จี้ทลายวงจรบุหรี่ไฟฟ้า

(‘สสส. – มสส.’ เปิดช่องโหว่ กม. แฉ! ทุนจีนตั้งโรงงาน จี้ทำลายของกลาง-ฟ้องแพลตฟอร์มออนไลน์ ดัน สธ.เป็นเจ้าภาพ)

สสส.ร่วมกับมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ เปิดเวทีระดมความเห็นจากหน่วยงานรัฐ นักกฎหมาย ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชน ถอดบทเรียนปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า พบช่องโหว่ทั้งด้านกฎหมาย การบังคับใช้ และการลักลอบผลิตในประเทศ พร้อมเสนอให้เร่งทำลายของกลางที่ไม่มีผู้แสดงสิทธิ์ ปิดช่องนำกลับมาจำหน่ายซ้ำ ควบคู่กับการเอาผิดแพลตฟอร์มออนไลน์และผลักดันให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลักในการแก้ปัญหา

เมื่อวันอังคารที่ 14 กรกฎาคม  2569  ณ ห้องบงกชรัตน์ เอ โรงแรมรอยัล ริเวอร์  บางพลัด  กรุงเทพฯ มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) โดยการสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดประชุมโฟกัส กรุ๊ป ในหัวข้อ “ชำแหละปัญหาข้อกฎหมาย  การปราบปราม-ทำลายบุหรี่ไฟฟ้า โดยมี นายจิระ ห้องสำเริง สื่อมวลชนอาวุโส  เป็นผู้ดำเนินรายการ

เปิดปมทุนจีนลอบตั้งโรงงานผลิตในไทย :

วิเชษฐ์  พิชัยรัตน์

นายวิเชษฐ์  พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (บอร์ด สสส.) และ กรรมการบริหารแผนคณะที่ 1  กล่าวเปิดการประชุมว่า บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมายเป็นสินค้าต้องห้ามสำหรับประเทศไทยทั้งการนำเข้า ผลิต จำหน่าย ครอบครองและการสูบ ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 , พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 และประกาศกระทรวงพาณิชย์  สสส.สนับสนุนภาคีเครือข่ายในการสร้างความรอบรู้กับเด็กและเยาวชนถึงพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมาย

ขณะนี้ บุหรี่ไฟฟ้าแพร่กระจายวางขายทั้งร้านค้าในชุมชนและการขายออนไลน์ที่จับกุมได้ยากและที่สำคัญเวลานี้มีการลักลอบเข้ามาตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทย เช่น การจับกุมโรงงานใหญ่เนื้อที่ 5 ไร่กว่า  เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ยึดบุหรี่ไฟฟ้ากว่า 65,000 ชิ้นพร้อมอุปกรณ์ที่นำเข้าจากประเทศจีนที่เตรียมผลิตได้อีกกว่า 30,000 ชิ้น หรือการบุกค้นโกดังเก็บบุหรี่ไฟฟ้าย่านบางแค ยึดของกลางกว่า 50,000 ชิ้นและการทลายโรงงานผลิต GM Pot สูตรสารซอมบี้ลักลอบผลิตน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้ายึดของกลางได้กว่า 80,000 ชิ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นสิ่งยืนยันภัยคุกคามที่ร้ายแรงต่อเด็กและเยาวชนชัดเจน

จี้ทำลายของกลาง ปิดช่องวนขายซ้ำ :

อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามว่าเมื่อจับกุมบุหรี่ไฟฟ้าแล้วบุหรี่เหล่านี้อยู่ที่ไหนบ้างและมีการเล็ดลอดกลับออกมาขายใหม่หรือไม่ มีการทำลายบุหรี่ไฟฟ้าหรือไม่ โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่มีคนแสดงความเป็นเจ้าของ ในเมื่อบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่พ.ร.บ.ศุลกากร ม.4 ระบุว่า เป็นของต้องห้ามและต้องกำจัด หากไม่มีผู้แสดงตนเป็นเจ้าของจะทำให้เป็นของกลางตกเป็นของแผ่นดินทำให้อธิบดีกรมศุลกากรสามารถทำลายได้ นอกจากนี้ในม.108 (1) ให้พนักงานศุลกากรนำมาทำลายได้

