พาณิชย์ ถกด่วนล้งมะพร้าว ยกระดับราคา–คุมเข้มนอมินีต่างชาติ

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเตรียมหารือผู้ค้ารายใหญ่ 12 มี.ค. รับมือราคาผันผวน พร้อมประสาน บก.ปอศ. ขยายผลสอบบริษัทต้องสงสัยใช้ “นอมินี” ในธุรกิจมะพร้าวน้ำหอม

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า(DBD) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วงบ่ายวันที่ 12 มี.ค.2569 นี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมการค้าภายในจะร่วมกันชี้แจงต่อตัวแทนผู้ค้าผลไม้รายใหญ่(ล้งมะพร้าว)กว่า 20 รายเพื่อเปิดรับฟังสถานการณ์ภาวะมะพร้าวน้ำหอมไทยต่อผลกระทบจากภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จะได้เตรียมแผนรับมือไว้ล่วงหน้าโดยเฉพาะในเรื่องของราคามะพร้าวน้ำหอมได้ ขณะเดียวกันในส่วนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะได้ชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจให้เป็นไปตามกฎหมายของการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวปี 2542 อย่างถูกกันต่อไป
ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีคนไทย 10 รายที่ถูกตรวจสอบว่ามีส่วนให้ความช่วยเหลือบริษัท 15 แห่ง ซึ่งเข้าข่ายใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางหรือ “นอมินี” ให้กับนักลงทุนต่างชาติ ขณะนี้กรมฯ ได้ประสานการทำงานร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบเชิงลึก โดยคาดว่า จะมีการแถลงข่าวชี้แจงรายละเอียดในเร็วๆ นี้ และจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า รูปแบบการให้ความช่วยเหลือมีหลายลักษณะ ตั้งแต่การจัดตั้งบริษัท การเข้าไปเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นแทน รวมถึงการบริหารจัดการบริษัท โดยเฉพาะกรณีคนไทยถือหุ้นแทนโดยไม่ได้มีการลงทุนจริง ซึ่งเข้าข่ายการสนับสนุนให้คนต่างด้าวกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542

นอกจากนี้ ยังพบพฤติกรรมบางกรณีที่เข้าข่ายต่างชาติเข้าไปเช่าหรือซื้อพื้นที่เพื่อทำเกษตรกรรมเอง ซึ่งเป็นกิจการที่กฎหมายกำหนดให้เป็นธุรกิจต้องห้ามสำหรับคนต่างด้าว ขณะที่การรับทำบัญชีหรือให้บริการทางธุรกิจทั่วไปไม่ถือเป็นความผิด หากไม่ได้มีส่วนร่วมในการถือหุ้นแทนหรือสนับสนุนให้ต่างชาติฝ่าฝืนกฎหมาย
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากล่าวว่า ในส่วนของรูปแบบการรับซื้อผลผลิตที่อาจมีการกำหนดราคาหรือดำเนินการในลักษณะที่ไม่เป็นธรรม ขณะนี้กรมฯ อยู่ระหว่างประสานการทำงานร่วมกับคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาว่ามีการดำเนินการที่เข้าข่ายกระทบต่อการแข่งขันทางการค้าหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของนิติบุคคลในประเทศไทย ปัจจุบันมีประมาณ 820,000 ราย โดยมีต่างชาติร่วมลงทุนประมาณ 120,000 ราย และในจำนวนนี้ราว 11,000 รายเป็นบริษัทที่ต่างชาติถือหุ้นไม่ถึงร้อยละ 50 ซึ่งยังมีสถานะเป็นบริษัทไทย กลุ่มดังกล่าวจึงเป็นกลุ่มที่ภาครัฐต้องติดตามกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการใช้นอมินีหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของกฎหมาย ขณะเดียวกัน กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เชิญสำนักงานกฎหมายชั้นนำ 17 แห่งเข้าร่วมประชุมหารือ เพื่อระดมความคิดเห็นในการจัดทำร่างคำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการจดทะเบียนกรณีแก้ไขเพิ่มเติมให้คนต่างด้าวเป็นผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้มีอำนาจลงนามในบริษัทจำกัด เพื่อยกระดับการป้องกันการใช้คนไทยเป็นนอมินีตั้งแต่ขั้นตอนการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท

มาตรการดังกล่าวจะช่วยปิดช่องโหว่ของระบบการกำกับดูแล ลดการใช้นอมินี และสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจ โดยคำนึงถึงการไม่เพิ่มภาระให้กับผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างสุจริต และไม่กระทบต่อบรรยากาศการลงทุนจากต่างประเทศ โดยคาดว่าจะสามารถออกคำสั่งได้ภายในกลางเดือนมีนาคม และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
ส่วนประเด็นที่ตรวจสอบพบการปลอมปนน้ำมะพร้าวหรือการใช้หัวเชื้อผสมน้ำเพื่อจำหน่ายในต่างประเทศ อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของน้ำมะพร้าวไทยในตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดจีนที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานสินค้าและความปลอดภัยด้านอาหารมากขึ้น จึงจำเป็นต้องร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อรักษาความเชื่อมั่นต่อสินค้าการเกษตรของไทยในระยะยาว

