ก.อุตฯ เปิดเกมรุก ‘See First Act Fast’ ปฏิรูปกำกับดูแลโรงงาน-สิ่งแวดล้อม ตรวจจับสินค้าด้อยคุณภาพ


นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดการฝึกอบรมเรื่อง “See First Act Fast เห็นก่อน แก้ไขทัน ปกป้องสิ่งแวดล้อม” ภายใต้โครงการบริหารจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมและลดมลพิษอุตสาหกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อปฏิรูปการทำงานของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยระบุว่า ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมจะทำงานเป็นทีมเดียวและขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันภายใต้นโยบาย “MIND AS ONE” ไม่แยกหน้าที่ตามภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมกันของทั้งกระทรวงฯ โดยบูรณาการการตรวจกำกับโรงงาน เหมืองแร่ การสกัดกั้นสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ตรวจภายใต้มาตรฐานเดียวกัน และใช้ระบบดิจิทัลเป็นเครื่องมือหลัก อาทิ ระบบตรวจกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรม (i-Auditor) ระบบรับเรื่องร้องเรียน (i-DEE-Pro) การร้องเรียนผ่านไลน์ “แจ้งอุต” และระบบรายงานข้อมูลกลาง (iSingleForm) เพื่อเชื่อมโยงการทำงานระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอย่างไร้รอยต่อ
การดำเนินงานในปีงบประมาณ 2569 สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม (สปอ.) ได้บูรณาการร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ทำให้ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) ได้รับงบประมาณเบิกแทนกัน วงเงิน 26 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสำนักงานฯ และมีภารกิจผลผลิตตามตัวชี้วัด ประกอบด้วย
- การตรวจวัดและวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ สำหรับโรงงานที่มีข้อร้องเรียนด้านมลพิษ อย่างน้อย 100 โรงงาน
- การตรวจกำกับโรงงานรับบำบัดหรือกำจัดกากอุตสาหกรรม ลำดับที่ 101, 105 และ 106 รวมจำนวน 1,387 โรงงานทั่วประเทศ
- การสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังสอดส่องสินค้าไม่ได้มาตรฐานในพื้นที่นำร่อง 18 จังหวัด
- การลงพื้นที่ตรวจติดตามผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมในท้องตลาดครอบคลุม 76 จังหวัด โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ปลั๊กพ่วง เพาเวอร์แบงค์ และไดร์เป่าผม โดยกำหนดเป้าหมายการลงพื้นที่อย่างน้อยจังหวัดละ 15 ครั้ง

นายณัฐพล กล่าวต่อไปว่า “ปีนี้กระทรวงฯ มีแผนออกกฎหมายสำคัญ 2 เรื่อง คือ 1) กำหนดค่ามาตรฐานการปล่อยมลพิษของโรงงานในกรุงเทพมหานครให้เข้มข้นขึ้นเป็นจังหวัดนำร่อง และจะปรับเปลี่ยนตามบริบททางเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่ต่อไป 2) การเสนอกฎหมายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมบริการโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม สำหรับการควบคุมการเผาอ้อย เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ซึ่งกระทรวงฯ ใช้เวลากว่า 3 ปีในการออกแบบมาตรการทั้งด้านกฎหมาย กำหนดหลักเกณฑ์และสิทธิประโยชน์ ส่งผลให้ปัจจุบันการเปิดหีบอ้อยผ่านไปร้อยละ 60 พบการเผาอ้อยลดลงเหลือเพียงร้อยละ 2 เท่านั้น”
สำหรับการฝึกอบรมในครั้งนี้จัดขึ้น 3 วัน มีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน ประกอบด้วย อุตสาหกรรมจังหวัด และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานตรวจกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรมจาก กรอ. และ สอจ. ทั่วประเทศ โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญถ่ายทอดความรู้ในการใช้ข้อมูล เครื่องมือ และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ร่วมกัน เพื่อยกระดับการกำกับดูแลเชิงรุกด้านโรงงานควบคู่กับการเฝ้าระวังสินค้าด้อยคุณภาพให้มีความรวดเร็ว แม่นยำ แก้ไขเรื่องร้องเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีหัวข้อสำคัญ อาทิ การบูรณาการแก้ไขปัญหาสินค้าไม่มีคุณภาพจากต่างประเทศ การขับเคลื่อนการปฏิรูป สมอ. ภายใต้นโยบาย MIND AS ONE ระบบงานกำกับโรงงานอุตสาหกรรมเชิงรุก กฎหมายโรงงาน การตรวจสอบสถานประกอบการที่ครอบครองวัตถุอันตราย เทคนิคการกำกับดูแลโรงงานด้านความปลอดภัย ตลอดจนแนวทางปฏิบัติกรณีโรงงานไม่เริ่มประกอบกิจการหรือโรงงานร้าง รวมทั้งเทคนิคการเก็บตัวอย่างมลพิษเพื่อใช้เป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และมาตรฐานสากล เป็นต้น
“ผมเชื่อมั่นว่า การฝึกอบรม กฎหมายและมาตรการเชิงรุกทั้งหมดนี้ จะช่วยยกระดับเจ้าหน้าที่กระทรวงฯ ให้พร้อมทำงานเชิงรุกในการตรวจกำกับดูแลโรงงานและสินค้าด้อยคุณภาพ ทั้งในตลาดทั่วประเทศ และใช้ มอก. วอทซ์ ตรวจจับสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) บนตลาดออนไลน์ เพื่อแก้ปัญหาร้องเรียนโรงงานและสินค้าไม่มีมาตรฐาน ได้ทันต่อสถานการณ์และความคาดหวังของสังคม โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือ การกำกับดูแลภาคอุตสาหกรรมให้เติบโตอย่างยั่งยืน สร้างกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรมต่อผู้ผลิตในประเทศ และสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ดูแลช่วยเหลือเอสเอ็มอีในภูมิภาค และดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง” ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปิดท้าย.






