สนง.สลากฯ ไม่เพิ่ม L6 เดินเกมดิจิทัลเต็มรูปแบบ เล็งขยาย N3 ปี 2571 รับเศรษฐกิจโต

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ยืนยันไม่เพิ่มสลากใบ L6 เดินหน้าทยอยเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล 100% ใช้สลากเลขท้าย N3 เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์หนุนรายได้ผู้ค้า คาดตลาดสลากขยายตัวตาม GDP ในปี 2571 พร้อมเดินหน้า CSR หนุนโรงเรียนสลากสงเคราะห์ทั่วประเทศ
พ.ท.หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นรัฐวิสาหกิจที่นำส่งรายได้ให้รัฐสูงสุด 4 หมื่นล้านบาทต่อปี ขณะเดียวกันยังมุ่งเน้นการดำเนิน “โครงการสลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชน ปีที่7” ล่าสุดวันที่ 18 ธ.ค.2568 ได้จัดกิจกรรม CSR ณ โรงเรียนบ้านห้วยไร่ จังหวัดเชียงราย เป็นโรงเรียนลำดับที่ 97 ซึ่ง สนง.สลาก สงเคราะห์มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาโรงเรียน ส่งมอบอุปกรณ์ทางการศึกษาและเครื่องเล่นแก่คุณครูและนักเรียนในโรงเรียน เพื่อผลลัพธ์เชิงบวกให้ประชาชนกลับไปพัฒนาถิ่นฐานบ้านเกิด พร้อมเสนอแนะให้รัฐวิสาหกิจ 1 แห่ง ดูแลชุมชนหรือโรงเรียน 1 แห่ง
ส่วนเรื่องการแก้ไขปัญหาการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2558 นั้น โดยช่วงแรกใช้วิธีเข้มงวดบังคับใช้กฎหมาย ระยะที่ 2 เพิ่มอุปทานด้วยการเติมสลากเข้าสู่ระบบ และล่าสุดเข้าสู่กลยุทธ์ระยะที่ 3 คือการสร้างจุดสมดุลที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ทั้งผู้บริโภคและผู้ค้าในระบบเดิม และได้ขยายขอบเขตไปสู่การต่อสู้กับการพนันออนไลน์และทุนสีเทา ภาพรวมโครงสร้างสลาก มีปริมาณจำหน่ายรวม 110 ล้านฉบับต่อปี แบ่งเป็น สลาก L6 จำนวน 105 ใบ (ทั้งแบบใบและดิจิทัล) สลากเลขท้าย (N3) จำนวนเพียง 3 ล้านฉบับ จากเพดานจำหน่าย 5 ล้านฉบับ ซึ่งการเปลี่ยนผ่านสลากใบ (L6) สู่สลากดิจิทัล 100% ยังต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลง และสนง.ฯ จะไม่เพิ่มจำนวนสลากใบ (L6) อีกต่อไป จะใช้วิธีทยอยเปลี่ยนผ่านไปสู่สลากดิจิทัลให้ได้ครบ 100%
การเปลี่ยนจากสลากใบ จำนวน 78 ล้านฉบับในงวดล่าสุด มาเป็นสลากดิจิทัลอย่างฉับพลันจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างตลาดเดิม จึงใช้วิธีปรับเปลี่ยนทีละขั้นตอนและค่อยๆ เจรจากับผู้ค้าเดิมให้เปลี่ยนมาเป็นดิจิทัล และคุ้มครองผู้ค้าในระบบกว่า 2 แสนคน ล่าสุดมีตัวแทนจำหน่ายสลากใบจำนวนกว่า 1 หมื่นคนรอคิวเพื่อเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบดิจิทัล เช่น องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก
“สลากดิจิทัล L6 บางงวดจำหน่ายหมดและบางงวดเหลือจำหน่าย แสดงให้เห็นถึงหลักเศรษฐศาสตร์เรื่อง “ความเต็มใจที่จะจ่าย” (Willingness to Pay) ของผู้บริโภค ทำให้ สนง.ไม่มีแนวคิดเพิ่มจำนวนสลาก (L6) แต่จะไปเน้นเรื่องการสร้างสมดุล ส่วนเรื่องการคืนเงินสลากเพื่อการออม (Cash back) ให้กับผู้ซื้อนั้น ไม่สามารถทำได้ ทำให้ต้องล้มแนวคิดไป เพราะคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความไว้ว่า “การออมทรัพย์” ไม่ได้อยู่ในวัตถุประสงค์ตามกฎหมายของ สนง.สลากฯ จึงไม่สามารถออกผลิตภัณฑ์สลากออมทรัพย์ได้
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของตลาดสลากอาจมีการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญในปี 2571 ตามการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) คาดการณ์ว่าภายในปี 2571 อาจเพิ่มยอดจำหน่ายในสลากเลขท้าย (N3) เนื่องจากการปรับลดสลาก L6 ชนิดใบ ทำให้ผู้ค้าสลากดิจิทัล L6 เพิ่มขึ้น ซึ่งเท่ากับเพิ่มผู้ค้าสลาก N3 ไปในคราวเดียวกัน เพราะผู้ค้าสลาก L6 ก็คือผู้ค้าสลาก N3 เช่นกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้ตัวแทน L6 จากเดิม 9,000 บาทต่อเดือน เป็น 15,000 บาทต่อเดือนในการจำหน่ายสลาก N3 ด้วยนั้น
ทั้งนี้ เรื่องสลากเลขท้าย (N3) ยอมรับว่ายอดขายไม่ได้รับการตอบรับจากตลาดเท่าที่ควร และไม่สามารถแก้ปัญหาการพนันออนไลน์และทุนสีเทาได้ แต่ได้สกัดกั้นการเติบโตของหวยใต้ดิน โดยมียอดจำหน่ายที่ 3 ล้านฉบับ มีตัวแทนจำหน่าย 2.02 หมื่นราย ซึ่งในอนาคตจะเปิดรับบุคคลภายนอกที่ต้องการขายจริงจังเข้ามาเป็นตัวแทนเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม สนง.ได้พิจารณาแนวทางนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ระบบ เช่น ลอตโต้ (Lotto) หรือสลากขูด (Scratch Tickets) แม้จะยังไม่หยิบลอตโต้หรือสลากขูดมาดำเนินการในระยะนี้ เพราะขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล แต่ สนง.สลากฯ ก็ได้ศึกษารูปแบบการออกผลิตภัณฑ์ใหม่รอไว้แล้ว.






