‘แม่แตงโม’ หอบหลักฐานภาพถ่ายร้องดีเอสไอ เชื่อ! เอาคนผิดมาลงโทษได้

“แม่แตงโม” ยันมีหลักฐานเอาผิดคนนอกเรือคืนเกิดเหตุ ย้ำบาดแผลที่ขาไม่ใช่ใบพัดเรือ รอภาพถ่ายต้นฉบับจากนิติวิทยาศาสตร์ประกอบสำนวนฟ้อง
วันนี้ (30 มี.ค.69) เวลา 10.00 น. ที่กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ศูนย์ราชการอาคาร C แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นางภนิดา ศิระยุทธโยธิน มารดาของ “แตงโม นิดา” อดีตดาราสาวชื่อดัง เดินทางเข้าพบ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผอ.กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อมอบพยานหลักฐานสำคัญหลายรายการมาประกอบสำนวนคดี กรณีตรวจสอบหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงว่ามีการบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมทางอาญาหรือไม่ และมีบุคคลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวข้องหรือไม่

นางภนิดา เปิดเผยว่า วันนี้ได้นำเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับน้องแตงโมมามอบให้ทางดีเอสไอ ซึ่งเป็นภาพเจ้าหน้าที่เคยร้องขอมานานแล้วแต่เพิ่งรวบรวมได้สำเร็จ โดยเฉพาะภาพถ่ายสภาพศพในช่วงแรกหลังจากพบร่าง ซึ่งปรากฏรายละเอียดของดวงตาและบาดแผลบริเวณขาที่มีไขมันไหลออกมา โดยภาพดังกล่าวเป็นภาพต้นฉบับดั้งเดิมที่คาดว่าถ่ายโดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยในที่เกิดเหตุ
“แม่ต้องการนำภาพจริงที่เป็นต้นฉบับไม่ใช่ภาพที่ถ่ายต่อจากหน้าจอมือถือมามอบให้ เพื่อใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการฟ้องศาล เพราะภาพเหล่านี้จะสะท้อนความจริงถึงลักษณะบาดแผลที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการพิสูจน์สาเหตุการตาย” นางภนิดา ระบุ
นางภนิดา กล่าวต่อว่า ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ตนได้เฝ้าติดตามข่าวสารและดูคลิปหลักฐานต่างๆ จากสื่อมวลชนทุกช่องอย่างละเอียดจนสามารถประมวลเหตุการณ์ได้ด้วยตัวเอง ทำให้ในปัจจุบันตนมีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าลูกสาวไม่ได้เสียชีวิตจากการจมน้ำโดยอุบัติเหตุเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อว่ามีผู้อื่นทำให้เสียชีวิต

