ของกลาง 195 ล.ชิ้น ค้างคลังกรมศุลฯ?

(‘พันธ์ทอง’ ชี้! มีบุหรี่ไฟฟ้าทำในไทย ห่วงดัดแปลงผสมสารเสพติดเพิ่มมูลค่า หวั่นคุกคามเยาวชน เร่งขยายผลถึงตัวการใหญ่)
อธิบดีกรมศุลกากร นำทีมพันธมิตร ร่วมทำลายของกลางกว่า 95 ล้านชิ้น มูลค่า 676 ล้านบาท เผย! ยังมีสินค้าผิดกฎหมายค้างคลังอีก 195 ล้านชิ้น ขณะที่พบขบวนการนำชิ้นส่วนบุหรี่ไฟฟ้ามาประกอบในประเทศ แถมดัดแปลงผสมสารเสพติดเพิ่มมูลค่า สะท้อนปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนมากขึ้น

วันนี้ (22 มิ.ย.2569) ที่ บมจ. อัคคีปรากการ นิคมอุตสาหกรรมบางปู จ.สมุทรปราการ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร พร้อมด้วย พ.ต.อ.อนุวัฒน์ รักษ์เจริญ รอง ผบก.ปคบ. พ.ต.อ.วงศ์ปกรณ์ เปรมกุลนันท์ รอง ผบก.ปอศ. และ นายธีรทัศน์ อิศรางกูรณ อยุธยา รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ผู้แทนจากอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ ผู้แทนจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้แทนจากสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางปู ผู้บริหารกรมศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อ งร่วมในพิธีทายของกลางประเภท บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้วกว่า 95 ล้านชิ้น มูลค่ารวม 676 ล้านบาท
ภาระของรัฐกับของกลางจำนวนมหาศาล :
นายพันธ์ทอง ในฐานะ “ประธานในพิธี” กล่าวว่า ปัจจุบันกรมศุลกากรยังต้องรับภาระดูแลของกลางจำนวนมาก ทั้งสินค้าที่ไม่มีใบอนุญาต สินค้าไม่ได้มาตรฐาน สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึง 23 หน่วยงาน
“ของกลางที่คดียังไม่สิ้นสุด ยังไม่สามารถนำมาทำลายได้ แต่สิ่งที่กรมศุลกากรต้องรับผิดชอบคือการจัดเก็บและดูแล ซึ่งเป็นภาระค่อนข้างมาก“ อธิบดีกรมศุลกากร ระบุและว่า…
โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่มีแบตเตอรี่จำนวนมาก หากเก็บรักษาเป็นเวลานานก็อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยได้ จึงต้องการเร่งรัดให้มีการดำเนินการทำลายโดยเร็วที่สุดเมื่อคดีสิ้นสุด

พบแนวโน้มนำชิ้นส่วนมาประกอบในประเทศ :
นายพันธ์ทอง กล่าวเพิ่มเติมว่า การตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบัน ไม่ได้พบเฉพาะสินค้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังพบชิ้นส่วนและอุปกรณ์จำนวนหนึ่งที่ถูกนำเข้ามา ก่อนนำมาประกอบหรือดัดแปลงภายในประเทศ
“ปัจจุบันเราไม่ได้พบเพียงตัวบุหรี่ไฟฟ้า แต่พบทั้งชิ้นส่วน น้ำยา และอุปกรณ์หลายประเภท ซึ่งมีหลายส่วนที่ถูกนำมาประกอบผสมในบ้านเรา” อธิบดีกรมศุลกากร กล่าว ก่อนจะย้ำว่า…รูปแบบการกระทำผิดมีความซับซ้อนมากขึ้น และมีการปรับเปลี่ยนวิธีการหลบเลี่ยงการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง
ผสมสารเสพติดเพิ่มมูลค่า หวั่นลุกลามสู่เยาวชน :
อธิบดีฯพันธ์ทอง กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันพบการดัดแปลงบุหรี่ไฟฟ้าบางประเภทด้วยการผสมสารเสพติดบางชนิดลงไป เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภค โดยได้เห็นถึง แนวโน้มการนำบุหรี่ไฟฟ้ามาประกอบในประเทศ แล้วมีการเติมสารเสพติดลงไปเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งถือเป็นอันตรายต่อประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนไทย
ทั้งนี้ กรมศุลกากรได้ทำงานร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขยายผลไปยังผู้กระทำผิด รวมทั้งเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ
จับกุมต่อเนื่อง มูลค่าความเสียหายกว่า 4,000 ล้านบาท :
สำหรับ ปีงบประมาณ 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นระยะเวลากว่า 8 เดือนครึ่ง กรมศุลกากรสามารถจับกุมสินค้าผิดกฎหมายได้อย่างต่อเนื่อง มีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 4,000 ล้านบาท
ขณะที่ บุหรี่หนีภาษีเพียงอย่างเดียว มีการตรวจยึดได้มากกว่า 60 ล้านมวน ส่วนบุหรี่ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ มีจำนวนหลายล้านชิ้น และยังมีของกลางจำนวนมากที่อยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินคดี

