จับตา ‘เฟด…เปลี่ยนผู้นำ’ ตลาดโลกผันผวน แนะ ‘สะสมหุ้นสหรัฐฯ’ เมื่อปรับฐาน

Krungthai CIO ประเมินการเสนอชื่อประธาน Federal Reserve คนใหม่ อาจเป็นจุดเปลี่ยนนโยบายการเงินโลก เพิ่มแรงสั่นสะเทือนตลาดการเงิน แนะนักลงทุนใช้จังหวะย่อตัวทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ คุณภาพ พร้อมถือทองคำ 5–10% บริหารความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย
Krungthai Chief Investment Office (Krungthai CIO) ประเมินว่า ตลาดการเงินโลกในระยะสั้นยังเผชิญความผันผวนสูง จากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงิน หลังมีการเสนอชื่อ Kevin Warsh เข้าดำรงตำแหน่ง ประธาน Federal Reserve (FED) คนใหม่ แทน Jerome Powell ที่จะครบวาระในเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งถูกมองว่าอาจเป็น “Policy Pivot” หรือจุดเปลี่ยนสำคัญของทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ และส่งผลต่อกระแสเงินทุนทั่วโลก
Krungthai CIO ระบุว่า แม้ Kevin Warsh จะมีมุมมองเชิงบวกต่อการยกระดับผลิตภาพ (Productivity) และ การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งเป็น ปัจจัยหนุนการลงทุนระยะยาว แต่ตลาดยังมีความกังวลต่อความเป็นอิสระของเฟดภายใต้แรงกดดันทางการเมือง รวมถึงจุดยืนในอดีตที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “สายเหยี่ยว” (Hawkish) ซึ่งอาจทำให้การผ่อนคลายนโยบายการเงินไม่เกิดขึ้นเร็วอย่างที่ตลาดคาดหวัง
ขณะเดียวกัน ตลาดโลกยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสัญญาณ…การขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าจากเกาหลีใต้ ความตึงเครียดกับอิหร่าน รวมถึงความเสี่ยง Government Shutdown ของสหรัฐฯ ที่อาจกระทบต่อการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ และเพิ่มระดับความผันผวนในตลาดการเงิน
อย่างไรก็ดี Krungthai CIO มองว่า ความผันผวนดังกล่าวยังไม่ใช่สัญญาณลบต่อโครงสร้างตลาดในระยะยาว โดยเริ่มเห็นภาพของ Market Rotation หรือการหมุนกลุ่มลงทุน จากหุ้นที่ราคาปรับขึ้นแรง ไปสู่หุ้นที่ยังมีปัจจัยพื้นฐานรองรับชัดเจน สะท้อนผ่านผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น Microsoft, Apple และ Meta ที่ยังรายงานกำไรและรายได้ดีกว่าคาด รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง
สำหรับ กลยุทธ์การลงทุน Krungthai CIO ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยแนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ “ทยอยสะสมเมื่อย่อตัว (Buy on Dip)” เน้นหุ้นคุณภาพที่เกี่ยวข้องกับ AI และเทคโนโลยีแห่งอนาคต ซึ่งยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดในปีนี้ พร้อม จัดพอร์ตในลักษณะ Barbell Strategy ผสมผสานระหว่างหุ้นกลุ่มเติบโต (Growth) และ หุ้นกลุ่มมั่นคง (Defensive) เพื่อลดความผันผวนของพอร์ต
นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ถือครองทองคำในสัดส่วน 5–10% ของพอร์ตการลงทุน เพื่อกระจายความเสี่ยงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์ที่อาจอ่อนค่าในระยะยาว โดยประเมินกรอบเป้าหมายราคาทองคำไว้ที่ระดับ 5,300–5,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์.






