• อาทิตย์ 16 สิงหาคม 2569 เวลา 15:19 น.

พาณิชย์บุกเกาะพะงัน ลุยเช็กโรงแรม-วิลล่าทุนหนา ส่อใช้นอมินีอื้อ!

BREAKING NEWS HEADLINE NEWS JUSTICE & CRIME

กระทรวงพาณิชย์สนธิกำลังมหาดไทยลงพื้นที่เกาะพะงัน ตรวจ 4 เป้าหมายธุรกิจเสี่ยง ทั้งรีสอร์ท วิลล่าหรู และร้านกัญชา พบพิรุธคนไทยถือหุ้นหลายบริษัทโยงต่างชาติ DBD จ่อขยายผลเชิงลึก เตือนคนไทยรับผลประโยชน์อำพรางถือหุ้นแทนต่างด้าว เจอโทษอาญาคุกสูงสุด 3 ปี ปรับถึง 1 ล้านบาท

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า(DBD) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2569 ได้มอบหมายหม่อมหลวงภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และทีมปราบนอมินี กองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย ลงพื้นที่บูรณาการความร่วมกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี (มท.2) และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ (มท.4) สนธิกำลังกรมการปกครอง กรมที่ดิน กรมการจัดหางาน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี อำเภอเกาะพะงัน สถานีตำรวจภูธรเกาะพะงัน และหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น ตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยงใช้นอมินีอำพรางการถือหุ้นแทนคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมาย โดยให้แต่ละหน่วยงานดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ เช่น กระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบการประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ขออนุญาต กระทรวงแรงงานตรวจสอบการใช้แรงงานต่างด้าวที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย การปฏิบัติการดังกล่าวมีเป้าหมาย 4 จุด ดังนี้

1. โรงแรมรีสอร์ทขนาดใหญ่ บนที่ดินกว่า 25 ไร่ พบกรรมการคนไทยให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ เมื่อตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม มีชื่อถือหุ้นอยู่หลายบริษัท โดยมีชาวต่างชาติร่วมลงทุนด้วย ซึ่งมีพฤติกรรมที่น่าสงสัยไม่สามารถตอบคำถามการประกอบธุรกิจหรือการลงทุนได้ครบถ้วน และเมื่อตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าผู้ถือหุ้นคนไทยรายนี้เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นอยู่อีกหลายบริษัท

2. วิลล่าให้เช่า สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ พบนักท่องเที่ยวอิสราเอลกำลังเข้าพัก ให้ข้อมูลว่าเช่าพักคืนละหลายหมื่นบาท โดยจ่ายผ่านออนไลน์ ไม่ได้จ่ายค่าเช่าเป็นเงินบาทไทยตั้งแต่ต้นทางที่ประเทศอิสราเอล ซึ่งอาจเข้าข่ายเลี่ยงภาษี พบข้อมูลผู้ถือหุ้นชาวไทยเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นอยู่หลายบริษัท

3. ร้านค้ากัญชา เปิดเป็นบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น มีทั้งหมด 4 สาขา ในพื้นที่พะงัน สมุย ภูเก็ต และ กทม. และจำหน่ายใบสั่งจ่ายสมุนไพรควบคุม (แบบ ภ.ท.33) ในราคาใบละ 300 บาท สำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการ รวมถึงการขายสินค้าเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับกัญชามากมาย จากการตรวจสอบงบการเงินล่าสุดพบว่ามีรายได้มากถึง 15 ล้านบาท พบข้อมูลผู้ถือหุ้นชาวไทยเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นอยู่หลายบริษัท ซึ่งมีข้อสงสัยหลายประการที่จะต้องตรวจสอบเชิงลึกต่อไป

4. วิลล่าหรู ตั้งอยู่บนพื้นที่สูงเชิงเขา เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบวิลล่าดังกล่าวพบปิดเงียบ ไม่พบบุคคลใดที่จะสามารถให้ข้อมูลใดๆ ได้เลย แต่พบว่าโฉนดออกในนามของบุคคลธรรมดา ซึ่งจะต้องตรวจสอบการถือครองที่ดินและรายละเอียดของการประกอบธุรกิจต่อไป

ปัจจุบันจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีนิติบุคคลอยู่จำนวน 25,603 ราย ซึ่งนายพลพีร์ สุวรรณฉวี (มท.2) มีข้อสั่งการกรณีที่มี นิติบุคคล 104 ราย ถือครองที่ดิน 124 แปลง ให้กรมที่ดินดำเนินการต่อผ่านอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อประชุมและบังคับจำหน่ายทันที และในส่วนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ตรวจสอบเรื่องนอมินีและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

“ทั้งนี้ หากพบว่าคนไทยรายใดมีพฤติกรรมเอื้อประโยชน์ยอมรับเงินหรือผลประโยชน์ โดยยินยอมเป็นนอมินีอำพรางให้ต่างชาติ จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาดตามมาตรา 36 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในส่วนของคนต่างด้าวที่ลักลอบประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีโทษตามมาตรา 37 ในอัตราโทษเดียวกัน ซึ่งที่ผ่านมามีต่างชาติเข้ามาลงทุน หรือประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยถูกต้องตามกฎหมายอยู่จำนวนมาก ซึ่งอยากฝากถึงผู้ประกอบการชาวต่างชาติที่ประสงค์จะเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย หรือผู้ให้คำแนะนำการลงทุนทั้งหลาย ให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยกรมฯ พร้อมอำนวยความสะดวก และอยากฝากถึงคนไทยที่มีพฤติกรรมช่วยเหลือ หรือมีส่วนสนับสนุนให้ต่างชาติกระทำความผิดในลักษณะนอมินีอยากให้เลิกพฤติกรรมดังกล่าว โดยขอให้เห็นประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย.