อนุทิน ปลื้ม! จนท.บูรณาการปราบ ‘แก๊งสวมบัตร ปชช.’

รัฐบาลโชว์ผลงานปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ และเจ้าหน้าที่รัฐบางรายร่วมทุจริตทางทะเบียนราษฎรและสัญชาติ ในลักษณะสวมตัวและแปลงสัญชาติ

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมอบหมายให้นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม เข้าร่วมการแถลงข่าวผลการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทุจริตสวมตัว แปลงสัญชาติ และบ่อนการพนันผิดกฎหมาย โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมด้วยอธิบดีกรมการปกครอง และผู้แทนหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล
สืบเนื่องจากรัฐบาลได้มีนโยบายในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมในทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชญากรรมที่เกี่ยวกับการทุจริตทางทะเบียนราษฎรและสัญชาติ โดยที่ผ่านมาได้มีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการบังคับใช้กฎหมายระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการปกครอง กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

โดยมีผลการปฏิบัติงานที่สำคัญในหลายพื้นที่ เช่น การดำเนินคดีเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติสวมตัวคนไทยและสวมสิทธิชนกลุ่มน้อยตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 ภายใต้ปฏิบัติการตัดหมอกเวียงแหง ในพื้นที่อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ปฏิบัติการสลายหมอกเชียงดาว ในพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งปฏิบัติการตัดบัตรกรุงเก่า ในพื้นที่อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สามารถบังคับใช้กฎหมายและดำเนินคดีกับเครือข่ายผู้กระทำความผิดได้จำนวนมาก จากเหตุดังกล่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษเข้าร่วมเป็นคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E) กรมการปกครอง ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายบังคับใช้กฎหมาย จำนวน 6 หน่วยงานข้างต้น เพื่อบูรณาการความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลการสืบสวนสอบสวนและการข่าว เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ การดำเนินการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่เกี่ยวกับการทุจริตทางทะเบียนและสัญชาติเป็นนโยบายสำคัญของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และพลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งพันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้สั่งการให้กองกิจการอำนวยความยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการความร่วมมืออย่างใกล้ชิด เพื่อบังคับใช้กฎหมายและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด และเพื่อตัดวงจรเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชนต่อไป.