และจากการที่ได้มีโอกาสไปพบกับ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ยอมรับว่า มีบุหรี่ไฟฟ้าที่นำเข้าผิดกฎหมาย 2 ส่วน คือ ส่วนที่มีการต่อสู้คดีต้องรอให้ศาลพิพากษาถึงที่สุดกับส่วนที่ไม่มีคนแสดงความเป็นเจ้าของ ซึ่งส่วนนี้สามารถทำลายได้เลย ท่านอธิบดีบอกว่าหน่วยงานไหนจะเอาไปทำลายก็ยินดี การประชุมในวันนี้คงมีแง่มุมและข้อเสนอที่นำไปสู่การร่วมกันแก้ไขปัญหาในทุกมิติเพื่อสังคมที่ปลอดภัยของเราต่อไป 

สคบ.ยอมรับออนไลน์ยังปราบยาก :

เลิศศักดิ์ รักธรรม

นายเลิศศักดิ์ รักธรรม ผู้อำนวยการกองคุ้มครองผู้บริโภค 3 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวว่า กฎหมายบุหรี่ไฟฟ้าเกี่ยวข้องกับ 4 หน่วยงาน คือ ตำรวจ ,ศุลกากร ,กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงศึกษาธิการ แต่ละหน่วยงานมีหน้าที่และอำนาจในมืออยู่แล้ว ศุลกากรถือเป็นด่านแรก ส่วนของกลางที่ยึดได้ทุกหน่วยงานจะมีบัญชีของกลางของหน่วยงานตัวเองสามารถตรวจสอบได้ เมื่อสคบ.จับกุมของกลางจะอยู่กับตำรวจซึ่งบัญชีทั้ง 2 หน่วยงานต้องตรงกัน มีการตรวจสอบความถูกต้องก่อนการทำลายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ส่วนที่ว่าของกลางถูกวนกลับมาขายใหม่นั้นตนคิดว่ามีไม่มาก แต่ที่น่าเป็นห่วงคือการขายออนไลน์การปราบปรามทำได้ยาก โดยเวลานี้ สคบ.ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ Facebook และ Tiktok ช่วยปิดกั้น แต่คนขายก็หลีกเลี่ยงโดยใช้รูปสัญลักษณ์ หรือ อิโมจิ แทน ทำให้ AI จับไม่ได้ เวลานี้มีการฟ้องคดีแพ่งบางแพลตฟอร์มแล้วและจะดำเนินคดีอาญาด้วยแต่อาจจะยากตรงที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีส่วนร่วมกระทำความผิดด้วย

“ถึงเวลาร่างกฎหมายให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นเจ้าภาพเพราะเป็นสินค้าที่ทำลายสุขภาพ  จะได้บูรณาการแก้ปัญหาร่วมกันได้”

เลี่ยงคำขายออนไลน์ AI ยังจับไม่หมด :

ฤทธิรอน ทวีทรัพย์

ด้าน นายฤทธิรอน ทวีทรัพย์ นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการพิเศษ สคบ. กล่าวว่า ต้องขอบคุณ สสส. ที่สนับสนุนให้ สคบ. ดำเนินการรณรงค์และปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าร่วมกับหลายหน่วยงาน จนทำให้การขายหน้าร้านแทบจะหายไปแล้ว แต่กลับไปขายผ่านโซเชียลมีเดีย มีการเลี่ยงคำทำให้คนเข้าถึงได้ง่าย กฎหมายบังคับใช้ได้เฉพาะผู้ผลิตและผู้ขายที่มีหน้าร้านเป็นหลัก พอเป็นการขายออนไลน์มีคำถามว่า ผู้เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มอยู่ในข่ายผู้ขายหรือผู้สนับสนุนหรือไม่ นี่คือปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องได้รับการแก้ไข

ตร.หนุนทำลายทันที ไม่ต้องรอคดีสิ้นสุด :