ขยายผลถึงตัวการใหญ่ :
นายพันธ์ทอง ยืนยันว่า กรมศุลกากรไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการจับกุมของกลาง แต่ยังทำงานร่วมกับตำรวจ หน่วยงานด้านการสืบสวน และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อขยายผลไปสู่ผู้กระทำผิดรายสำคัญ
“เรื่องนี้เราไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการขยายผลเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่รายละเอียดบางส่วนยังอยู่ในกระบวนการสืบสวนและดำเนินคดี” อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวพร้อม ฝากเตือนประชาชนและเยาวชนให้หลีกเลี่ยงการบริโภคบุหรี่ไฟฟ้า
เพราะนอกจากจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพแล้ว บุหรี่ไฟฟ้าเทรนด์ใหม่เหล่านี้ ยังมีการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีสีสัน รูปแบบ และลักษณะที่ดึงดูดให้เยาวชนทดลองใช้มากขึ้น แต่อันตรายไม่ได้น้อยลงเลย
จากการลงพื้นที่ของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” พบว่า…แม้ภาพการทำลายของกลางกว่า 95 ล้านชิ้น จะสะท้อนถึงความสำเร็จในการปราบปรามของหน่วยงานรัฐ แต่ข้อมูลจากการให้สัมภาษณ์ของ อธิบดีกรมศุลกากร กลับสะท้อนประเด็นที่มีความสำคัญมากกว่า นั่นคือ…
วิวัฒนาการของขบวนการบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่เถื่อนที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป???
เดิมปัญหาดังกล่าวอาจเป็นเพียง “การลักลอบนำเข้า” สินค้าสำเร็จรูปเพื่อหลบเลี่ยงภาษี แต่ปัจจุบันเริ่มพบการนำเข้าชิ้นส่วน อุปกรณ์ และน้ำยา ก่อนนำมาประกอบภายในประเทศ ซึ่งสะท้อนว่า…ประเทศไทยอาจไม่ได้เป็นเพียงตลาดปลายทางอีกต่อไป!!!
ที่น่ากังวลยิ่งกว่า นั่นก็คือ…การตรวจพบการดัดแปลงบุหรี่ไฟฟ้า ด้วยการผสมสารเสพติดเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งทำให้ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ แต่เริ่มเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ายาเสพติด และการฟอกเงิน

ขณะเดียวกัน การที่ยังมี “ของกลางตกค้าง” อยู่ในคลังของกรมศุลกากรกว่า 195 ล้านชิ้น มูลค่าประมาณ 1,800 ล้านบาท มันยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า…
สิ่งที่ถูกเผาทำลายในวันนี้ อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น
ประเด็นสำคัญจึงอาจไม่ได้อยู่กับคำถามตัวโตๆ ที่ว่า…“รัฐทำลายของกลางไปแล้วกี่ล้านชิ้น?” แต่อยู่ที่ว่า…“เครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังการลักลอบนำเข้า การประกอบ การดัดแปลง และการกระจายสินค้าเหล่านี้ จะถูกสาวไปถึงต้นตอได้มากน้อยเพียงใด?”
เพราะตราบใดที่ หน่วยงานของรัฐยังไม่สามารถทำลายโครงสร้างของเครือข่ายอาชญากรรมได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด! แล้วล่ะก็…
การเผาทำลายของกลางจำนวนมหาศาลในแต่ละครั้ง ก็อาจเป็นเพียง “การจัดการที่ปลายเหตุ” ขณะที่ “ต้นตอ” ของปัญหาว่าด้วย…บุหรี่ไฟฟ้า จะยังคงดำรงอยู่เช่นนี้ต่อไป.