“ตอนแรกแม่ยังนิ่งเพราะไม่รู้ความจริง คิดว่าน้องแค่จมน้ำ แต่พอวันนี้แม่รู้หมดแล้วว่าใครทำ และทำเพราะเหตุใด ความโศกเศร้าที่มีมันจึงคลายลงบ้างเพราะความจริงปรากฏดีกว่าต้องอยู่แบบไม่รู้อะไรเลย”
ในส่วนของการทำงานของพนักงานสอบสวนดีเอสไอนั้น นางภนิดา กล่าวว่า มีความมั่นใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก เชื่อว่าพยานหลักฐานกว่า 300 หน้าที่รวบรวมมาจะสามารถเอาผิดบุคคลที่อยู่บนเรือได้ นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงข้อมูลจาก “บังแจ็ค” ที่มีการเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียว่า ข้อมูลบางอย่างเป็นเรื่องยิ่งใหญ่และมีความน่าเชื่อถือ ซึ่งตนได้นำมาประมวลร่วมกับหลักฐานที่มีอยู่ด้วย
นางภนิดา เล่าถึงความสัมพันธ์กับบุคคลบนเรือว่า ปัจจุบันไม่มีการติดต่อกลับมาหาตนเลย จากที่เคยส่งกระเช้ามาให้ก็เงียบหายไปทั้งหมด ส่วนที่อยากพูดคุยที่สุดคือ “เบนซ์” ซึ่งตนมีความสงสัยและอยากถามเรื่องการแต่งกายรวมถึงประเด็นอื่นๆ ในคืนเกิดเหตุ แต่เมื่อโทรไปก็ไม่มีการรับสาย
นางภนิดา ได้กล่าวถึงความอาลัยที่มีต่อลูกสาวว่ารู้สึกสงสารเป็นอย่างมาก เพราะจากกันโดยไม่ได้ร่ำลา และเล่าถึงความฝันประหลาดในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งแม่ฝันว่ามีคนชวนน้องไปเล่นละคร แต่พอน้องเดินออกมาจากห้องเก็บศพกลับมีสภาพตัวดำคล้ำไปทั้งตัว ซึ่งตรงกับความฝันของคุณแป๊ะซะที่ฝันเห็นน้องในสภาพเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจะเดินหน้าเรียกร้องความยุติธรรมให้ถึงที่สุด และมั่นใจว่ากระบวนการทางกฎหมายของคดีพิเศษจะให้คำตอบที่กระจ่างแก่สังคมในเร็วๆ นี้
ต่อมา ภายหลังเข้าพบพนักงานสอบสวนดีเอสไอ นางภนิดา เปิดเผยว่า ประเด็นสำคัญ คือ การพิสูจน์ลักษณะบาดแผลบริเวณขาที่มีไขมันโผล่ออกมา ซึ่งทางพนักงานสอบสวนต้องการ “ภาพถ่ายต้นฉบับ” จากกล้องของเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ในวันเกิดเหตุ เนื่องจากปัจจุบันมีเพียงภาพสำเนาที่ไม่ชัดเจนพอจะใช้ในชั้นศาลได้ ตนจึงเตรียมประสานขอความร่วมมือจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพื่อนำภาพจริงมาเป็นหลักฐานยืนยันว่า บาดแผลดังกล่าวไม่ได้เกิดจากใบพัดเรือตามข้อกล่าวอ้างเดิมอย่างแน่นอน
นอกจากเรื่องบาดแผล นางภนิดา ยังได้ส่งมอบหลักฐานสำคัญคือ รายการเดินบัญชีธนาคาร (Statement) ซึ่งพบว่ามีการโอนเงินไปยังบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่คนบนเรือ 5 คนเดิม โดยการทำธุรกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นในคืนวันเกิดเหตุทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่กู้คืนได้จากโทรศัพท์เคลื่อนที่ (ผ่านการประสานงานกับบังแจ็ค) ที่พบข้อความสำคัญและการติดต่อสื่อสารที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี
“ข้อมูลการเงินนี้คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่แม่ไปเจอมาเอง เป็นการโอนเงินให้คนนอกเรือในคืนนั้นคืนเดียว ทำให้เชื่อได้ว่ามีตัวละครมากกว่าที่เราเห็น และเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่การเสียชีวิตจนถึงการอำพรางศพเกิดขึ้นเบ็ดเสร็จในคืนเดียว” นางภนิดา ระบุ
ในส่วนของความคืบหน้าการสรุปสำนวนในวันที่ 17 เม.ย.นี้ นางภนิดา เผยว่า อาจมีพยานปากสำคัญซึ่งเป็นบุคคลใกล้ชิดที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกับ “กระติก” และแตงโม เข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติม หากพยานรายนี้เปิดเผยเอกสารลับที่เก็บไว้ อาจส่งผลให้คดีนี้ถูกยกระดับเป็นคดีอาญาฐานฆาตกรรมอำพรางได้ทันที เนื่องจากเป็นข้อมูลที่ยังไม่เคยเปิดเผยต่อพนักงานสอบสวนท้องที่มาก่อน
ทางด้าน พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอ รับเรื่องและหลักฐานทั้งหมดไว้ตรวจสอบ โดยระบุว่าพนักงานสอบสวนจะดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบ โดยเฉพาะการตรวจสอบความเชื่อมโยงของเส้นทางการเงินและพยานบุคคลรายใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและกระจ่างชัดต่อสังคมตามพยานหลักฐานที่ปรากฏจริง.