ขณะที่ .ต.อ.ปริญญา ปาละ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กล่าวว่า ตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าผิดกฎหมายห้ามนำเข้า ดังนั้นสามารถดำเนินคดีได้โดยไม่ต้องรอใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ศุลกากร สามารถจับกุมและทำลายได้เลย ในฐานะที่ตำรวจเป็นหน่วยจับกุม

พ.ต.อ.ปริญญา ปาละ

ผมรู้ว่ามันไม่ไปไหนสุดท้ายก็กลับมาเวียนขายอีก เก็บไว้ทำไมจนล้นโกดัง เสียค่าเช่าเดือนละ 500,000 บาท เรื่องนี้ไม่ต้องรอให้คดีสิ้นสุด เป็นสิ่งที่สามารถใช้อำนาจทำลายได้เพราะเป็นของกลางเหมือนเป็นยาเสพติด มันผิดกฎหมายในตัวอยู่แล้ว ส่วนเรื่องข้อกฎหมายอยากให้แก้กฎหมายรวมเป็นฉบับเดียวกัน จะอยู่ใน พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบก็ได้ เพื่อความเป็นเอกภาพในการแก้ปัญหา สำหรับหน่วยงานที่ควรจะเป็นเจ้าภาพในการแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าควรจะเป็นกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข”

นักกฎหมายชี้โฆษณาคือช่องโหว่ใหญ่ :

นายไพศาล ลิ้มสถิตย์ กรรมการบริหารศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  กล่าวว่า รายงานสุขภาพประชาชนไทยครั้งที่ 7 (พ.ศ. 2567-2568) ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปที่เคยใช้บุหรี่ไฟฟ้าในช่วง 30 วัน เป็นจำนวน 1.81 ล้านคน กลุ่มอายุที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้ามากที่สุดคือ อายุ15-29 ปี คิดเป็นร้อยละ 8.4  ขณะที่การบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ไม่เข้มแข็งมีการโฆษณาและสื่อสารการตลาดจูงใจให้ข้อมูลเท็จให้ประชาชนใช้บุหรี่ไฟฟ้าแต่กลับไม่เห็นข่าวการดำเนินคดีตามกฎหมาย 

ไพศาล ลิ้มสถิตย์

ต่อมาคือ ปัญหาการปรับใช้และการตีความ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย คำว่า “รับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา 242” ควรจำกัดเฉพาะ กลุ่มผู้นำเข้า ผู้ขาย หรือผู้รับจ้างฝากบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อขายเท่านั้น เรื่องนี้ส่งผลให้ผู้บริหารและคุณครูไม่สามารถควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพจนกระทรงศึกษาธิการยกเลิกนโยบายโรงเรียนจัดให้มี drop box หรือกล่องทิ้งบุหรี่ไฟฟ้าที่ตรวจเจอในสถานศึกษา ครูไม่กล้าริบบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียน และเกรงว่าจะมีความผิดฐานครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าตามกฎหมายศุลกากร

ครูยึดได้แต่ทำลายไม่ได้ :

ปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ คือ เมื่อครูยึดบุหรี่ไฟฟ้าได้แต่ไม่สามารถนำไปทำลายได้ ส่วนตำรวจท้องที่ส่วนใหญ่จะไม่ยอมรับมอบบุหรี่ไฟฟ้าดังกล่าวเพราะถือว่ายังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีผู้กระทำผิด

ส่วนการปราบปรามการซื้อขายกันทางออนไลน์แม้จะมีการปิดเว็บไซต์หรือ URL จำนวนมากแต่ก็สามารถเปิดใหม่หรือใช้แพลตฟอร์มอื่น จึงเสนอให้ สืบสวนขยายผลไปยังเจ้าของบัญชีธนาคารหรือเงินคริปโต เงินออนไลน์ เส้นทางการเงิน การทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า

