ส.อ.ท. จัด Energy Symposium 2026 ชูเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างสมดุล ลดต้นทุน เพิ่มขีดแข่งขันอุตสาหกรรมไทย มุ่งเป้า Net Zero ปี 2050 พลังงานเปิดทิศทาง PDP2026 ดันโซลาร์ 28,000 เมกะวัตต์ หนุน Direct PPA–SMR เพิ่มทางเลือกพลังงานสะอาด ลดพึ่งพานำเข้า
สถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จัดงาน Energy Symposium 2026 ภายใต้หัวข้อ “Thailand Pragmatic Energy Transition พลังงานยุคใหม่ ยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่การแข่งขันโลกอย่างยั่งยืน” ณ ห้องวิภาวดีบอลรูม ชั้น L โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางพลังงานของประเทศ นโยบายและเทคโนโลยีที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจ สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของราคาพลังงาน ซึ่งล้วนส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมยังต้องเร่งปรับตัวสู่การใช้พลังงานสะอาดเพื่อรองรับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศ ในปี ค.ศ. 2050
ดังนั้น โจทย์สำคัญของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดให้เร็วที่สุด แต่ต้องเป็นการเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ โดยคำนึงถึงความมั่นคงทางพลังงาน ต้นทุนที่ภาคธุรกิจสามารถแข่งขันได้ และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวเกิดขึ้นได้จริงและไม่เพิ่มภาระให้แก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของห่วงโซ่อุตสาหกรรมไทย

แนวคิด “Thailand Pragmatic Energy Transition” จึงมุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นรูปธรรมสอดคล้องกับความพร้อมและศักยภาพของประเทศ ควบคู่กับการส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมเข้าถึงพลังงานสะอาด เทคโนโลยี และนวัตกรรมได้อย่างทั่วถึง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดต้นทุน และรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว โดยสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “The New Chapter of Thai Industry” และยุทธศาสตร์ 5I ของ ส.อ.ท. โดยเฉพาะการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรม (Industrial Infrastructure Reform) และการเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึง (Inclusive Sustainability)
การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่การพัฒนาแผนพลังงานของประเทศ การพัฒนาระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ไปจนถึงการส่งเสริมพลังงานสะอาดและปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบพลังงาน ลดข้อจำกัดในการเข้าถึงพลังงานทางเลือก และสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษภายในงานฯ ในหัวข้อการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานในทางปฏิบัติ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทย โดยระบุว่า แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP2026) มุ่งกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดในสัดส่วนที่สูงขึ้น เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานจากทุกภาคส่วน และลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน
ขณะเดียวกัน สำหรับการใช้พลังงานฟอสซิล จะนำเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) มาใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่กำหนด
ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงาน ภาครัฐได้ดำเนินมาตรการต่าง ๆ ควบคู่กับการส่งเสริมศักยภาพด้านพลังงานภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า อาทิ การส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ E20 และ B20 โดยอาศัยศักยภาพของภาคเกษตรกรรมไทย ทั้งอ้อยและน้ำตาล มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน มาต่อยอดสู่การผลิตพลังงานและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในภาคขนส่ง ซึ่งมีจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นตามเป้าหมาย อันจะช่วยสนับสนุนทั้งด้านพลังงานและการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศในระยะยาว

สำหรับแนวทางดำเนินงานสำคัญเพื่อยกระดับระบบพลังงานไทย ประกอบด้วยการรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยเฉพาะ Data Center ซึ่งกำหนดเกณฑ์ให้ Data Center แห่งใหม่เริ่มต้นใช้พลังงานสะอาดในสัดส่วน 30% พร้อมตั้งเป้าหมายพัฒนาศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์ในช่วง 10 ปีแรกของแผน PDP 2026 ไว้ที่ 28,000 เมกะวัตต์ (MW) ควบคู่กับการส่งเสริมกลไก Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) หรือการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยี Small Modular Reactor (SMR) มาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการสนับสนุนการผลิตพลังงานคาร์บอนต่ำและเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีบทบาทสำคัญในการดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ผ่านการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Modernization) การลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) และการเปิดให้บุคคลที่สามสามารถใช้ระบบสายส่งไฟฟ้าได้ (Third Party Access: TPA)
นอกจากนี้ ในระยะต่อไป จะมีการส่งเสริมรูปแบบการจัดหาและซื้อขายพลังงานที่หลากหลายมากขึ้น ทั้ง Independent Power Supply, Direct PPA และ Private PPA เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงพลังงานสะอาดให้แก่นิคมอุตสาหกรรมและภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะยาว
ภายในงานยังมีเวทีแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับทิศทางพลังงานไทย การปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมต่อกติกาการค้าและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการจากหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนที่นำเสนอโซลูชั่นด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และต่อยอดองค์ความรู้สู่การประยุกต์ใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม
การจัดงาน Energy Symposium 2026 จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายพลังงานของประเทศเข้ากับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงาน ต้นทุนที่เหมาะสมและแข่งขันได้ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลก.

