธนากร ระบุว่า ขสช.เป็นการรวมตัวขององค์กรภาคประชาชนและองค์กรที่ทำงานด้านสุขภาวะมากกว่า 150 องค์กร ส่วนใหญ่ได้รับทุนดำเนินงานจาก สสส. ภายใต้แนวคิด “สร้างนำซ่อม” ขณะที่บางองค์กรไม่ได้รับทุนโดยตรง แต่มีภารกิจร่วมกันในการสร้างเสริมสุขภาพและสร้างความเข้มแข็งให้ประชาชน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ภาคีหลายแห่งไม่ได้รับเงินสนับสนุนตามงวดงานที่กำหนด ส่งผลให้การดำเนินโครงการติดขัด ขณะเดียวกันยังมีความกังวลว่าโครงการใหม่ที่เตรียมเสนอต่อ สสส. อาจไม่ได้รับการพิจารณาหรือถูกลดทอนงบประมาณลง

เครือข่ายจึงขอให้กรรมาธิการตรวจสอบว่า ความล่าช้าดังกล่าวเกิดจากกระบวนการบริหารตามปกติ หรือมีการใช้อำนาจจากภายนอกเข้าไปเปลี่ยนแปลงทิศทางและการจัดสรรเงินของกองทุน

สสส.ไม่ใช่กรมในกระทรวง :

ประเด็นแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ สสส.จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 มีสถานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่มิใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ จึงไม่ใช่กรมหรือหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่รัฐมนตรีจะใช้อำนาจสั่งการตามสายบังคับบัญชาได้โดยตรง

แต่กฎหมายก็มิได้ตัดฝ่ายการเมืองออกจากโครงสร้าง สสส. โดยมาตรา 17 กำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการกองทุน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นรองประธานกรรมการคนที่หนึ่ง พร้อมด้วย กรรมการจากหน่วยงานรัฐและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายสาขา

นั่นหมายความว่า ฝ่ายการเมืองมีสิทธิเสนอทิศทางและร่วมตัดสินใจในฐานะกรรมการ แต่การใช้อำนาจต้องดำเนินผ่านโครงสร้างและกระบวนการของคณะกรรมการ ไม่ใช่อำนาจเฉพาะตัวของรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่ง

เสนอได้–แต่สั่งได้หรือไม่? :

ข้อเรียกร้องของ ขสช.เชื่อมโยงกับการสื่อสารของ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในงานประชุมวิชาการโรงพยาบาลชุมชน เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ซึ่งตามข้อมูลของเครือข่าย ระบุถึง แนวคิดนำเงิน สสส.ไปสนับสนุนโรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล รวมทั้งกล่าวว่า ได้เชิญผู้จัดการและผู้บริหาร สสส.มาสั่งการ

ถ้อยคำดังกล่าวทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เป็นเพียงการเสนอแนวนโยบายในฐานะรองประธานกรรมการกองทุน หรือเป็นการออกคำสั่งโดยตรงต่อผู้บริหาร สสส.นอกกระบวนการของคณะกรรมการ

มาตรา 21 กำหนดให้ “คณะกรรมการกองทุน” เป็นผู้ควบคุมดูแลการดำเนินงาน ให้ความเห็นชอบแผนดำเนินงานประจำปี แผนการเงินและงบประมาณ ตลอดจนกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีจัดสรรเงินสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ

ดังนั้น หากรัฐมนตรีเพียงเสนอให้ สสส.เพิ่มบทบาทสนับสนุนระบบสุขภาพระดับพื้นที่ และนำข้อเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ ย่อมเป็นการดำเนินการที่อาจอยู่ภายในกรอบกฎหมาย

แต่หากมี การสั่งให้ผู้บริหารเปลี่ยนแผน โยกงบประมาณ หรือชะลอการสนับสนุนภาคี โดยไม่มีมติหรือฐานอำนาจจากคณะกรรมการ ก็อาจเกิดคำถามเรื่องการใช้อำนาจเกินขอบเขตและกระทบความเป็นอิสระในการบริหารกองทุน

ให้โรงพยาบาล–ไม่ผิดในตัวเอง :

อีกประเด็นที่ต้องแยกให้ชัดคือ การนำเงิน สสส.ไปสนับสนุนโรงพยาบาลมิใช่เรื่องผิดกฎหมายโดยอัตโนมัติ

มาตรา 5 เปิดให้กองทุนสนับสนุนงานสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันปัจจัยเสี่ยง การวิจัย การรณรงค์ และการพัฒนาความสามารถของชุมชน โดยสามารถทำงานร่วมกับส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐได้

โรงพยาบาลชุมชน หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จึงอาจได้รับการสนับสนุน หากเป็นโครงการป้องกันโรค ปรับพฤติกรรมสุขภาพ พัฒนาชุมชน หรือสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ และผ่านแผนกับหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการกองทุน

แต่หากเป็นการนำเงินไปอุดหนุนค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายประจำ บุคลากร หรือภารกิจที่กระทรวงสาธารณสุขต้องได้รับงบประมาณตามระบบปกติ ก็ต้องตรวจสอบว่าเป็นการเบี่ยงเบนเงินออกจากวัตถุประสงค์ “สร้างนำซ่อม” หรือไม่?