พร้อมทั้ง ศึกษาบทเรียนจากต่างประเทศที่บังคับใช้กฎหมายได้มีประสิทธิภาพ การใช้ AI / Application ตรวจสอบการซื้อขายทางออนไลน์ เพิ่มบทลงโทษผู้นำเข้า ผู้ขาย และผู้ร่วมขบวนการ ขอความร่วมมือผู้ให้บริการจัดส่งพัสดุตรวจสอบสินค้า ประชาสัมพันธ์ช่องทางการให้คำปรึกษาแก่ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่ต้องการเลิก ปรับปรุง พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 เพื่อควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์นิโคตินรูปแบบใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ

ภาคีเสนอเร่งออกประกาศทำลายของกลาง :

ชูวิทย์ จันทรส

สำหรับ นายชูวิทย์ จันทรส ผู้ประสานงานเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ (ครปอ.) กล่าวว่า ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าขณะนี้ เชื่อว่าค่านิยมสังคมเริ่มเปลี่ยน เมื่อก่อนเคยเห็น สส. สูบบุหรี่ไฟฟ้าในสภา ปัจจุบันเริ่มหลบซ่อนแล้ว แม้แต่ในร้านอาหารคนเริ่มมองคนสูบบุหรี่ไฟฟ้าในทางที่ไม่ดี ฟังข้อมูลจากวันนี้เห็นโอกาสในการทำงานร่วมกับ สคบ. และเห็นเป้าหมายว่าจะต้องไปทำงานกับกรมศุลกากร

ด้าน นายเตชาติ์ มีชัย ประธานมูลนิธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมาย แค่ออกเป็นประกาศว่า ถ้าไม่มีผู้มารับหรือร้องขอ ของกลางบุหรี่ไฟฟ้าภายในเวลาที่กำหนด ก็ให้ตกเป็นของแผ่นดิน จะทำให้ตำรวจทำงานง่ายขึ้น และขอทำลายของกลางก่อนคดีสิ้นสุดได้

ขณะที่ นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้ประสานงานภาคี ป้องกันและลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เสนอว่า…อยากให้แก้ปัญหาเรื่องดรอปบ็อกซ์ หรือกล่องทิ้งบุหรี่ไฟฟ้า ที่กระทรวงศึกษาธิการยกเลิกนโยบายนี้ไปแล้ว เพราะคุณครูหลายคนเล่าให้ฟังว่า ยึดบุหรี่ไฟฟ้าจากนักเรียนแล้วไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อ กระทรวงต้องช่วยครู เราต้องยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง ทำอย่างไรที่จะทำลายบุหรี่ไฟฟ้าโดยเร็ว โดยที่เด็กและครูไม่ผิด

อภิวัชร์ เกตุทัต

สื่อเสนอเปลี่ยนชื่อเป็น “บุหรี่มรณะ” :           

ด้าน ตัวแทนสื่อมวลชนที่เข้าร่วมประชุม ได้แสดงความคิดเห็นร่วมกันว่า ควรจะมีการเปลี่ยนชื่อบุหรี่ไฟฟ้า เป็นชื่อที่จะทำให้คนหวาดกลัว เช่น บุหรี่มรณะ เหมือนอย่างที่เคยเปลี่ยนชื่อยาม้าเป็นยาบ้าไปแล้ว และสื่อมวลชนบางส่วนเสนอให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นยาเสพติด และเห็นด้วยที่จะให้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เป็นเจ้าภาพในการแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า

เดินหน้าปกป้องเด็กจากพิษบุหรี่ไฟฟ้า :

สุดท้าย นายอภิวัชร์ เกตุทัต ประธาน มสส. กล่าวขอบคุณก่อนปิดการประชุมว่า วันนี้เป็นโอกาสดีที่วิทยากรซึ่งเป็นผู้ทำงานเกี่ยวข้องกับการปราบปรามทำลายบุหรี่ไฟฟ้า รวมทั้งสื่อมวลชนที่ได้ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด ได้ร่วมกันเสนอมุมมองที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ได้เห็นถึงแนวทางใหม่ ๆ ในการผลักดันการขับเคลื่อนรณรงค์เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนจากพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า รวมทั้งฝากให้สื่อมวลชนช่วยกันสื่อสารทำความเข้าใจต่อสาธารณชนต่อไป.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password