ศาลยุติธรรมชู ‘ทำงานแทนค่าปรับ’ กักขังคือทางเลือกสุดท้าย

ศาลยุติธรรมเดินหน้าคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน ยกระดับมาตรการบังคับโทษปรับคดีอาญา เปิดทางให้ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์เลือกทำงานบริการสังคมหรือผ่อนชำระค่าปรับได้ตั้งแต่ชั้นสอบคำให้การ ย้ำการกักขังแทนค่าปรับเป็นมาตรการสุดท้าย เพื่อคืนคนดีสู่สังคมและลดผลกระทบจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาเมื่อศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระค่าปรับ พบว่าจำเลยจำนวนไม่น้อยไม่มีศักยภาพในการชำระเงินทันที เนื่องจากปัญหาทางเศรษฐกิจหรือฐานะทางการเงิน ส่งผลให้หลายคนต้องเผชิญความเสี่ยงต่อการถูกกักขังแทนค่าปรับ ทั้งที่ศาลยังมีมาตรการอื่นที่สามารถนำมาใช้ได้โดยไม่จำเป็นต้องกักขังเสมอไป

ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) จึงได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมและขับเคลื่อนมาตรการเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยมีนายวีระพงศ์ สุดาวงศ์ รองประธานศาลฎีกา เป็นประธาน เพื่อรวบรวมและผลักดันแนวปฏิบัติที่มุ่งใช้มาตรการทางเลือกแทนการกักขัง ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ศาลได้อนุญาตให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์แทนการชำระค่าปรับแล้วประมาณร้อยละ 80 ของคำร้องทั้งหมด
แนวทางดังกล่าวเปิดโอกาสให้จำเลยสามารถแสดงความประสงค์ขอทำงานแทนค่าปรับได้ตั้งแต่ชั้นสอบคำให้การ โดยเฉพาะในกรณีที่ให้การรับสารภาพ หากมีคุณสมบัติครบถ้วนและยินยอม ศาลสามารถมีคำสั่งอนุญาตได้ทันทีโดยไม่ต้องยื่นคำร้องเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้จะไม่ใช้กับคดีที่มีลักษณะร้ายแรงหรือกฎหมายมุ่งลงโทษทางทรัพย์สิน เช่น คดีฉ้อโกงประชาชน คดียาเสพติด คดีฟอกเงิน คดีเกี่ยวกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สถาบันการเงิน และกฎหมายศุลกากร ซึ่งเป็นความผิดที่ส่งผลกระทบต่อผู้เสียหายในวงกว้าง

สำหรับการคำนวณระยะเวลาการทำงาน ศาลได้ปรับแนวทางให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยใช้การนับเป็นรายชั่วโมงแทนรายวัน กำหนดให้การทำงานครบ 2 ชั่วโมง เทียบเท่าการทำงาน 1 วัน หรือชดใช้ค่าปรับ 500 บาท ตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดเลือกทำงานที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายและความสามารถ ทั้งงานบริการสังคม การดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็กกำพร้า งานด้านการศึกษา งานช่างฝีมือ ตลอดจนการเข้ารับการอบรมพัฒนาทักษะอาชีพ ซึ่งสามารถนับเป็นเวลาทำงานได้เช่นกัน
ในกรณีที่ลักษณะงานมีความเสี่ยงหรือส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ศาลยังสามารถใช้ดุลพินิจลดจำนวนชั่วโมงการทำงานลงตามความเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดภาระแก่จำเลยเกินสมควร
นอกจากนี้ ศาลยังเปิดช่องให้จำเลยที่ไม่มีเงินก้อนสามารถยื่นคำร้องขอผ่อนชำระหรือขยายระยะเวลาชำระค่าปรับได้ โดยพิจารณาจากฐานะทางการเงิน จำนวนเงินค่าปรับ และพฤติการณ์แห่งคดี พร้อมกำหนดมาตรการกำกับดูแล เช่น การรายงานตัว การแต่งตั้งผู้กำกับดูแล หรือการทำสัญญาประกัน เพื่อให้การชำระค่าปรับเป็นไปตามกำหนด
โฆษกศาลยุติธรรมกล่าวว่า การปรับแนวทางบังคับโทษปรับครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดการกักขังผู้กระทำผิดที่ขาดแคลนทุนทรัพย์โดยไม่จำเป็น และเปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดได้ชดใช้คืนแก่สังคมผ่านการทำงานบริการสังคมและการพัฒนาทักษะอาชีพ ควบคู่กับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ อันจะนำไปสู่การคืนคนดีสู่สังคมอย่างยั่งยืน.