โจทย์ทางกฎหมายจึงไม่ใช่เพียงว่า “ให้เงินโรงพยาบาลได้หรือไม่?” แต่ต้องพิจารณาว่า ให้ทำอะไร? ใช้หลักเกณฑ์ใด? ผ่านมติใด? และกระทบภารกิจเดิมของกองทุนเพียงใด?

แผนปี 2570 ใครกดเบรก? :

ขสช.ยังขอให้ตรวจสอบความล่าช้าในการประชุมคณะกรรมการกองทุนเพื่อพิจารณาแผนและงบประมาณประจำปี 2570 ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของภาคีผู้รับทุนในภาพรวม

ในทางกฎหมาย ความล่าช้าเพียงอย่างเดียวยังไม่อาจใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่ามีการแทรกแซง แต่กรรมาธิการควรตรวจสอบลำดับเหตุการณ์ ว่า สำนักงานเสนอแผนเมื่อใด? เหตุใดจึงยังไม่ได้รับการพิจารณา? มีผู้ใดสั่งชะลอหรือขอให้ปรับเปลี่ยนแผน? และมีเอกสารหรือมติรองรับหรือไม่?

หากความล่าช้าเกิดจากการตรวจสอบความถูกต้องหรือการทบทวนประสิทธิภาพการใช้เงิน ย่อมเป็นกระบวนการกำกับดูแลที่สามารถอธิบายได้

แต่หากเป็น การจงใจชะลอเพื่อกดดันให้เปลี่ยนผู้รับทุน เปลี่ยนวัตถุประสงค์ หรือโยกเงินไปยังโครงการที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการตามกฎหมาย ก็อาจนำไปสู่ประเด็นเรื่องการใช้อำนาจโดยไม่สุจริต การละเลยต่อหน้าที่ และการบริหารที่ขัดต่อหลักธรรมาภิบาล

เงินงวด–ต้องดูสัญญา :

สำหรับภาคีที่ไม่ได้รับเงินตามงวด ต้องแยกโครงการที่ยังรอการอนุมัติออกจากโครงการที่ได้รับอนุมัติและทำสัญญาแล้ว

ผู้เสนอโครงการใหม่ยังไม่มีสิทธิได้รับเงินโดยอัตโนมัติ เพราะกองทุนต้องพิจารณาความเหมาะสมตามแผน งบประมาณ และหลักเกณฑ์การจัดสรรทุน

แต่กรณีโครงการที่มีสัญญาและภาคีดำเนินงานผ่านเงื่อนไขครบถ้วนแล้ว การระงับหรือเลื่อนจ่ายเงินต้องมีเหตุผลตามสัญญา ระเบียบ หรือผลการตรวจรับงาน หากไม่มีเหตุรองรับ อาจเกิดข้อพิพาทเรื่องการผิดสัญญาและความรับผิดของหน่วยงานทางปกครองได้

กรรมาธิการจึงควรเรียกดูสัญญารับทุน รายงานผลการตรวจงาน หนังสือแจ้งชะลอการจ่าย และเหตุผลของแต่ละโครงการ ไม่ควรพิจารณาจากตัวเลขความล่าช้าในภาพรวมเพียงอย่างเดียว

“เห็นต่าง” ยังไม่เท่ากับ “มีอคติ” :

ข้อเรียกร้องอีกประการหนึ่งคือ การตรวจสอบคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานจัดทำข้อเสนอนโยบายด้านสาธารณสุข ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2569 เนื่องจากเครือข่ายเห็นว่าบุคคลบางส่วนมีอคติต่อ สสส.และภาคีผู้รับทุน

ในทางกฎหมาย การเคยวิพากษ์วิจารณ์หรือมีความเห็นแตกต่างจาก สสส. ยังไม่ทำให้บุคคลนั้นขาดคุณสมบัติหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทันที เพราะการตรวจสอบและการวิจารณ์องค์กรที่ใช้เงินสาธารณะสามารถกระทำได้

สิ่งที่ต้องพิสูจน์คือ บุคคลดังกล่าวมีผลประโยชน์ทับซ้อน มีส่วนได้เสียโดยตรง ตั้งธงผลการศึกษาไว้ล่วงหน้า หรือปิดกั้นไม่ให้ผู้ได้รับผลกระทบชี้แจงหรือไม่? รวมถึง ต้องตรวจสอบว่าคณะทำงานมีอำนาจเพียงจัดทำข้อเสนอ หรือถูกใช้เป็นช่องทางสั่งเปลี่ยนแปลงการบริหารกองทุน?

Thai-PAN ชี้ต้นทุนที่มองไม่เห็น :

ด้าน นางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) ระบุว่า ความปลอดภัยทางอาหารและสุขภาวะของประชาชนไม่ได้เกิดจากการทำงานของรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยระบบเฝ้าระวัง ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และภาคประชาชนที่สามารถนำข้อมูลมาใช้ปกป้องประโยชน์สาธารณะ

Thai-PAN ทำหน้าที่ตรวจสอบและสื่อสารข้อมูลสารตกค้างในอาหาร รวมถึง ความเสี่ยงจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งต้องอาศัยองค์ความรู้และทรัพยากรต่อเนื่อง หากกลไกสนับสนุนอ่อนแอลง สิ่งที่สูญเสียจึงไม่ใช่เพียงโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่รวมถึงความสามารถของสังคมในการตรวจสอบความเสี่ยงที่ระบบราชการอาจมองไม่เห็น

นางสาวปรกชล ย้ำว่า สสส.ไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะผู้ให้ทุน แต่เป็นกลไกที่ช่วยสร้างพลังให้ภาคประชาชนและภาควิชาการสามารถทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างต่อเนื่องและเป็นอิสระจากผลประโยชน์เฉพาะด้าน

กมธ.ต้องตาม “รอยอำนาจ” :

บทบาทของกรรมาธิการครั้งนี้ จึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การรับหนังสือหรือเปิดเวทีให้แต่ละฝ่ายกล่าวหาและชี้แจง แต่ควรตรวจสอบ “รอยอำนาจ” จากเอกสารและลำดับการตัดสินใจ

ทั้งบันทึกการเชิญผู้บริหาร สสส.เข้าพบ ข้อสั่งการ รายงานการประชุมคณะกรรมการ ร่างแผนปี 2570 รายชื่อโครงการที่ถูกชะลอจ่ายเงิน ตลอดจนคำสั่งแต่งตั้งและผลประโยชน์เกี่ยวข้องของคณะทำงาน ล้วนเป็นหลักฐานสำคัญในการแยกข้อเท็จจริงออกจากความกังวล

กรรมาธิการมีอำนาจศึกษา ตรวจสอบ เชิญบุคคลมาชี้แจง และเรียกเอกสารภายในขอบเขตหน้าที่ แต่ไม่มีอำนาจเพิกถอนมติของ สสส.หรือสั่งให้จ่ายเงินแก่ภาคีโดยตรง ผลการตรวจสอบจึงควรระบุให้ชัดว่า เรื่องใดเป็นปัญหาเชิงนโยบาย เรื่องใดอาจผิดระเบียบ และเรื่องใดควรส่งต่อให้องค์กรตรวจสอบที่มีอำนาจตามกฎหมายดำเนินการ

อิสระต้องคู่ตรวจสอบ :

สสส.เป็นหน่วยงานที่ใช้เงินสาธารณะ จึงต้องเปิดเผย โปร่งใส และถูกตรวจสอบได้ การอ้างความเป็นอิสระไม่อาจใช้เป็นเกราะป้องกันการตรวจสอบประสิทธิภาพ การใช้เงิน หรือความสัมพันธ์ระหว่างกองทุนกับภาคีเครือข่าย

ในอีกด้านหนึ่ง การตรวจสอบก็ไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือยึดพื้นที่การตัดสินใจขององค์กร หรือโยกทรัพยากรไปตามนโยบายเฉพาะหน้าของฝ่ายการเมืองโดยไม่ผ่านกระบวนการตามกฎหมาย

บทพิสูจน์สำคัญจึงอยู่ที่ว่า การเปลี่ยนแปลงใดๆ จะผ่านคณะกรรมการอย่างโปร่งใส มีเหตุผล มีหลักฐาน และยังรักษาวัตถุประสงค์ของกองทุนไว้ได้หรือไม่?

นั่นเพราะ…หัวใจของเรื่องนี้ไม่ใช่การเลือกระหว่าง “รัฐ” กับ “ภาคประชาชน” แต่คือ การทำให้ทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกันภายใต้กติกาที่ไม่มีใครใช้อำนาจเหนือกฎหมาย!!??.