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ราคามะพร้าวน้ำหอมที่มีความผันผวนในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรเป็นอย่างมาก กระทรวงพาณิชย์ จึงเร่งดำเนินมาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการมะพร้าวน้ำหอมโดยเฉพาะรายย่อยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ส่วนการเข้าหารือกับผู้ประกอบการมะพร้าวน้ำหอมรายใหญ่ของประเทศ เพื่อทราบถึงสถานการณ์มะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่อย่างชัดเจน โดยจะจำลองโมเดลการผลิตมะพร้าวน้ำหอมเพื่อการส่งออกมาตรฐานระดับสากลมาปรับใช้เป็นต้นแบบแก่ผู้ประกอบการมะพร้าวน้ำหอมและผู้ประกอบการผลไม้รายอื่นๆ ดังนั้น การลงพื้นที่จ.สมุทรสาครเมื่อวันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2569 ได้หารือกับผู้บริหาร บริษัท ฮาร์มเลส ฮาร์เวสท์ (ไทยแลนด์) จำกัด (Harmless Harvest) ซึ่งเป็นผู้ผลิต/ส่งออกผลิตภัณฑ์มะพร้าวน้ำหอมออร์แกนิกชั้นนำ และธุรกิจแปรรูปมะพร้าวน้ำหอมรายใหญ่ของโลก โดยบริษัทได้ใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตน้ำมะพร้าวน้ำหอมบรรจุขวด ตั้งแต่ปี 2556เพื่อส่งออกไปสหรัฐอเมริกา ซึ่งบริษัทสามารถรับซื้อผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมได้สูงสุดถึงวันละ 6 แสนลูก และได้พิจารณาถึงแนวทางความร่วมมือเพื่อยกระดับมูลค่าเพิ่มมะพร้าวน้ำหอมไทย และแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมที่มีความผันผวนอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันจะศึกษาโมเดลธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้กับมะพร้าวน้ำหอมไทย จนสามารถครองตลาดระดับพรีเมียมในต่างประเทศได้ โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรป

อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นจากการพูดคุยได้เห็นพ้องกันว่า แนวทางสำคัญในการแก้ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ คือ ‘นอกจากการขายผลสดแล้วต้องมีการแปรรูปที่มีมาตรฐานสูง’ โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ 1) การจัดการ Supply Chain โดยเฉพาะการทำสัญญารับซื้อที่เป็นธรรม (Fair Trade) กับเกษตรกร เพื่อสร้างความมั่นใจด้านรายได้และรักษาคุณภาพวัตถุดิบ 2) การเพิ่มมาตรฐานออร์แกนิก ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระดับสากลจะมีราคาสูงกว่าตลาดทั่วไปหลายเท่าตัว และเป็นที่ต้องการสูงในตลาดโลก3) การนำนวัตกรรมการยืดอายุสินค้า การใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยช่วยรักษารสชาติและคุณค่าทางอาหารโดยไม่ใช้สารเคมี ทำให้ส่งออกมีมาตรฐานเพิ่มขึ้นและลดความสูญเสีย 4) นำโมเดลธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาเป็นต้นแบบ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่มะพร้าวน้ำหอมไทย และ/หรือ ผลไม้อื่นๆ ที่มีรูปแบบหรือลักษณะการประกอบธุรกิจที่คล้ายคลึงกัน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ/เกษตรกรไทยสามารถประสบความสำเร็จในการประกอบธุรกิจและมีโอกาสส่งออกสินค้าเกษตรในรูปแบบต่างๆ สู่นานาชาติ

โอกาสนี้ ได้ชมกระบวนการผลิตภายในโรงงาน ซึ่งมีความโดดเด่นด้านMicrofiltration* และระบบการจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Sustainability) ซึ่งสามารถใช้เป็นสถานประกอบการต้นแบบให้กับ SMEs รายอื่นๆ ในประเทศไทยได้เข้ามาศึกษา ตั้งแต่การบริหารจัดการโรงงานที่ได้มาตรฐาน GMP, HACCP ไปจนถึงการทำการตลาดที่เน้นความยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์สินค้าเกษตรไทยให้กลายเป็น Premium Product รวมถึงมาตรฐาน Fair for Life ซึ่งมีการกำหนดราคารับซื้อมะพร้าวน้ำหอมถึง 5 ราคา ตามขนาด (น้ำหนัก) ตั้งแต่ 6.50 บาท ถึง 9.50 บาท
นอกจากนี้ กรมฯ จะนำข้อมูลและแนวทางที่ได้รับจากการหารือในครั้งนี้ แจ้งกระทรวงพาณิชย์ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการส่งออกเพื่อดำเนินการ Upskill & Reskill แก่ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะส่งออกผลิตภัณฑ์ไปต่างประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ส่งออกรายใหม่ และดำเนินการจับคู่ธุรกิจกับผู้นำเข้าผลไม้ในต่างประเทศ รวมถึงเพิ่มสัดส่วนปริมาณผลผลิตผลไม้ออกจากระบบไปสู่การแปรรูปมากขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์นอมินีล้งผลไม้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกร และคุ้มครองระบบเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างยั่งยืน รวมถึงการป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายจะยังคงดำเนินการอย่างเข้มข้น เน้นการตรวจสอบเชิงลึก เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการค้า และส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมของเศรษฐกิจไทยต่อไป.






